ไร้เงาผู้สมัคร ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ ภากร เผยยังมีเวลาถึง 30 เม.ย.นี้

81
ดร.ภากร ตลท.

ไร้เงาผู้สมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ ภากร เผยยังมีเวลาถึง 30 เม.ย.นี้ เชื่อปีนี้เป็น Turning point ตลาดหุ้นไทย หลังงบฯ ปี 67 กระตุ้นใช้จ่าย จับตากนง. หั่นดอกเบี้ย

นาย ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึง การเปิดรับสมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ ว่า ยังคงมีการเปิดรับสมัครบุคคลที่สนใจจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2567 ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ที่ดีที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยให้สอดคล้องไปกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมตลาดทุนไทยในด้านการเป็น Regional Capital Matket

ด้านแหล่งข่าวในตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวถึงการเปิดรับสมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยระบุว่าปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดเข้ามายื่นสมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ยังคงเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย.นี้

แหล่งข่าวระบุถึงเหตุผลส่วนหนึ่งที่อาจจะยังไม่มีคนเข้ามายื่นใบสมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะว่าการทำข้อมูลสำหรับการแสดงวิสัยทัศน์อาจจะต้องรอดูสถานการณ์ต่าง ๆ ประกอบ เนื่องจากปัจจุบันมีสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

โดยหากมีการยื่นสมัครและส่งข้อมูลในการแสดงวิสัยทัศน์ไปแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาหลังจากที่ส่งไป อาจจะต้องกลับมาแก้ไขและทบทวนวิสัยทัศน์ที่ได้ส่งข้อมูลไปก่อนหน้า เพื่อให้วิสัยทัศน์ที่จะต้องไปแสดงต่อกรรมการคัดเลือกมีความเท่าทันต่อเหตุการณ์ ทำให้คนที่จะสมัครเข้ามาจะต้องรอสถานการณ์ต่าง ๆ นิ่งและจะเริ่มเห็นการสมัครเข้ามา ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการเปิดรับสมัคร

นายภากร ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยว่า แม้ว่าปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทย ยังเคลื่อนไหวทรงตัวอยู่ในกรอบ และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยยังติดลบ 2.7% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน แต่ยังเชื่อว่าจะเริ่มเห็นตลาดหุ้นไทยสามารถพลิกกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ หลังจากที่งบประมาณของภาครัฐเริ่มมีการเบิกจ่ายออกมา ทำให้มีการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐที่ส่งเม็ดเงินออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อจากนี้

จากที่ปัจจุบันปัจจัยหนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลักๆมาจาก 2 ส่วน คือ ภาคการส่งออก และภาคท่องเที่ยว ที่เป็นปัจจัยหนุนต่อภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย โดยหากมีแรงหนุนจากงบประมาณของภาครัฐออกมาแล้ว ทำให้มีความคาดหวังว่าจะเห็นตลาดหุ้นไทยมีจุดกลับตัว (Turning Point) ได้

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนต่อการกลับตัวฟื้นขึ้นของตลาดหุ้นไทยมาจากโอกาสในการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้น หลังจากที่ข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆของประเทศออกมาเริ่มเห็นทิศทางที่มีโอกาสที่มีน้ำหนักในการลดดอกเบี้ยนมากขึ้น

และการที่การประชุมกนง.ในครั้งก่อนหน้ามีเสียงสนับสนุนของกรรมการกนง.ในการลดดอกเบี้ยออกมามากขึ้น ทำให้มองโอกาสความเป็นไปที่จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนต่อการฟื้นตัวกลับมาของตลาดหุ้นไทยได้

ด้านสถานการณ์ในเมียนมาที่ดูมีความรุนแรงมากขึ้น มองว่ายังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย หรือมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ หากดูที่การค้าระหว่างไทยและเมียนมาถือว่ายังไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย หรือในประเทศเพื่อบ้านกลุ่ม CLMV และอาเซียน เพราะที่ผ่านมาเมียนมามีการปิดประเทศ ทำให้การซื้อขายระหว่างกันมีการชะลอตัวไป ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพของเศรษฐกิจไทย

สำหรับภาพของกระแสเงินทุน (Fund flow) ต่างชาติหลังจากที่เดือนก.พ. 2567 มีการกลับเข้ามาซื้อสุทธิ และกลับมาเป็นขายสุทธิในเดือนมี.ค. 2567 และ 3 เดือนที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิไปแล้วกว่า 6.8 หมื่นล้านบาทนั้น

ส่วนหนึ่งเกิดจากความผันผวนของปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังพึ่งพาการส่งออกอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อเศรษฐกิจต่างประเทศมีความผันผวน ก็กระทบต่อการส่งออก และกระทบต่อเศรษฐกิจตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยออกไปจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งการที่มีกระแสเงินทุนไหลออกไป ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเกิดจากการที่ประเทศไทยมีการบริโภคน้ำมันเป็นจำนวนมากถึงเฉลี่ย 1 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งทำให้ต้องใช้เงินนำเข้าน้ำมันมาเป็นจำนวนมาก และในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องใช้เงินในการนำเข้าน้ำมันเข้ามามากขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

อย่างไรก็ตามนายภากร กล่าวว่า การที่ Fund flow จะกลับมาเป็นบวกได้นั้นจะต้องขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะต้องดีต่อเนื่อง การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความน่าสนใจ และดึงดดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุนได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :