ราคาทองผันผวน “บายเออร์” เบรกผลิต ฉุด “อัญมณีและเครื่องประดับ” ระยะยาวลดฮวบ

831
อัญมณีและเครื่องประดับ

อุตสาหกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ ไทยเติบโตแต่ยังไม่พ้นวิกฤติ ขาดแรงงานฝีมือ-ราคาทองผันผวนหนักกระทบต้นทุนคาดระยะยาวฉุดยอดสั่งผลิต วอนรัฐปลดล็อค “สินเชื่อ” หลังโดนแช่แข็งมาหลายปีหวั่นผู้ผลิตสายป่านสั้นไปไม่รอด คุมการส่งออกหลัง “เสียดุล” การค้าให้ฮ่องกงหนัก-เข้มมาร์เก็ตติ้งก่อนสิงคโปร์ชิงตลาด

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ระบุว่า ในปี 2567 อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีแนวโน้มปรับตัวในทางบวกจากการขยายตัวของความต้องการในตลาดและเสถียรภาพของราคา โดยเฉพาะเซ็กเมนต์ “เครื่องประดับหรู” ที่มีแนวโน้มจะขึ้นมาเป็นคีย์ไดร์ฟเวอร์สำคัญของตลาดจากดีมานด์ผลิตเครื่องประดับของนักออกแบบระดับบนบวกกับเครื่องประดับเพื่อการลงทุนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง

อัญมณีและเครื่องประดับ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนมาดูมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 จะพบว่ามีมูลค่าราวๆ 3,031.76 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 57.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 2 รองจากรถยนต์ คิดเป็นสัดส่วน 6.59% ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย แต่หากหักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 1,822.18 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 14.78%

ทั้งนี้ สินค้า อัญมณีและเครื่องประดับ ยังเติบโตได้ดีในหลายตลาดจากการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความเชื่อมั่นด้านการบริโภคที่กลับมา สะท้อนผ่านมูลค่าการซื้อขายในระดับโลกจาก 50.7% ขึ้นมาอยู่ที่ 51.5% บวกกับการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและ เครื่องประดับในประเทศที่สำคัญทั้งฮ่องกงและกาตาร์ ช่วยกระตุ้นการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี

โดยสินค้าสำคัญหลายรายการอย่าง เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง พลอยเนื้อแข็งและเนื้ออ่อน เจียระไน เพชรเจียระไน เครื่องประดับเทียม ล้วนเติบโตได้ดี นอกจากนี้การเก็งกำไรทองคำที่สูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ทั้งทองคำและเครื่องประดับทองเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันส่งผลกระทบต่อเครื่องประกอบอัญมณีอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง “วิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าราคาทองคำที่ผันผวนอย่างมากมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีอย่างชัดเจน

เนื่องจาก “ผู้ซื้อ” มองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นทำให้สั่งผลิตหรือลดคำสั่งซื้อลง เพราะไม่ต้องการเสี่ยงเรื่องสต๊อกคงค้าง สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือเรื่องของ “ต้นทุน” ซึ่งนับจากปัจจุบันจะเป็นต้นทุนใหม่หลังจากสต๊อกวัตถุดิบเดิมถูกใช้หมดนั่นหมายความว่าจะต้องมีการปรับราคาขายแน่นอนเพราะต้นทุนสูง ผนวกกับเรื่องของ Exchange Rate หรืออัตราการแลกเปลี่ยนสูงซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคของการแข่งขันได้

อัญมณีและเครื่องประดับ

“เวลาซื้อวัตถุดิบต้องซื้อเป็น “เงินบาท” ทำให้ต้นทุนแพงขึ้น ผู้ผลิตบางรายอาจจะมีการฟิกซ์ราคาซื้อโลหะมีค่าได้ล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละบริษัท แต่ถ้ารัฐบาลสนับสนุนเรื่อง “สินเชื่อ” ให้ผู้ประกอบประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ก็จะดี

เพราะปัจจุบันทุกแบงก์จะไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับ jewelry Industry เนื่องจากมองว่ามีอัตราความเสี่ยงสูงที่สุดจากหนี้สูญเยอะ ที่ผ่านมาจึงไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านสินเชื่อ แม้แต่ธนาคารเพื่อการส่งออกก็ยังไม่ปล่อยสินเชื่อการส่งออกให้กับอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีทั้งที่เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของประเทศ

