ตลาดบ้านหรูโต คนซื้อลงทุน แบงก์รุกกลุ่มรายได้ระดับบน

487

REIC ชี้กลุ่มรายได้สูงซื้อบ้านแพงเพื่อลงทุน เป็นทรัพย์สิน ปี 2566 ยอดโอน บ้านหรู ราคา 7.51-10 ล้านบาท โต 12.4% แบงก์เบนเข็มจับตลาดบน  มีกำลังซื้อสูง ความเสี่ยงต่ำ

ยอดโอนบ้านหรู
7.51-10 ล้านบาท โต 12.4%

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ในปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยที่อาจจชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 2. การยกเลิกมาตรการผ่อนปรน LTV 3. ค่าครองชีพสูงขึ้นและภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงมีอัตราส่วนที่สูงกว่า 90% ของ GDP

“ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยและการขอสินเชื่อ ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยลง เนื่องจากสถาบันการเงินมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเป็นส่วนใหญ่ สำหรับกลุ่มรายได้สูงยังมีความสามารถในการซื้อ และจะซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่สูง เพื่อเป็นการลงทุนหรือเป็นทรัพย์สินด้วย” 

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2566 พบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในประเทศ ชะลอตัวจากปี 2565 โดยลดลงทั้งจำนวนหน่วยที่ -6.6% และ มูลค่าที่ -1.7% โดยเกิดจากปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีความสามารถในการซื้อที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง การยกเลิกมาตรการผ่อนมาตรการเงินดาวน์ขั้นต่ำในการกู้ซื้อบ้าน หรือ LTV ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันสูงว่า 90% ของ GDP รวมถึงภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นซึ่งไทยได้ปรับขึ้น 5 ครั้งในปี 2566

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บางจังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ ยังคงเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาสูงเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนในมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์กลุ่มระดับราคาที่ 7.51-10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% และ กลุ่มระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 9%

กสิกรไทย เล็งเพิ่มสัดส่วน
สินเชื่อบ้านระดับบน

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า ภาพรวมสินเชื่อบ้านปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีปัจจัยที่ยังคงต้องเฝ้าติดตาม เนื่องด้วยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่งผลให้ธนาคารระมัดระวังในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

 อีกทั้งราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามนโยบายของรัฐบาลที่ 400 บาทต่อวัน ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2567 อันเป็นปัจจัยที่กระทบต่อกำลังซื้อ รวมถึงต้นทุนในการดำเนินงานก่อสร้างของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และระดับราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อการชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี อาจมีปัจจัยจากอัตราดอกเบี้ยที่คาดการณ์ว่าจะมีโอกาสลดลงได้ตามตลาดโลก และการต่ออายุมาตรการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 2% เหลือ 1% และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2567 สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนได้

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปี 2567 ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเติบโต 2.2% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารปี 2567 คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับการเติบโตของระบบที่ 2-3% สำหรับปี 2566 ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่อยู่ที่ 36,000 ล้านบาท โดยธนาคารมีการคัดกรองลูกค้าเพื่อลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ และสนับสนุนกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ”

นายณัฐพลกล่าวอีกว่า ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและมีคุณภาพที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายได้ประจำและกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูง โดยให้ความสำคัญกับหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม หรือ Responsible Lending ของ ธปท. ซึ่งธนาคารมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสม และมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการให้สินเชื่อแก่ลูกค้ากลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่ต้องการ Refinance บ้านจากสถาบันการเงินอื่นๆ มาที่ธนาคารกสิกรไทย เพื่อลดภาระการผ่อนของตนเอง กลุ่มลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค สินเชื่อบ้านช่วยได้ และสินเชื่อบ้านกู้เพิ่มได้

“ธนาคารมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อบ้านให้แก่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อบ้านระดับราคา 3 -5 ล้านบาทขึ้นไป สืบเนื่องจากลูกค้าในกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อและยังคงมีคุณภาพที่ดี เมื่อเทียบเคียงกับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท”

อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าบ้านระดับบน และมุ่งเน้นเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อ มีความต้องการเติบโตต่อเนื่อง และความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ

โดยธนาคารมีการใช้ข้อมูลของธนาคาร ประกอบกับภาพรวมเศรษกิจ และพฤติกรรมของลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำแคมเปญการตลาดที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการกับกลุ่มลูกค้า ด้วยการนำเสนอแคมเปญอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และรูปแบบที่หลากหลายตอบโจทย์

“ธนาคารมีความร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ และกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัยที่ธนาคารสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ (Pre-Finance) โดยมอบเงื่อนไขพิเศษให้แก่ลูกค้ารายย่อยที่ขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวด้วย”

กรุงศรีตั้งเป้าสินเชื่อใหม่โต 20%
เน้นลูกค้ากลุ่ม Medium Income

นางสาวดมิศา พิศิษฐวานิช ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดลูกค้ารายย่อย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในปี 2566 ยอดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารลดลง 5.5% หรือคิดเป็นจำนวน 15,579 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2565 สะท้อนสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยจากกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่ลดลง โดยมาจากผลกระทบของการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการก่อสร้าง

ขณะที่ยอดสินเชื่อใหม่ของธนาคารหดตัวจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นผลมาจากการที่ธนาคารมีการปรับพอร์ต โดยให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสินเชื่อและพิจารณาถึงศักยภาพของลูกค้า ควบคู่ไปกับการสนับสนุนสินเชื่อจากฐานลูกค้ารายเดิมของธนาคาร

สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารกรุงศรีในปี 2567 ยังคงมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อแบบระมัดระวังและมีคุณภาพ สำหรับทิศทางของการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป เป็นกลุ่มที่ธนาคารโฟกัสอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นกลุ่มมีศักยภาพในการซื้อ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นกลุ่มบ้านที่ราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป ตามสภาวะเงินเฟ้อ ค่าแรง ค่าที่ดิน หรือวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

“กลุ่มบ้านระดับบนเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการขอสินเชื่อ และธนาคารเองให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าดังกล่าว โดยปัจจุบันกรุงศรีได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำ ด้วยการร่วมกันออก co-campaign เพื่อเข้าถึงและขยายฐานลูกค้ากลุ่มบนให้มากขึ้น เช่น ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องตลอดปี”

ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2567 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโตเพิ่มขึ้น 20% จากยอดสินเชื่อในปี 2566 โดยธนาคารจะมีการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยรวมให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งสินเชื่อบ้านใหม่ สินเชื่อ Refinance และสินเชื่อ Home for Cash โดยจะเน้นลูกค้าในกลุ่ม Medium Income ขึ้นไป ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้ารายเดิมของธนาคาร

อ่านข่าวอื่น ๆ