“Lightnet” ของ “ชัชวาลย์ เจียรวนนท์” ขึ้นแท่นถือหุ้นใหญ่ SABUY

1333
Sabuy Lightnet

SABUY เพิ่มทุน 2,990 ล้านบาท ขายให้ Lightnet ฟินเทคสิงคโปร์ ที่ “ชัชวาลย์ เจียรวนนท์” ถือหุ้นใหญ่ 2,760 ล้านบาท นำเงินจ่ายหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง

หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 บริษัท สบาย เทคโนโลยี จํากัด (มหาชน) หรือ SABUY แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงมติที่ประชุมคครั้งที่ 10/2567 โดยอนุมัติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จำนวนไม่เกิน 2,510,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 2,061,370,366 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ จำนวน 4,571,370,366 บาท

โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่จำนวนไม่เกิน 2,510,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท เพื่อเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 1,300,000,000 หุ้น และรองรับการใช้สิทธิของหลักทรัพย์แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิ SABUY-W3 จำนวน 1,210,000,000 หุ้น

สำหรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท จํานวนไม่เกิน 1,300,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจํากัด (Private Placement) ในราคาเสนอขายหุ้นละ 2.30 บาท ซึ่ง SUBUY เปิดเผยรายชื่อผู้ลงทุนที่มีศักยภาพและสามารถลงทุนในบริษัทได้จริง ได้แก่

1. จัดสรรหุ้นสามัญเพิมทุนจํานวน 1,200,000,000 หุ้น ให้แก่ Lightnet Pte. Ltd

2. จัดสรรหุ้นสามัญเพิมทุนจํานวน 100,000,000 หุ้น ให้แก่นายอานนท์ชัย วีรประวัติ

ขณะที่การออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ SABUY-W3 มีราคาเสนอขาย 0.00 บาทต่อหน่วย อัตราการใช้สิทธิ 1.00 ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1.00 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 3.00 บาทต่อหุ้น อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ 5 ปี ผู้ได้รับจัดสรรประกอบด้วย Lightnet Pte. Ltd. จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จัดสรร 800,000,000 หน่วย นายอานนท์ชัย วีระประวัติ จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จัดสรร 60,000,000 หน่วย Hiwell Global Co., Ltd จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จัดสรร 350,000,000 หน่วย

ทั้งนี้หลังจาก Lightnetเข้าทํารายการ PP แล้ว จะทำให้ Lightnetมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โดย Lightnetจะได้มาซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจํานวน 1,200,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 40.38% ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บุคคลในวงจํากัด

โดย Lightnetอาจเสนอชื่อแต่งตั้งบุคคลที่ตนเองกําหนดจํานวน 3 ราย เพี่อให้ดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทอย่างน้อยจํานวน 1 ใน 3 ของจํานวนกรรมการทังหมดของบริษัท

ซึ่ง SABUY ระบุว่าการเข้าทํารายการกับLightnet ถือเป็นการเข้าทํารายการกับบุคคลที่จะเข้ามามีอํานาจควบคุมของบริษัท จากการที่ Lightnetจะมีสิทธิออกเสียงเกินกว่า 25% ของจํานวนหุ้นทีมีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท

สำหรับ Lightnet นั้น เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงินที่มีสํานักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ และมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจด้านการเงินอยู่หลายประเทศทั่วโลก โดยมีศูนย์กลางระดับภูมิภาคในลิทัวเนียและดูไบ และดำเนินงานในประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่ง Lightnet เน้นการให้บริการเครือข่ายการชําระเงินและโอนเงินระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 Lightnet มีผู้ถือหุ้นลําดับสุดท้าย (Ultimate Shareholders) ที่มีนัยสําคัญ ได้แก่ นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ และนายตฤบดี อรุณานนท์ชัย ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 69.54% และ 12.09% ตามลำดับ

ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ แต่ละรายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยไม่มีรายใดถือหุ้นเกินกว่า 5% ใน Lightnet หรือเป็นผู้ที่เกียวข้องของนายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ หรือนายตฤบดี อรุณานนท์ชัย หรือเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท

ซึ่ง Lightnet ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 ด้วยเงิน 10 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นสตาร์ทอัพไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2020 Lightnet ประกาศความสำเร็จในการระดมทุน Series A มูลค่า 31.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งนำโดยนำโดยเครือบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง UOB Venture Management, Seven Bank, Uni-President Asset Holdings, HashKey Capital, Hopeshine Ventures, Signum Capital, Du Capital และ Hanwha Investment and Securities

สำหรับการระดมทุนในครั้งนั้น Lightnet ตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการทางการเงิน เพื่อขยายบริการที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ใช้ในเอเชียแปซิฟิก