ธุรกิจนี้จะอยู่รอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบริษัทว่ามีเงินหมุนเวียนขนาดไหน เพราะฉะนั้นเราอยากให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของสินเชื่อระยะสั้น ระยะกลางหรือระยะยาว รวมทั้งปลดล็อคธนาคารเพื่อการส่งออกช่วยเหลือในด้านของการส่งออกหรือเครดิตไลน์มากขึ้น เพราะตอนนี้รัฐบาลไม่ได้เล็งเห็นหรือให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้เพราะมองว่าอุตสาหกรรมนี้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแต่จริงๆแล้ว “เหนื่อยมาก” บริษัทที่ไม่แข็งแรงก็ไปต่อยาก”

โลหะมีค่าผันผวนกระทบระยะยาว

วิบูลย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่านอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมนี้จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวอย่างแน่นอน ผู้ประกอบการเองจะต้องปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจ มีความตื่นตัวและติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพราะเรื่องของโลหะมีค่าเป็นอุปสรรคอย่างแรงยิ่งราคามีความผันผวนผู้ซื้อจะชะลอการซื้อ ส่วนตัวคาดการณ์ว่าราคาทองมีโอกาสไปถึง 2,500 เหรียญ US ต่อออนซ์หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 60,000 บาท ภายในปีนี้

แม้ว่าปัจจุบันฝั่งของผู้ผลิตยังไม่มีการชะลอการผลิตเนื่องจากเป็นออเดอร์เก่า แต่อนาคตข้างหน้าอาจจะมีปัญหาชะลอการผลิตตามคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวไป

อัญมณีและเครื่องประดับ

อย่างไรก็ตามในส่วนของการส่งออกปีนี้มูลค่าจะสูงขึ้นตามมูลค่าโลหะมีค่าที่สูงขึ้น แต่หากผนวกกับความต้องการของตลาดที่ยังมี บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่น่าจะเป็นช่วงขาลงเร็วๆนี้การส่งออกยังมีทิศทางที่เป็นบวก โดยตลาดส่งออกหลักๆยังคงเป็นอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกงและเยอรมัน

“เราอยากจะให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการส่งออกไป “ฮ่องกง” ซึ่งตอนนี้เราเสียดุลการค้ามาก เพราะฮ่องกงมีฐานะเสมือนโบรกเกอร์ให้กับเรา จริงๆแล้วรัฐบาลควรสนับสนุนผู้ประกอบการให้ลึกมากขึ้นเช่นหาตลาดมากขึ้นอย่ามองเอกชนว่าสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องเอา G to G หรือ Barter Trade เข้ามาช่วยด้วยหรือสร้างการ Matching กับต่างประเทศ

รวมทั้งการจัดงานแฟร์เพื่อเปิดให้ต่างชาติเข้ามา ซึ่งจะช่วยให้ GDP ของประเทศเพิ่ม จากแรงงานและนักท่องเที่ยวรวมทั้งผู้ซื้อเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยซึ่งรัฐบาลอาจไม่ได้มองตรงนี้เป็นหลัก”

อัญมณีและเครื่องประดับ

จิวเวลรี่ไทยยังมีโอกาสโตในตลาดโลกแต่ขาดแรงงานฝีมือ

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของตลาดโลก จิวเวลรี่ไทย ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่ในภาคการผลิตและวัตถุดิบกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

“อย่าให้เราเสียโอกาสไม่อย่างนั้นสิงคโปร์จะเอาไป ตอนนี้สิงคโปร์ไม่มีวัตถุดิบในมือแต่สามารถทำการตลาดได้ดีจนกลายเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนไทยมีวัตถุดิบ แรงงานมีฝีมือ แต่ไม่มีการทำ Marketing ที่ดีพอ

รัฐบาลมักจะพูดถึงเรื่องของ Soft power เป็น Quick Response แต่จริงๆต้องทำให้อุตสาหกรรมเกิดความยั่งยืน มีแผนระยะสั้น ระยะยาว ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มาเหลียวแลตรงนี้เลยตอนนี้เราอยากให้เข้ามาช่วยดูแลปัญหาแรงงาน ซึ่งเดิมเรามีช่างฝีมือล้านกว่าคนที่มีทักษะมีความปราณีตในการเจียระไนพลอย ตอนนี้เหลือแค่ 7- 8 แสนคน แล้วอนาคตข้างหน้าจะหาช่างฝีมือแรงงานจากที่ไหน ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคเอกชนเองก็มี Config เกิดขึ้น คือไม่มีคนกลางที่จะไดร์ฟตลาดแม้แต่ “กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ” เองก็ยังอยู่ภายใต้สภาอุตสาหกรรมทำให้ทุกอย่างขับเคลื่อนลำบาก”

 

โดย กองบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร

 

อ่านข่าวอื่น ๆ