รมช.คลัง ยันไม่ได้กู้จาก ธ.ก.ส. ทำ ดิจิทัลวอลเล็ต แต่เป็นการใช้งบตามนโยบายกึ่งการคลัง

454
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ดิจิทัลวอลเล็ต

รมช. คลัง แจง เงินทำ ดิจิทัลวอลเล็ต 1.72 แสนล้านบาทจากธ.ก.ส. ไม่ได้เป็นการกู้แต่เป็นการดำเนินการตามนโยบายกึ่งการคลัง

18 เม.ย. 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำหรับการดำเนินการโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ใช่เป็นการกู้เงินแต่เป็นนโยบายกึ่งการคลัง

โดยการใช้นโยบายกึ่งการคลัง คือ การใช้กลไกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หรือ SFI ซึ่งถือหุ้นโดยรัฐบาล เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนนโยบายของรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐใช้เงินในส่วนที่บริหารจัดการได้และไม่เป็นภาระดำเนินการไปก่อน ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่ในการตั้งงบประมาณคืนตามกรอบในภายหลังและไปตั้งงบชดเชยในภายหลัง

“เรื่องนี้ไม่ใช่การกู้เงิน เป็นนโยบายกึ่งการคลัง และจะมีการตั้งงบประมาณไปชำระคืนภายหลัง เช่น โครงการนี้ 1.72แสนล้านบาท ตั้งงบคืน ธ.ก.ส.ปีละ 60,000-80,000 ล้านบาท ใช้เวลาแค่ 3 ปี ก็ชำระหนี้ส่วนนี้ได้ครบ แต่งบที่เราชำระคืนเขาอาจไม่ได้ไปตัดที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตแต่อาจจะตัดกับโครงการที่มีความจำเป็นหรือโครงการที่ดอกเบี้ยสูง เป็นเรื่องของการบริหารจัดการเรื่องภาระงบประมาณ”

สำหรับกรณีที่มีหลายฝ่ายให้ข้อสังเกตว่าการใช้เงิน ธ.ก.ส. มาทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะทำได้หรือไม่ กระทรวงการคลังยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหา โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่มีแนวคิดจะทบทวนกรอบมาตรา 28 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 32%

“กระทรวงการคลังยืนยันว่าการใช้เงิน ธ.ก.ส. ไม่ได้มีปัญหา อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ เราต้องทำให้ครบถ้วนและกระจ่างกับทุกฝ่าย ตอนนี้อยู่ระหว่างดูความเหมาะสมว่าต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความหรือไม่ ซึ่งหากจำเป็นต้องส่งก็ไม่มีปัญหา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเข้าที่ประชุมครม. ภายในเม.ย. นี้”

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลจะกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นแหล่งเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ว่า ที่ประชุมคณะกรรมดิจิทัลวอลเล็ต เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2567 ได้หารือกันถึงแหล่งเงินว่าจะมาจาก 3 แหล่งได้แก่ งบประมาณปี 67 งบประมาณปี 68 และ กระทรวงการคลังได้เสนอว่าให้ใช้แหล่งเงินจากมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์และอํานาจหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ โดยไม่ได้ระบุว่าจะกู้เงินจาก ธ.ก.ส.

“วันนั้นไม่ได้มีการพูดถึงการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ไม่รู้เหมือนกันว่าคำว่ากู้เงินไปเอามาจากไหน ที่ประชุมพูดว่าเป็นการการทำโครงการตามมาตรา 28 ซึ่งต้องกำหนดรายละเอียด และนำเข้า ครม. อีกครั้ง แต่ในการประชุมไม่ได้มีการพูดในรายละเอียด เป็นการพูดในการแถลงข่าวและมีการพูดกันในสื่อมวลชน ยืนยันว่าที่ประชุมไม่ได้พูดเรื่องนี้”

ทั้งนี้หากใช้เงินจาก ธ.ก.ส. เงินก้อนนี้ต้องลงไปที่เกษตรกร โดยกระทรวงการคลังต้องดูรายละเอียดว่าต้องเป็นเกษตรกรจริงๆ ในรูปแบบเดียวกับโครงการที่ผ่านมา เช่น การช่วยเหลือแรงงานจากอิสราเอล กระทรวงการคลังก็มีระบบตรวจสอบให้เม็ดเงินก็ลงไปที่เกษตรกรที่เป็นแรงงานจริงๆ

ส่วนกรณีที่หากต้องการให้กฤษฎีกาชี้แนะข้อกฎหมายของ ธ.ก.ส. สามารถดำเนินการได้ 2 แบบ คือ 1. เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกฤษฎีกาจะให้ความเห็นประกอบ 2. การหารือโดยตรงกับกฤษฎีกาจะต้องผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาและข้อกฎหมายให้เรียบร้อยก่อน

“หลักการคือแก้ไขปัญหาไปตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าแก้ได้ก็ไม่ต้องไปถึงขั้นให้กฤษฎีกาวินิจฉัย ซึ่งหากเป็นการเข้าครม. ขั้นตอนก็จะสั้น ส่วนหากส่งเข้ากฤษฎีการโดยตรงจะต้องมีการนัดประชุม 2-3 ครั้ง และในการประชุมต้องมีการสอบถามรายละเอียดว่าถ้าจะดำเนินการตามมาตรา 28 จะทำอย่างไรบ้าง จึงจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ. ของ ธ.ก.ส. หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลย”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง