เปิดมุมมอง ท๊อป จิรายุส กับแนวคิดขันตักน้ำ พาไทยโกยโอกาส ผงาดยุคทอง อาเซียน

1502

ย้อนไปเมื่อกลางเดือนมกราคม บนเวที World Economic Forum 2024 มี 1 ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง เป็นประเด็นที่ผู้นำหลายประเทศ รวมถึงผู้นำของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ของโลกต่างเห็นตรงกัน นั่นคือ “ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป อาเซียน จะเข้าสู่ยุคทองคำอย่างเต็มตัว”

คำว่ายุคทองคำของอาเซียน หมายถึง จะมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน หากถามว่ามากขนาดไหนนั้น ต้องเปรียบเทียบว่า ในอดีตเงินลงทุนมักจะไปกองอยู่ที่อเมริกาก่อนเป็นอันดับแรก อันดับ 2 คือ จีน อันดับ 3 ยุโรป อันดับ 4 อินเดีย เรียกว่าต้องผ่าน 4 ด่านอรหันต์นี้ก่อน เงินถึงจะไหลเข้ามาอาเซียน แต่จากนี้เงินลงทุนที่จะเข้ามาในอาเซียนจะไม่น้อยไปกว่า อเมริกา หรือจีน อีกแล้ว เพราะเม็ดเงินที่จะถูกใส่กลับเข้ามาในเศรษฐกิจโลก จะมองไปที่ภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก

ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมอาเซียนเราเนื้อหอม?

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ขึ้นเวที World Economic Forum 2024 ตอบคำถามนี้ว่า โลกของเราก้าวเข้าสู่การเป็น Fragmented World หรือเป็นโลกที่ถูกแบ่งเป็นเศษส่วนมากขึ้น มีการแบ่งขั้วอำนาจ  ขาดความเชื่อใจ เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ประเทศมหาอำนาจอย่าง อเมริกา จีน กลับเพิ่งรู้ตัวว่า ต่างคนต่างพึงพากันมากกว่าที่คิด อเมริกาไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวคนเดียวถ้าไม่มีจีน และจีนก็อยู่รอดไม่ได้ถ้าไม่มีอเมริกา

มีคำหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือคำว่า de-coupling ที่หมายถึงการขัดขวางและกีดกันไม่ให้เข้าถึงทรัพยากร ซึ่งการที่โลกมีแต่ความขัดแย้ง เราควรต้องเห็น de-coupling เกิดขึ้นในเกือบทุกอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบัน de-coupling เกิดขึ้นแค่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น การกีดกันการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ และชิปคอมพิวเตอร์ ระหว่างอเมริกาและจีน สะท้อนภาพว่าทั้ง 2 ประเทศยังคงพึ่งพากันอยู่

“แต่สิ่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า Fragmented World คือโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และเมื่อไม่มีใครเชื่อใจกัน สิ่งที่ทุกประเทศทำคือการกระจายความเสี่ยง”

จิรายุส ยกตัวอย่างว่า ความไม่เชื่อใจกันนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จุดแข็งของแต่ละประเทศอาจไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป ประเทศจีนอาจไม่ใช่โรงงานของโลกอีกแล้ว ทุกคนต่างเตรียมแผนสำรอง หากเกิดอะไรขึ้นมา ธุรกิจจะได้สามารถเดินหน้าต่อได้ พูดง่าย ๆ ว่าเป็น China+1 ที่ไม่เอาทุกอย่างไว้ที่เดียวอีกแล้ว

ขณะที่ค่าแรงของประเทศจีนก็ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ และจีนเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นโรงงานของโลกเพียงอย่างเดียว แต่มองถึงอะไรที่มีมูลค่ามากกว่านั้น เช่น การสร้างนวัตกรรม การผลิตเทคโนโลยี เพื่อให้มีกำไรสูงพอจะจ่ายค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ด้วย

ส้มหล่น จึงตกมาที่ “ไทย” และ “เวียดนาม” ที่มีโอกาสเป็นฐานการผลิต +1 ต่อจากจีน เพราะอุตสาหกรรมการผลิตที่เป็น Secondary Market หรือ Primary Market รวมถึงผลผลิตทางเกษตร จะถูกผลักออกจากประเทศจีน และจะไหลมาที่ประเทศไทย เวียดนาม ที่มีค่าแรงต่ำกว่า

เหตุผลต่อมาคือการที่อาเซียนเป็นภูมิภาคของคนหนุ่มสาว คนทำงานส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ (ยกเว้นประเทศไทย)ในฟิลิปปินส์นั้นมีอายุเฉลี่ยของคนทำงานที่ 30 ปี อินโดนีเซียเฉลี่ยเพียง 25 ปี ด้านเวียดนามและประเทศอื่น ๆ ก็มีอายุเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ไม่ได้เป็น Aging Economy เหมือนประเทศอื่น

นอกจากนี้อาเซียนยังเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่ถูกมองข้ามมาก่อน ทำให้ยังคงเหลือทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มแร่หายาก (Rare Earth) และทรัพยากรใต้ท้องทะเล

และสุดท้ายคือการที่ อาเซียน เป็นภูมิภาคที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มีความมั่นคง สงบ ไม่มีสงคราม ซึ่งนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว 10-15 ปี จะมองไปที่แอเรียที่สามารถคาดการณ์ได้ ไม่มีความขัดแย้งที่ทำให้เกิดความผันผวนสูง อาเซียนจึงถูกมองเป็น New S-Curve ในสายตาของนักลงทุน

“อาเซียนจะเข้าสู่ยุคทองคำ เม็ดเงินจะเข้ามามากที่สุดกว่ารุ่นไหน ๆ เงินลงทุนที่เคยเข้ามาในอดีตจะเทียบไม่ติดกับเงินลงทุนที่จะเข้ามาในอาเซียนช่วง 10 ปีข้างหน้า”

คำอธิบายของซีอีโอหนุ่ม นำมาซึ่งคำถามที่ว่า

“ถ้ายุคทองคำของอาเซียนมาถึง และประเทศไทยอยากจะเป็นไข่แดงของอาเซียน ต้องทำอย่างไร?”

จิรายุส บอกว่า สิ่งแรกสุดที่ประเทศไทยต้องทำคือ การทำให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกระทรวงแถวหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

ถามว่าทำไมต้องเป็น 2 กระทรวงนี้?

ซีอีโอหนุ่ม ถ่ายทอดประโยคสำคัญที่ถูกพูดย้ำบนเวทีระดับโลกว่า “ถ้าประเทศไหนไม่มีคำว่า Digital และ Green ภายใน 10 ปีข้างหน้าประเทศนั้นจะไม่มีความสำคัญบนแผนที่โลก” พร้อมอธิบายต่อว่า  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเป็นตัวชูโรง ในการนำพาบริษัทเอกชนไปสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มุ่งเป้าไปที่การสร้าง Green Supply Chain และ Digital Supply Chain

นั่นก็เพื่อทำให้สัดส่วนของ GDP ไทยเปลี่ยนไป โดยสร้างสิ่งที่เรียกว่า Digital Trade, Service Trade, Digital Service Trade และ Green Trade ให้เกิดขึ้น เพราะตลาดนี้มีการเติบโตระดับ 400% ลดการพึ่งพา Physical Trade เช่น การส่งออกข้าว ยางพารา หรือการท่องเที่ยว ที่เป็นสัดส่วนหลักของ GDP มาโดยตลอด

น่าสนใจว่าประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนของ Digital ใน GDP มากถึง 44%

จิรายุส ย้ำว่า การเปลี่ยนสัดส่วนของ GDP ไม่ได้หมายถึงให้ประเทศไทย ลดส่งออกข้าว ยางพารา หรือไม่เน้นเรื่องการท่องเที่ยว สิ่งที่เขาต้องการชี้ให้เห็นจริง ๆ คือการทำให้ GDP ประเทศไทยโตขึ้นด้วยสัดส่วนของ Digital หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่า “สิ่งที่เป็นจุดแข็งยังคงรักษาไว้ เพิ่มโอกาสใหม่เข้าไปด้วย Digital”

นอกจากการทำให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศแล้ว อีกเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการโดยด่วนเช่นกัน คือการเตรียมความพร้อมเรื่อง “คน” ในประเทศ

พาให้นึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก”

