เดินหน้าดึงดูดการลงทุน มั่นใจประเทศไทยแข่งขันได้

2488

“ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2566 เป็นตัวเลขที่ดีมาก สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี โดยไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่ในส่วนของตัวเลขการขอรับการส่งเสริม แต่เพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอน ทั้งการอนุมัติและขอบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุดก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยปกติแล้วการลงทุนจริงจะลดลงจากคำขอประมาณ 10% อีก 90% จะเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง”

นับตั้งแต่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายที่ชัดเจนในการเปิดรับการลงทุนครั้งใหญ่จากต่างประเทศในช่วงปลายปี 2566 หนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้คือ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

โดย บีโอไอ ภายใต้การนำของ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ได้เดินหน้าออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปี 2566 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุดในรอบ 5 ปี

ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 66
แตะ 8 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี

นฤตม์ให้สัมภาษณ์พิเศษ “การเงินธนาคาร” ถึงภาพรวมการลงทุนปี 2566 ว่า มีโครงการขอรับการส่งเสริม 2,307 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16% มูลค่าเงินลงทุน 848,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 43% ขณะที่การขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 22%

“ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2566 เป็นตัวเลขที่ดีมาก สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี โดยไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่ในส่วนของตัวเลขการขอรับการส่งเสริมแต่เพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอน ทั้งการอนุมัติและขอบัตรส่งเสริมซึ่งเป็นขั้นที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุดก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยปกติแล้วการลงทุนจริงจะลดลงจากคำขอประมาณ 10% อีก 90% จะเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง”

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 342,149 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน 82,282 ล้านบาท เกษตรและอาหาร 74,416 ล้านบาท ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 45,951 ล้านบาท และเทคโนโลยีชีวภาพ 31,814 ล้านบาท โดยประเทศที่มีการลงทุนสูงที่สุดคือจีนมีมูลค่าการลงทุน 159,000 ล้านบาท รองลงมาคือ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน

นฤตม์กล่าวว่า ในส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,394 โครงการ เพิ่มขึ้น 38% มูลค่าเงินลงทุนรวม 663,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% โดยประเทศที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 159,387 ล้านบาท สิงคโปร์ 123,385 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 83,954 ล้านบาท สำหรับญี่ปุ่น มีมูลค่า 79,151 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 4 แต่มีอัตราขยายตัวสูงถึง 60% จากปีก่อน

“การลงทุนโดยตรงญี่ปุ่นแม้จะอยู่ในอันดับ 4 แต่มูลค่าการลงทุนในปี 2566 เพิ่มขึ้นถึง 60% จากปีก่อน ดังนั้น ญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนรายหลักของไทยที่มีการลงทุนสะสมสูงที่สุด แต่สาเหตุที่จีนมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า เนื่องจากจีนเป็นการลงทุนของผู้ประกอบการใหม่ แต่ญี่ปุ่นเป็นการขยายการลงทุนของบริษัทรายเดิม การที่ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) เติบโตขึ้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการเปิดรับนักลงทุนจากต่างประเทศครั้งใหญ่”

Roadshow ดึงนักลงทุนเข้าไทย
โฟกัส 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก

นฤตม์กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศนโยบายเปิดรับนักลงทุนครั้งใหญ่ ซึ่งประเทศไทยได้ออกไป Roadshow ในต่างประเทศ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนโดยโฟกัสใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

1. กลุ่มยานยนต์ โดยรัฐบาลได้ส่งเสริมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และ การสนับสนุนให้ค่ายรถยนต์เดิมเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ขณะที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมเฉพาะการประกอบรถแต่สนับสนุนทั้ง Ecosystem เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมถึงสถานีชาร์จ ดังนั้น ตัวเลขการลงทุนในกลุ่มนี้จึงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“บริษัทยานยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นค่ายรถจากจีน ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเกือบหมดแล้ว ทั้ง BYD, Great Wall Motor, MG, NETA ล่าสุดที่เข้ามาปลายปีที่แล้วคือ ฉางอัน และ FOTON นี่คือกลุ่มที่เข้ามาแล้ว ส่วนกลุ่มที่อยู่ระหว่างการเจรจามีหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นค่ายจากสหรัฐฯ Tesla, Ford รวมถึงค่ายทางยุโรป หรือ เกาหลีอย่างฮุนได ขณะที่จีนยังมีค่ายใหญ่ที่ยังอยู่ระหว่างพูดคุยด้วย หวังว่าจะเห็นโมเมนตัมที่เติบโตต่อเนื่องของกลุ่มรถยนต์”

 ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเติบโตของการใช้รถ EV สูงที่สุดในภูมิภาค โดยปี 2566 มี รถ EV ที่จดทะเบียนใหม่ประมาณ 70,000 คัน เติบโตกว่า 400% และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของการเติบโตในตลาดของประเทศและนโยบายของรัฐบาล

2. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมกลางน้ำ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟ ชิ้นส่วนประกอบ โดยเป้าหมายของบีโอไอต่อจากนี้คือการผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมต้นน้ำ รวมทั้งกลุ่ม Smart Electronics

“เป็นข่าวดีว่าช่วงปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมกลางน้ำขั้นสูง กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และ Smart Electronics ส่วนอุตสาหกรรมต้นน้ำจะเห็นในปีนี้”

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา มีอุตสาหกรรม Printed Circuit Board (PCB) หรือแผงวงจรพิมพ์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมากประมาณ 30 ราย เป็นผู้ประกอบการที่ลงทุนระดับ 10,000 ล้านบาท ประมาณ 10 ราย ขณะที่ได้มี Supply Chain ของกลุ่ม PCB ตามเข้ามาลงทุนอีก 100 ราย

“ตลาด PCB ของโลกถูกครอบครองด้วยไต้หวัน ซึ่งตอนนี้ผู้ผลิต TOP 20 ของไต้หวันได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอแล้ว 10 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างการพูดคุยเพื่อตามเข้ามาลงทุน วันนี้ไทยเป็นแหล่งผลิต PCB ที่ใหญ่ที่สุดลำดับ 1 ในอาเซียนและเป็นที่ 2 ในเอเชียรองจากจีน ดังนั้น PCB จะเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย”

3. กลุ่มดิจิทัล ไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากบริษัท Big Tech เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และ Cloud Service ระดับ Hyperscale โดยปัจจุบันมีบริษัทกยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เข้ามาในไทย ได้แก่ Amazon Web Services(AWS) ที่เริ่มก่อสร้าง Data Center จำนวน 3 แห่ง เม็ดเงินลงทุน 150,000 ล้านบาท ในช่วง 15 ปีข้างหน้า โดยลงทุนเฟสแรกแล้ว 25,000 ล้านบาท

ขณะที่ในช่วงเดือน ก.พ. 2567 บีโอไอได้อนุมัติโครงการ Data Center ขนาดใหญ่เพิ่มอีก 2 โครงการ ได้แก่ NextDC ซึ่งเป็นบริษัท Data Center อันดับ 1 ของออสเตรเลีย เม็ดเงินลงทุนเฟสแรก 13,700 ล้านบาท และ บริษัท CtrlS ซึ่งเป็นบริษัทอันดับ 1 ของอินเดีย เม็ดเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท

“เรามีโอกาสในเรื่องดิจิทัลอีกมาก Data Center และ Cloud Service เป็นพื้นฐานสำคัญด้านดิจิทัลที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลได้ด้วยความรวดเร็วและมีต้นทุนที่เหมาะสม”

4. สำนักงานภูมิภาค (Regional Headquarter) โดยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ให้บริษัทชั้นนำมาตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยเพื่อกำกับดูแลธุรกิจของบริษัทในประเทศอื่น ซึ่งปัจจุบันบีโอไอส่งเสริมแล้วประมาณ 400 โครงการ โดยเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัท เช่น Agoda, Nissin เป็นต้น

5. ธุรกิจ BCG ซึ่งเป็นธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ผู้ประกอบการไทยมีความเก่งและเชี่ยวชาญ โดยบีโอไอได้เชิญนักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออก โดยปี 2566 มีผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 รายเข้ามาลงทุนในไทย และใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ได้แก่ Pringles ผู้ผลิตมันฝรั่งแผ่นจากอเมริกา และ Lotus Biscoff ผู้ผลิตบิสกิตจากยุโรป