ซึ่ง นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัท Lightnet ตอกย้ำเป้าหมาย การเป็นศูนย์กลางการชำระเงินแห่งใหม่เพื่อให้บริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ต้นทุนต่ำ และรวดเร็วแก่ประชากรมากกว่า 4 พันล้านคนทั่วทั้งเอเชีย ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน บน Stellar Network

รวมถึงตั้งเป้าที่จะปฏิรูปตลาดการส่งเงินข้ามประเทศ (Cross-border Remittance Market) ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเริ่มต้นจากแรงงานข้ามชาติกว่า 11 ล้านคน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของธนาคาร

ในปีถัดมา 2564 Lightnetได้เข้าซื้อหุ้น Bitazza นายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศไทย มูลค่าราว 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังยกระดับโซลูชั่นด้านการเงินและการลงทุนในเอเชียผ่านการขยายเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค และในปีเดียวกัน Lightnet ได้เงินทุน 48 ล้านดอลลาร์ จากผู้ร่วมก่อตั้ง ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ และตฤบดี อรุณานนท์ชัย

ส่วนในปี 2565 คว้าเงินลงทุนตามข้อตกลงได้ 50 ล้านดอลลาร์จากบริษัท แอลดีเอ แคปิตอล จำกัด (LDA Capital Ltd) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานของบริษัท พร้อมขยายเทคโนโลยีบล็อกเชนของพันธมิตรทางเทคโนโลยีอย่างเวโล แลบส์ เทคโนโลยี (Velo Labs Technology)

และในปี 2567 Lightnet เข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นจาก SABUY

ด้านกลุ่ม SABUY มีรายได้รวมปี 2566 อยู่ที่ 9.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็น

  • รายได้จากการให้บริการ อยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากธุรกิจ SPEED, SABUY Alliance, BzB, iSoftel และ Marketing Oops ในขณะที่ธุรกิจเดิมเช่น ตู้เติมเงินค่อนข้างตึงตัวอย่างต่อเนื่องประกอบกับ
  • รายได้ตู้เติมเงินจะมาจาก banking agent เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ที่SABUY Money เพิ่มขึ้นพอควร
  • รายได้จากการขาย อยู่ที่ 6.2 พันล้าน เพิ่มขึ้น 131% จากธุรกิจ SBNEXT, VDP, SABUY Market & Food, บัตรพลาสติค (PTECH), BzB, LOVLS
  • รายได้จากการให้บริการตามสัญญาและดอกเบี้ยรับ อยู่ที่ 577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% โดยหลักจากธุรกิจ LOVLS ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และ SBNEXT ที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในขณะที่ SBT ลดลงเล็กน้อย

แม้ว่าผลการขาดทุนในไตรมาส 4 ที่ 574 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดผลการขาดทุนในปี 2566 ที่ 190 ล้านบาท แต่เป็นผลมาจากสภาวะสภาพคล่องของบริษัทจดทะเบียนหลายบริษัทในตลท. ส่งผลให้สถานการณ์ตลาดเงินและตลาดหุ้นกู้ที่บจ. หลายบริษัทไม่ชำระ หรือเลื่อนการชำระออกไป

ประกอบกับธนาคารพาณิชย์คุมเข้มเรื่องการปล่อยสินเชื่อและคอยดูว่าบจ.ต่างๆ สามารถคืนหุ้นกู้ได้หรือไม่ SABUY จึงเลือกขายเงินลงทุนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (non-core) ตลอดจนธุรกิจที่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างมูลค่า

และได้ขายเงินลงทุน 12% ใน TKC ในไตรมาส 4/2566 และ 4% ที่เหลือในไตรมาส 1/2567 โดยมุ่งเน้นการรักษาสภาพคล่องของกลุ่มบริษัทเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากการลงทุนดังกล่าวเป็นจำนวนประมาณ 640ล้านบาท และมีการบันทึกไว้ในไตรมาส 4/2566 แล้ว

ขณะเดียวกันบริษัทเคยประกาศเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2567 ว่าจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ลดค่าใช้จ่ายและลดความซ้ำซ้อน กลุ่มจะมุ่งเน้นและบริหารจัดการอย่างเข้มงวด โดยตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่

ซึ่งมุ่งเน้นธุรกิจหลัก 5 ตัวคือSABUY, SBNEXT, PTECH, SABUY SPEED (กลุ่มธุรกิจ Drop-Off) และ Asphere ขยายตลาดไปยัง segment อื่น ขยายผลิตภัณฑ์ และการขยาย cross sell ภายในกลุ่มบริษัทเพื่อครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคได้รอบด้านมากขึ้นนั้น จึงส่งผลให้กระแสรายได้ของบริษัท (Revenue Momentum) ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :