นักวิเคราะห์คาด 7 แบงก์ กำไร ไตรมาสแรก 5 – 5.7 หมื่นล้านบาท โต 17-19 % จากไตรมาส 4/66

400
กำไร

หลังหยุดยาวสงกรานต์ 2567 เมื่อนักลงทุนกลับตลาดหุ้น บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเริ่มทยอยแจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2567 กันแล้ว เริ่มจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ นักวิเคราะห์ประเมินไตรมาสแรก 7 แบงก์ มี กำไร รวม 4.98 – 5.71 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 17-19 % เทียบไตรมาส 4/66 กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ “Overweight”

บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI คาดว่า ธนาคารพาณิชย์ไทย จำนวน 7 แห่ง ที่ทำการศึกษาจะทำกำไรสุทธิรวม 4.98 หมื่นล้านบาท (-1% yoy, +17% qoq) ในไตรมาส 1 ปี 2567 เชื่อว่ากำไรจะลดลงเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (yoy) เนื่องจากอัตราการสำรองหนี้สูญสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งจะชดเชยด้วยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่กำไรจะเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/66 ( qoq) เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลใน ไตรมาส 4/2566 จึงน่าจะทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงจาก 49% ในไตรมาส 4/2566 เป็น 45.7% ในไตรมาส 1/2567

นอกจากนี้ คาดว่ากลุ่มธนาคารจะมีอัตราส่วนปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ประมาณ 3.61% ในไตรมาส 1/2567 หรือเพิ่มขึ้นจาก 3.59% ในไตรมาส 4/2566 แต่ยังต่ำกว่า 3.68% ในไตรมาส 1/2566 และสถิติสูงสุดช่วงสามปีที่ผ่านมาที่ 4.2% ในไตรมาส 3/64 (จากการระบาดของโควิด-19)

บล.ซีจีเอส ฯ คาดว่ากลุ่มธนาคารไทยจะมียอดสินเชื่อรวมเติบโต 0.5% yoy แต่ลดลง 0.1% qoq ในไตรมาส 1/2567 โดยธนาคารน่าจะยังมีการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี แบบ selective เพราะมองว่าเอสเอ็มอี น่าจะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่การฟื้นตัวของยอดขายยังไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2567 ยังพบว่าธนาคารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้ารายย่อยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น ส่วนความต้องการสินเชื่อธุรกิจน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1/2567 ขณะเดียวกันคาดว่า NIM จะเพิ่มขึ้น 40 bp เมื่อเทียบ yoy แต่ลดลง 3bp เมื่อเทียบ qoq เป็น 3.63% ในไตรมาสแรกนี้ เนื่องจากเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะจุดสูงสุดที่ 2.5% ในเดือนพ.ย. 66) จะเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าต้นทุนดอกเบี้ย ซึ่งปรับตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

บล.ซีจีเอส ฯ คาดว่าธนาคารไทยจะมีอัตราการสำรองหนี้สูญอยู่ที่ 156bp ในไตรมาส 1/2567 โดยเชื่อว่าอัตราการสำรองหนี้สูญที่ลดลง qoq มาจาก KBANK และ KTB เป็นหลักเนื่องจากธนาคารทั้งสองแห่งบันทึกอัตราการสำรองหนี้สูญสูงถึง c.200-220bp ในไตรมาส 4/2566 จากการเคลียร์งบดุลเชิงรุก

อย่างไรก็ตาม มองว่าการที่อัตราการสำรองหนี้สูญโดยรวมของธนาคารไทยอยู่ที่ระดับ 160bp แสดงให้เห็นว่าธนาคารมีความระมัดระวังเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ แม้จะมีอัตราการตั้งสำรองต่อหนี้ NPL สูงถึง 190% ในไตรมาสแรกนี้ ทั้งนี้อัตราการสำรองหนี้สูญในไตรมาส 4/2566 ของ KTB และ KBANK สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่งและบริษัทที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งธนาคารกำลังจับตาดูคุณภาพเครดิตที่อาจลดลง

กลยุทธ์ลงทุนหุ้นแบงก์ “Overweight”

แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุน (Overweight) ในกลุ่มธนาคารไทยเพราะมองว่ากลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ (จากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ) และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นในปี 2567 ขณะที่ยังคงเลือก BBL และ SCB เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากมีการประเมินมูลค่าน่าสนใจและกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตสม่ำเสมอ (c.8% yoy ในปี 67)

โดยเชื่อว่าปัจจัยบวกที่จะช่วยให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นคือ การที่ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นจาก GDP ที่ขยายตัวแข็งแกร่งและผลดีจากอัตราดอกเบี้ยสูง แต่กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หากคุณภาพสินทรัพย์ลดลงและมีการประกาศมาตรการกำกับดูแลที่มีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดของหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อจึงส่งผลให้สินเชื่อเติบโตชะลอตัว