จิรายุส เน้นว่า “แม้เม็ดเงินจะไหลเข้าอาเซียน เหมือนน้ำในคลองที่กำลังขึ้น แต่หากประเทศไทยเตรียมขันตักน้ำไม่เป็น อาจจะได้แค่หยดน้ำเล็ก ๆ บนพื้น ที่เคยอยากจะเป็นไข่แดงของอาเซียนก็เป็นได้แค่ไข่ขาว” ซึ่งวิธีเตรียมขันตักน้ำที่ว่านี้ก็คือ การเตรียมคนให้พร้อมกับตลาด

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนามสามารถผลิตบุคลากรด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ถึง 500,000 คนต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีเพียงหลักหมื่นคนต่อปีเท่านั้น ตรงนี้คือความต่างที่ทำให้ตั้งคำถามว่า ในอนาคตใครจะมาลงทุนในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่ผลิตบุคลากรตรงกับความต้องการของตลาดได้จำนวนมาก

ดังนั้น “ขันตักน้ำ” ที่ประเทศไทยต้องเตรียมอย่างเร่งด่วนคือเรื่อง Human Capital เปลี่ยนให้คนทำงานเป็น  ด้วย Skill Set ที่สอดคล้องกับโลกอนาคต

และถ้าเป็นไปได้ประเทศไทยควรต้องเตรียมขันตักน้ำอย่างน้อย 4 ใบ!!!

จิรายุส เสนอว่า รัฐบาลไทยควรเตรียมขันตักน้ำ เพื่อรับยุคทองคำของอาเซียน ด้วยการเตรียมความพร้อมใน 4 เรื่องสำคัญ

ขันตักน้ำใบที่ 1: ภาครัฐต้องสร้างแพลตฟอร์มเปิดด้านการศึกษา (Open Education Platform) เหมือน Coursera.org หรือ Khan Academy ของประเทศไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะของตัวเองได้ทุกเวลา มี AI ทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ให้แบบส่วนตัว ทำหน้าที่ Re-Skill และ Up-Skill ให้คนไทย ขณะที่อินเทอร์เน็ต ควรจะเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เหมือนแสงไฟบนท้องถนน ที่ทุกคนใช้ประโยชน์ได้

ขันตักน้ำใบที่ 2: ปลดล็อกการเข้ามาของหัวกะทิต่างชาติ เพราะตอนนี้ตลาดโลกแข่งขันกันดึงคนเก่งเข้าประเทศรุนแรงมาก ทั้งการให้สัญชาติ เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้กระบวนการเปิดบริษัททำได้ง่าย เพราะวิธีที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนในประเทศได้เร็วที่สุด คือการทำงานจริง ซึ่งประเทศไทยต้องเปิดรับคนเก่งเข้ามาในประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรไทยให้สูงขึ้น

“ถ้าคนเก่งต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก เม็ดเงินการลงทุนจะเข้ามาที่ไทยมหาศาล เพราะนักลงทุนจะอยากมาด้วย เราจะเป็นไข่แดงของยุคทองคำอาเซียนอย่างแน่นอน เพราะเงินลงทุนที่เข้ามาจะทำให้เกิดการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว นี่คือสิ่งที่มองว่าเป็นโอกาสอย่างมากของประเทศไทย”

ขันตักน้ำใบที่ 3: ปั้นอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทยให้ปังให้ได้ ที่ผ่านมาประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง เน้นการส่งออก ทำธุรกิจโรงงานเป็นหลัก แต่ยุคนี้คือยุค Internet Century ซึ่งเป็นโลกคนละใบกับประเทศไทยในอดีต หากต้องการเพิ่มรายได้ให้กับคนส่วนใหญ่ในประเทศ จะเน้นทำธุรกิจเก่าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ Profit Margin ที่เยอะขึ้น เพื่อยกประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ทุกคนจะมีรายได้มากขึ้นจากการทำสิ่งใหม่

ขันตักน้ำใบที่ 4: สนับสนุนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศ ให้โตในตลาดโลก หากมีธุรกิจของคนไทยที่ประสบความสำเร็จ รัฐบาลต้องรีบเข้ามาสนับสนุน ผลักดันให้เกิดการเติบโต เพื่อไปประสบความสำเร็จในตลาดโลก เป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ประเทศจีนเคยใช้กับ We Chat และสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีในประเทศ

จิรายุส เชื่อว่า ถ้าเตรียมขันตักน้ำ 4 ใบนี้ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในยุคทองของอาเซียนได้อย่างมหาศาล และประเทศไทยจะเป็นไข่แดงของอาเซียนได้อย่างแน่นอน