ขับเคลื่อนสู่กรม ESG วางเป้าเก็บภาษีคาร์บอน 1 ต.ค. 67

2830

“บทบาทใหม่ของกรมสรรพสามิต คือการเป็นกรม ESG เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เราเป็นที่แรกของหน่วยราชการที่ประกาศตัวเองเป็นกรม ESG โดยเหตุผลที่เราชูบทบาทนี้เนื่องจากมองว่าปัจจุบันโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่เหมาะกับกรมสรรพสามิตมาก เพราะภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้”

นับตั้งแต่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ารับตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพสามิต ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2565 ได้ประกาศวิสัยทัศน์ให้ กรมสรรพสามิต เป็นกรม ESG (Environment, Social and Governance) มุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวะล้อม สังคมและ ธรรมาภิบาล

ดร.เอกนิติให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ซึ่งมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิตไปพร้อมการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม

“บทบาทใหม่ของ กรมสรรพสามิต คือการเป็นกรม ESG เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เราเป็นที่แรกของหน่วยราชการที่ประกาศตัวเองเป็นกรม ESG โดยเหตุผลที่เราชูบทบาทนี้เนื่องจากมองว่า ปัจจุบันโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่เหมาะกับกรมสรรพสามิตมาก เพราะภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้”

เล็งเก็บภาษีคาร์บอน 1 ต.ค. 67
หากลไกไม่ให้เป็นภาระประชาชน

ดร.เอกนิติกล่าวว่า กรมสรรพสามิต ได้กำหนดเป้าประสงค์ใหม่ คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล สร้างมาตรฐานสากล เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ดังนี้

    • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว เช่น การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV โดยในปี 2566 ยอดจดทะเบียนรถ EV ในประเทศไทยขยายตัวประมาณ 650% เติบโตสูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่จักรยานยนต์ EV ขยายตัวประมาณ 125% โดยเป็นผลจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีค่ายรถเข้ามาลงนามความร่วมมือกับไทยแล้วประมาณ 17 บริษัท 18 โครงการ เม็ดเงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท

“การที่รถ EV เติบโตก็เป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยในมาตรการ EV กรมสรรพสามิตได้กำหนดให้ผู้ที่มารับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องเข้ามาผลิตชดเชยโดยเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย เช่น ในปี 2567 หากนำเข้ารถ 1 คันต้องผลิตชดเชย 1 คัน หากผลิตช้าปี 2568 นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตชดเชย 1.5 คัน”

    • มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม กรมสรรพสามิตได้วางเป้าหมายว่า ในปี 2567 จะต้องดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จทั้งหมด 3 โครงการ ได้แก่

1. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทั่วโลกได้ประกาศว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกเพื่อทำให้อุณภูมิโลกไม่สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมปี 2443 ขณะที่ประเทศไทยได้ลงนามในสัญญากับนานาชาติปี 2573 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า จะลดคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกลง 30-40%

“กลไกที่จะลดคาร์บอนได้มากที่สุดคือการใช้กลไกราคา และต้องเป็นกลไกภาคบังคับ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกลไกภาคบังคับ ตอนนี้ทั่วโลกพิสูจน์มาแล้วว่าประเทศที่มีกลไกราคาภาคบังคับจะสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2% และประเทศที่ไม่มีกลไกภาคบังคับคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้น 3%”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างทำกลไกภาคบังคับ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการเรื่อง Emissions Trading System เป็นการกำหนดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในแต่ละอุตสาหกรรมและให้สามารถซื้อขาย (Trade) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตลาดได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการเรื่องภาษีคาร์บอนแล้ว เช่น สวีเดน และ ญี่ปุ่น โดยเป็นการกำหนดปริมาณคาร์บอนที่สินค้าแต่ละประเภทจะสามารถปล่อยได้ ซึ่งกรมสรรพสามิตจะมีแนวทางที่ทำให้สามารถระบุราคาคาร์บอนและเก็บภาษีได้

ดร.เอกนิติ ได้ยกตัวอย่างการเก็บภาษีคาร์บอนของต่างประเทศว่า ประเทศญี่ปุ่นใช้วิธีเก็บภาษีคาร์บอนไปกับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขณะที่สวีเดนได้ออกกฎหมายฉบับใหม่เป็นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและ Top Up ด้วยภาษีคาร์บอน

สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะเก็บภาษีในแนวทางเดียวกับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยได้เก็บภาษีคาร์บอนจากธุรกิจเชื้อเพลิงหรือพลังงานอยู่แล้ว โดยในธุรกิจน้ำมันได้มีการเก็บภาษีจากโรงกลั่น ซึ่งในระยะต่อไปกรมสรรพสามิตจะแยกออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้น

“กรมสรรพสามิตตั้งเป้าหมายในการเก็บภาษีคาร์บอนให้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 โดยจะพยายามไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพประชาชน ซึ่งหลังจากเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนหากประชาชนเติมน้ำมันจะสามารถรู้ได้เลยว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไรและต้องเสียภาษีเท่าไร นอกจากนี้ ในอนาคตอยากทำให้อยู่ในรูปแบบ My Tax Account เพื่อให้ผู้ใช้น้ำมันรู้ว่าตัวเองรู้ว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร และเพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักเกี่ยวกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

2. สนับสนุนการนำเอทานอลบริสุทธิ์มาใช้ในการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bio Plastic) โดยปัจจุบันสามารถทำพลาสติกที่มาจากการสกัดเอทาลีนที่มาจากอ้อยได้ ซึ่งพลาสติกชีวภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลกโดยเฉพาะในตลาดที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น ญี่ปุ่น และ ยุโรป และจะเป็นโอกาสใหม่ของประเทศไทย

3. ปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ ปัจจุบันกรมสรรพสามิตเก็บภาษีแบตเตอรี่ด้วยอัตราคงที่ (Flat Rate) ที่ 8% โดยมองว่าต้องปรับโครงสร้างเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่เช่นเดียวกับรถ EV

    • ด้านสังคม กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการเก็บภาษีเกี่ยวกับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การเก็บภาษีความหวานเพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาล

“เมื่อก่อนเครื่องดื่มในประเทศไทยส่วนใหญ่ใส่น้ำตาลเกิน 14 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ดังนั้น กรมสรรพสามิตจึงได้เริ่มเก็บภาษีความหวาน ซึ่งสิ่งที่ได้คือจากที่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเกิน 14 กรัม มีอยู่ประมาณ 800 กว่าล้านลิตรต่อปี วันนี้เหลืออยู่แค่ 50 ล้านลิตร ขณะที่ปัจจุบันไทยมีเครื่องดื่มประเภท Zero Sugar เยอะมาก มากที่สุดในอาเซียนแน่นอน พิสูจน์ว่าภาษีเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้จริงๆ”

    • ด้านธรรมาภิบาล กรมสรรพสามิตมีบทบาทในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยได้เปิดศูนย์ปราบปรามออนไลน์ เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้อาชญากรรมเปลี่ยนรูปแบบไปด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังได้เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชั่นและระบบเกี่ยวกับไวน์ เช่น การตรวจสอบ เช็กราคาไวน์ เพื่อทำให้การนำเข้าไวน์ง่ายและถูกต้องขึ้น

“สมัยก่อนเวลาไปปราบสุราผิดกฎหมายต้องนำคนไปเฝ้าตามโกดังแต่ทุกวันนี้ไม่มีหน้าร้านแล้ว ใช้เปิดร้านออนไลน์แล้วขนส่งถึงบ้าน เราจึงเปิดศูนย์ปราบปรามออนไลน์โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วใช้ดิจิทัลเข้ามายกระดับการปราบปราม”

ชูยุทธศาสตร์
EASE Excise

ดร.เอกนิติกล่าวว่า สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ กรมสรรพสามิตจะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ EASE Excise โดยแบ่งเป็น

E : ESG มุ่งเน้นนโยบายภาษีสรรพสามิตที่ส่งเสริมภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ได้แก่ มาตรการภาษีคาร์บอน นโยบายส่งเสริมการนำเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 มาตรการปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และมาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีรถยนต์เพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุ

A : Agile way of working มุ่งเน้นการยกระดับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้ทำงานได้คล่องตัว (Agile ways of working) และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต (Future Skills) เช่น AI และ Data Analytics รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากรให้เก่ง ดี มีความสุข

โดยที่ผ่านมาได้มีการเปิดโรงเรียนสรรพสามิต ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับบุคลากรกรมสรรพสามิตในรูปแบบออนไลน์ให้สามารถเข้าถึงง่าย เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ ความเชี่ยวชาญและทักษะที่หลากหลาย (Multi-Function Skill) และนำพากรมสรรพสามิตให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

S : Standardization การวางมาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูล และวางมาตรฐานการปราบปรามผู้กระทำผิดเชิงรุกกับหน่วยงานปราบปรามที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการทบทวนกฎหมายภาษีสรรพสามิตที่บังคับใช้ในปัจจุบันหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยหรือลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น (Regulatory Guillotine)

E : End-to-End Customer-Centric Service ยกระดับการบริการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้ประชาชนผู้รับบริการได้รับความสะดวกและเจ้าหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่รวดเร็ว เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีกับการให้บริการของกรมสรรพสามิต

“การขับเคลื่อนกรมสรรพสามิตด้วยกลยุทธ์ EASE Excise ไม่ใช่ทำแค่เรื่องนโยบายเท่านั้นแต่เป็นการยกระดับองค์กรด้วยซึ่งสิ่งที่เราทำจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้องค์กร โดยความยั่งยืนคือวันที่เราลุกออกไปจากตรงนี้แล้วองค์กรยังสามารถขับเคลื่อน ยังทำนโยบายต่างๆ ต่อไปได้อยู่”

ตั้งเป้าเก็บรายได้ปี 67
5.98 แสนล้านบาท

ดร.เอกนิติกล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้รับมอบหมายเป้าหมายรายได้ภาษีสรรพสามิตตามเอกสารประมาณการรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 598,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 477,132.21 ล้านบาท จำนวน 120,867.79 ล้านบาท คิดเป็น 25.33%

 ทั้งนี้ หากปรับรวมรายได้สูญเสียจากมาตรการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลจำนวน 96,845.47 ล้านบาท กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำนวน 573,977.68 ล้านบาท ทำให้เป้าหมายรายได้ภาษีสรรพสามิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สูงกว่าปีก่อนจานวน 24,022.32 ล้านบาท คิดเป็น 4.19%

“เป้าหมายรายได้ภาษีสรรพสามิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ยังไม่รวมผลกระทบจากมาตรการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน เนื่องจากในการตั้งเป้าหมายรายได้ฯ ได้ดำเนินการก่อนการขยายระยะเวลามาตรการลดอัตราภาษีน้ำมันดังกล่าว”


ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2567 ฉบับที่ 504 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/