บล.ทิสโก้ คาด 7 แบงก์ กำไร 5.71 หมื่นล้านบาท โต 17% เทียบ Q4/66

บล. ทิสโก้ คาดการณ์กำไรกลุ่มแบงก์ (7 แห่ง) จะปรับตัวดีขึ้นในสภาวะที่ไม่มีการตั้งสำรองพิเศษ คาดรายงานกำไรสุทธิรวม 5.71 หมื่นล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส 4 ปี 2566 โดยกำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปีก่อน เพราะฐานต่ำหลายแบงก์ตั้งสำรองสูงจากกรณี ITD และคาด NIM จะอ่อนแอลง เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1 ปีนี้ โดยจะค่อย ๆ ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสิ้นสุดวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงจะคงที่แต่ต้นทุนเงินทุนจะเพิ่มขึ้น เพราะมีการปรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งมีสัดส่วน 1 ใน 3 ของฐานเงินฝากทั้งหมด

ทั้งนี้มอง NIM ในกลุ่มแบงก์จะลดลง 0.5% ในปีนี้ ขณะที่สินเชื่อจะยังคงอ่อนแอ 1.2% จากปีก่อน ดังนั้นรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) อาจลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นครั้งแรกในรอบนี้

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ คาดว่า ปัญหาหนี้ NPL ยังกดดัน ทำให้ต้นทุนทางการเงิน หรือ credit cost ยังคงอยู่ในระดับสูงจาก 1.92% เป็น 1.60 % ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ เมื่อมาตรการให้ความช่วยเหลือจากธปท.ได้สิ้นสุดลง และมีมาตรการกำกับใหม่เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ส่วนคุณภาพสินทรัพย์อาจเสื่อมถอยลง แม้จะเล็กน้อยก็ตาม องค์ประกอบอื่น ๆ ยังคงอ่อนแอ หรือฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) รวมจะหดตัว 3% จากปีก่อน แต่รายได้ค่าธรรมเนียมจะไม่ฟื้นตัวมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังอ่อนแอ ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Opex) จะลดลงจากระดับที่สูงตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ปีก่อน แต่ยังสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและค่าใช้จ่ายบุคลากร

บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TTB ราคาเหมาะสม 2.50 บาท, KKP 60 บาท, BBL 168 บาท และ SCB 122 บาท ในขณะที่แบงก์อื่น ๆ แนะนำ “ถือ” BAY 30 บาท, KBANK 140 บาท และ KTB 18 บาท

ฟินันเซีย ไซรัส คาดแบงก์กำไรฟื้นที่ 5 หมื่นล้านบาท โต 19% QoQ

บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 7 แห่งในไตรมาสแรก หรือ Q1/67 มีกำไรฟื้นตัวเป็น 5 หมื่นล้านบาท เติบโต 19% QoQ จากฐานต่ำใน Q4/2567 และเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้ปัจจัยหนุนจากผลขาดทุนทางเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน (OPEX) ที่ลดลง

ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องกังวลแต่คาดว่าสามารถบริหารจัดการได้ แม้ NPL ใหม่ Q1/2567 จะไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องจาก Q4/2566 ส่วนมากจากกลุ่มเอสเอ็มอี และรายย่อย หลังสิ้นสุดโครงการพักชําระ หนี้สิ้นปี 2567 สอดคล้องกับประเด็นปัญหา ITD ที่แสดงออกมาให้เห็นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าสิ่งนี้สามารถจัดการได้ ผู้บริหารธนาคารส่วนใหญ่ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกและจัดสรรต้นทุนด้านเครดิตให้เพียงพอตั้งแต่ไตรมาส 4/66 สำหรับ ITD ธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ได้กันเงินสำรองพิเศษไว้แล้ว และจัดประเภทใหม่เป็นสินเชื่อระยะที่ 2

ดังนั้นจึงคาดว่าจะทำให้ NPL ratio ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 1/2567 ของทั้ง 7 ธนาคารเป็น 3.61% ในขณะที่ต้นทุนด้านเครดิตคาดลดลงเหลือ 157bp จาก 178bp ในไตรมาส 4/2566 ทำให้อัตราส่วนความคุ้มครองไตรมาส 1/2567 เป็น 194% จาก 189% ในไตรมาส 4/66

ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิรวมปี 2567 อยู่ที่ 1.94 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.4% เทียบกับปี 2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจากฐานขนาดใหญ่ในปี 2566 และผลกระทบเชิงบวกน้อยลงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับปี 2566

นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2567 ที่ธนาคารต่างๆ มีความระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการเติบโตของสินเชื่อ โดย NIM มีตั้งแต่แบบคงที่ไปจนถึงแบบสัญญา Non-NII และการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ในระดับต่ำเพียงหลักเดียว และรักษา ECL และต้นทุนเครดิตในระดับสูง

บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ TTB (ราคาเป้าหมาย 2.19 บาท) และมอง KTB (ราคาเป้าหมาย 19.90 บาท) เป็นบวกมากขึ้นหลังตั้งสำรอง ITD 100% แล้ว

 

อ่านข่าวที่น่าสนใจ :