เปิดประเด็นต้องรู้ การเลือกตั้งอินเดีย 2567 มหกรรมเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

466

ปีแห่งการเลือกตั้งใหญ่

ปี 2567 เป็นปีที่มีความสำคัญอย่างมากในด้านรัฐศาสตร์ โดยเป็นปีที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายประเทศและหลายดินแดนด้วยกัน เช่น แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตุรกี รัสเซีย อินโดนีเซีย รัสเซีย อินเดีย และสหรัฐ โดยในวันนี้เราจะกล่าวถึง การเลือกตั้งอินเดีย ประเทศเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์

การเลือกตั้งอินเดีย 2567 นับเป็นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย และเป็นการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากอินเดียมีจำนวนประชากรที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมากถึง 970 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 1.4 พันล้านคน

การเมืองอินเดียนั้นแบ่งเป็นระบบ 2 สภา โดยสภาสูงหรือวุฒิสภามีชื่อเรียกว่า “ราชยสภา” ส่วนสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร มีชื่อเรียกว่า “โลกสภา” ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า การเลือกตั้งโลกสภา ครั้งที่ 18 ซึ่งเป็นการเลือกทั่วไปในเพื่อหานายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐและดินแทนต่าง ๆ ของอินเดีย รวมทั้งหมด 543 ที่นั่งด้วยกัน โดยพรรคการเมืองที่ชนะ จะได้ต้องได้รับคะแนนอย่างน้อย 272 ที่นั่ง

ผู้ท้าชิงจาก 2 ขั้วอำนาจ

สำหรับการท้าชิงในสังเวียนเลือกตั้งครั้งนี้ คือการขับเคี่ยวกันระหว่าง 2 พันธมิตรใหญ่ทางการเมือง โดยฝ่ายแรกคือ พันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance) หรือ NDA ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรวมตัวของขั้วการเมืองสายอนุรักษ์นิยม ตั้งแต่สายกลางไปจนถึงขวา โดย NDA นั้นนำโดยพรรคภารตียชนตา (BJP) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพรรคชาตินิยมของชาวฮินดู ซึ่งหัวหน้าพรรคคือ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน ผู้ลงท้าชิงตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นสมัยที่ 3 และเป็นที่คาดการณ์อย่างกว้างขวาง ว่าเขาจะสามารถคว้าชัยไปได้อีกครั้ง

ส่วนอีกฝ่ายคือ พันธมิตรรวมการพัฒนาแห่งชาติอินเดีย (Indian National Developmental Inclusive Alliance – INDIA) ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคการเมืองฝ่ายกลางไปจนถึงซ้าย โดยหนึ่งในตัวแทนคนสำคัญที่จะมาแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับนายโมดีคือ นายราหุล คานธี วัย 53 ปี ทายาทแห่งตระกูลใหญ่ในวงการการเมืองอินเดีย โดยเขาเป็นบุตรชายของนายราชีพ คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนที่ 7 และเป็นหลานชายของนางอินทิรา คานธี ประธานมนตรีหญิงคนแรกของอินเดีย ผู้ครองตำแหน่งถึ 3 สมัยด้วยกัน

นายคานธีค่อนข้างมีแนวคิดเสรีนิยม และมีจุดยืนปกป้องประชาธิปไตยและอำนาจรัฐธรรมนูญ ส่วนนโยบายหลัก ๆ คือโครงการเงินบรรเทาภาระหนี้ในภาคเกษตรกรรม และการช่วยเหลือสตรีในครอบครัวยากจนทั่วอินเดีย ซึ่งเขาให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือ 10,500 รูปี (ประมาณ 4,635) ให้กับผู้หญิงยากจนโดยทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีการให้คำมั่นเกี่ยวกับโครงการสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนด้วย

โมดีจะรุกฆาตได้หรือไม่ ท่ามกลางความวิตกของประชาชน

โพลสำรวจล่าสุด 5 โพล ก่อนการเลือกตั้งนั้น พันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ ของนายโมดีนั้นมีคะแนนนำอยู่มาก และคาดว่าจะคว้าชัยชนะไปครองได้ในในที่สุด โดยนโยบายของนายโมดีนั้นเน้นย้ำถึงความทะเยอทะยานในการพาอินเดียขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี นายโมดีได้ให้คำมั่นว่าหากเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 เขาจะนำอินเดียภายใต้การปกครองของเขาขึ้นเป็นประเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 3 ของโลก จากอันดับที่ 5 ในปัจจุบัน

นักวิเคราะห์ชี้ว่าชัยชนะของนายโมดีนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย แต่สิ่งที่น่าจับตาดูคือเขาจะสามารถชนะได้ขาดลอยแบบแลนด์สไลด์หรือไม่ และสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของพรรคภารตียชนตา แต่เป็นการเดิมพันว่าภาพลักษณ์และคะแนนนิยมของนายโมดีจะอ่อนแอลงมากแค่ไหน

นอกจากนี้แล้ว แม้โพลสำรวจจะชี้ว่าคะแนนนิยมของพรรคฝ่ายค้านตามหลังอยู่มาก แต่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม (Centre for the Study of Developing Societies) ของอินเดีย หรือ CSDS ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้เปิดเผยว่า ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับการบริหารของรัฐบาลนายโมดี โดย จากความเห็นของประชาชน 10,000 คน พบว่า 27% มองว่าอัตราการว่างงานประเด็นน่ากังวลมากที่สุด ส่วน 23% กังวลเรื่องค่าครองชีพและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น และ 13% กังวลเรื่องการพัฒนาประเทศ

ประชาชน 62% มองว่าในช่วง 5 ปีที่นายโมดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 นั้น การหางานทำเป็นเรื่องยากขึ้น และ 35% กล่าวว่าคุณภาพการใช้ชีวิตย่ำแย่ลงในช่วง 5 ปีผ่านมา

กำหนดการเลือกตั้ง

ด้วยความอินเดียเป็นประเทศใหญ่และมีประชากรมาก ดังนั้นการเลือกตั้งจึงแบ่งออกเป็นทั้งหมด 7 เฟส หรือ 7 วันด้วยกัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. จนถึงวันที่ 1 มิ.ย. โดยมีคูหาเลือกตั้งมากกว่า 1 ล้านคูหาทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากหลังการลงคะแนนทั่วประเทศเสร็จสิ้นแล้ว การนับคะแนนอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 มิ.ย. โดยหลังเสร็จสิ้นเฟสหนึ่ง พบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 60.03% ซึ่งรัฐอัสสัม ฐานเสียงสำคัญของพรรคภารตียชนตานั้น มีประชาชนมาใช้สิทธิ์มากถึง 72.3%

สำหรับกำหนดการเลือกตั้งในแต่ละเฟส มีดังต่อไปนี้

    • เฟสที่ 1 – 19 เมษายน
    • เฟสที่ 2 – 26 เมษายน
    • เฟสที่ 3 – 7 พฤษภาคม
    • เฟสที่ 4 – 13 พฤษภาคม
    • เฟสที่ 5 – 20 พฤษภาคม
    • เฟสที่ 6 – 25 พฤษภาคม
    • เฟสที่ 7 – 1 มิถุนายน

อ้างอิง : timesofindia.indiatimes.com , indianexpress.com , edition.cnn.com , cnbc.com , ndtv.comthehindu.com

อ่านข่าวอื่น ๆ