“นักลงทุนที่ได้เจรจาระหว่างออกไป Roadshow มี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ลงทุนอยู่แล้วในประเทศไทยและมีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยกลุ่มนี้ได้เริ่มทยอยเริ่มขอยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว ขณะที่อีกกลุ่มคือผู้ประกอบการรายใหม่เป็นกลุ่มที่ต้องใช้เวลาในการวางแผนการลงทุนซึ่งบีโอไอได้มีการติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ”

กำหนด 5 ภารกิจ
ดึงดูดการลงทุนปี 67

นฤตม์กล่าวว่า สำหรับปี 2567 บีโอไอได้กำหนดแผนการปฏิบัติงาน โดยจะเน้นภารกิจ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. เดินหน้าดึงการลงทุนเชิงรุกในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ BCG, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, ดิจิทัล และกิจการสำนักงานภูมิภาค โดยเจาะกลุ่มนักลงทุนในประเทศเป้าหมาย เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยในปีนี้ บีโอไอมีแผนเปิดสำนักงานเพิ่มเติม 3 แห่ง ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย นครเฉิงตู ประเทศจีน และประเทศสิงคโปร์ ซึ่งล้วนเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญในการดึงการลงทุนมายังประเทศไทย

2. การยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุน เช่น การผลักดันกลไกการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด การสนับสนุนการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ การเตรียมบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการยกระดับบริการภาครัฐ

3. การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศ (Talent) ให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทย ผ่านมาตรการ Long-term Resident Visa (LTR Visa) และการปรับปรุงศูนย์บริการ One Stop Service ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

4. การเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่กำลังจะเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยการผลักดันผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานให้มากที่สุด

5. การยกระดับผู้ประกอบการไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart and Sustainable Industry) เช่น การส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรมาใช้เครื่องจักรประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานหมุนเวียน หรือใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น

เตรียมมาตรการรองรับ
Global Minimum Tax

นฤตม์กล่าวว่า ในอนาคตทั่วโลกจะมีการใช้เกณฑ์ Global Minimum Tax ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่ 2 (Pillar 2) ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)

โดยการกำหนดอัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำสำหรับบริษัทต่างชาติที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรจะต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราไม่ต่ำกว่า 15% ในแต่ละประเทศที่บริษัทลูกนั้นประกอบกิจการ และถ้าหากบริษัทลูกนั้นจ่ายภาษีต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวก็จะทำให้ต้องไปจ่ายภาษีส่วนต่างให้ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่แทน

ทั้งนี้ ปัจจุบันบีโอไอได้หารือกับกรมสรรพากรโดยจะมีการออกมาตรการควบคู่คือ โดยกรมสรรพากรต้องดำเนินการเก็บภาษี Global Minimum Tax ของ OECD ขณะที่บีโอไอจะออกมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบ โดยให้เป็นเงินสนับสนุนบนค่าใช้จ่ายบางรายการ เช่น ค่าวิจัยและพัฒนา ค่าอบรมและสัมมนา การลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกับบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้

“กติกาของ OECD ออกมาว่าสามารถใช้มาตรการสนับสนุนได้บนค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น หากธุรกิจไหนเข้านิยามนี้บีโอไอสามารถเข้าไปช่วยได้ ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างพัฒนามาตรการซึ่งจะออกมาพร้อมกฎหมายของกรมสรรพากร โดยต้องนำเข้า ครม. และที่ประชุมสภา คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังนี้”

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติได้ เนื่องจากปัจจัยที่นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนไม่ได้มีแค่เฉพาะมาตรการทางภาษี แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ระบบโลจิสติก และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน

“เราเชื่อว่าประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติได้ เพราะนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติก Supply Chain และบุคลากร ไทยยังเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ และมีพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นจุดเด่นของไทยและปัจจัยสำคัญที่บริษัทชั้นนำจะตัดสินใจเข้ามาลงทุน พลังงานสะอาดจะเป็นอาวุธใหม่การดึงดูดการลงทุนของประเทศไทย”


ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2567 ฉบับที่ 504 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/