วิกฤต ประกันสังคมสหรัฐ เผยเงินจะหมดในปี 2578 นับถอยหลัง 11 ปี ชาวอเมริกันเสี่ยงไม่ได้รับเงิน

819

สำนักงานประกันสังคมสหรัฐ เผย เงินกองทุนประกันสังคมหมดในปี 2578 ผู้เชี่ยวชาญจี้สภาคองเกรสเร่งแก้ไข ชี้ผู้สูงวัยกระทบหนักสุด คนหลังเกษียณส่วนใหญ่พึ่งเงินประกันสังคมเลี้ยงชีพ

กองทุนทรัสต์ของสำนักงานประกันสังคมสหรัฐ (Social Security Administration) หรือ SSA ซึ่งใช้สำหรับจ่ายเงินสวัสดิการสังคมแก่ประชาชนผู้ประกันตน คาดว่าจะหมดลงในปี 2578 และแม้ว่ากองทุนจะยังสามารถจ่ายเงินสวัสดิการได้ประมาณ 83% ในวันที่เงินหมดลง แต่ก็ยังคงขาดแคลน โดยผู้ดูแลกองทุนชี้ว่า แม้ว่าประชาชนเข้าร่วมโครงการประกันสังคมมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อัตราการว่างงานต่ำ และการเติบโตของค่าจ้างเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่หากสภาคองเกรสไม่เร่งหาทางแก้ไข เงินในกองทุนก็จะหมดลง

ปัญหานี้ได้สร้างความกังวลแก่ประชาชนชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ถึงใกล้วัยเกษียณอายุ และประชาชนสูงวัยที่อายุ 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากพวกเขาพึ่งพาเงินประกันสังคมเป็นค่าครองชีพเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจะทำให้ความมั่นคงทางการเงินของพวกเขาตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง และกลัวว่าเงินสมทบที่จ่ายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะสูญเปล่าและหายไป

สวัสดิการประกันสังคมสหรัฐคืออะไร

สวัสดิการประกันสังคมของสหรัฐคือสวัสดิการที่จ่ายเงินให้ประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ เงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุ และเงินสำรองเลี้ยงชีพ ในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากเป็นบุคคลทุพพลภาพ นอกจากนี้ยังมีโครงการรายได้เสริมจากหลักประกัน (Supplemental Security Income) หรือ SSI ซึ่งจ่ายเงินรายเดือนให้แก่ผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย และโครงการเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต โดยจะมอบผลประโยชน์ให้แก่คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดาของผู้ประกันตน ในกรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต

การเป็นผู้ประกันตนในสหรัฐนั้นคล้ายคลึงกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยประชาชนจะได้รับหมายเลขประกันสังคมและบัตรผู้ประกันตนได้ก็ต่อเมื่อสมัครงานและมีงานทำ มีบัญชีธนาคาร และจ่ายภาษี โดยข้อมูล ณ ปี 2566 ระบุว่า สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนไป 1.244 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 หรือเทียบเท่ากับประมาณ 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

หน้าที่ของกองทุนทรัสต์ของสำนักงานประกันสังคมสหรัฐ

กองทุนทรัสต์ของสำนักงานประกันสังคมสหรัฐจะเข้ามาครอบคลุมการจ่ายเงินสวัสดิการ ในกรณีที่เงินสมทบที่เก็บจากภาษีของผู้ประกันตนนั้นไม่เพียงพอ โดยในปัจจุบัน ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายภาษีเงินเดือน 6.2% เป็นเงินสมทบประกันสังคม และอีก 1.45% สำหรับโครงการเมดิแคร์ (Medicare) ซึ่งเป็นโครงการประกันสุขภาพแห่งชาติของรัฐบาล โดยมีความคุ้มครองหลายส่วน โดยทั่วไปแล้ว นายจ้างมักหักเงินและจ่ายสมทบรวมกันทีเดียวเป็น 7.65% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เงื่อนไขก็อาจแตกต่างออกไปในกรณีที่ผู้ที่รายได้สูง ซึ่งอาจต้องจ่ายเงินสมทบโครงการ Medicare เพิ่มอีก 0.9%

กองทุนที่มีวันหมดลง

กองทุนของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเส้นตายล่าสุดคือปี 2578 แต่เงินสวัสดิการที่จะจ่ายได้อาจหมดเร็วกว่านั้น หรือช้ากว่านั้น ซึ่งตามรายงานล่าสุดพบว่า เงินบำนาญ และเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต คาดว่าจะอยู่ถึงได้แค่ปี 2576 และจะจ่ายเงินได้ 79% ในปีดังกล่าว ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผู้พิการ จะหมดลงและสามารถได้เต็มจำนวนจนถึงปี 2641 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของช่วงการประมาณการ ด้านกองทุน Medicare จะหมดลงในปี 2579 และคาดว่าจะจ่ายเงินได้ 89% ในปีดังกล่าว

ความกังวลครั้งใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ

ผลสำรวจจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐ เผยว่า มากกว่า 50% ของประชากรสหรัฐอายุ 65 ปีขึ้นไป มีรายได้ต่อปีประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือต่ำกว่านั้น และเกือบ 80% ของรายได้เป็นเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคม และเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเตรียมพร้อมเข้าสู่คลื่นสังคมสูงอายุระลอกใหม่

ข้อมูลจาก Alliance for Lifetime Income’s Retirement Income Institute ระบุว่า ประชากรสหรัฐมากกว่า 30 ล้านคน ที่อยู่ในวัย “เบบี้ บูมเมอร์” (Baby Boomer) ซึ่งเป็นประชากรที่เกิดในช่วงปี 2489 – 2507 จะเข้าสู่อายุเกษียณที่ 65 ปี ในปี 2567 โดยเป็นจำนวนประชากรวัยเกษียณที่มากที่สุด และประชากรกลุ่มนี้ต้องพึ่งเงินประกันสังคมเพื่อความอยู่รอด

บิสสิเนส อินไซเดอร์ ได้วิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลในปี 2566 พบว่า รายได้ของผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นได้ ประกอบด้วย

    • เงินประกันสังคม 79.2%
    • เงินบำนาญ 27.9%
    • เงินเก็บสำหรับหลังเกษียณ 22.1%
    • เงินเดือนหรือค่าจ้างจากงานที่ยังทำอยู่ 5.3%
    • เงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (รวมถึงผู้ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพ) 4.2%

ด้านนายบิล สวีนีย์ รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการของรัฐของสมาคมผู้เกษียณอายุแห่งอเมริกา (AARP) กล่าวว่า ประมาณ 40% ของครอบครัวชาวอเมริกันที่มีผู้สูงวัย อายุ 65 ปีขึ้นไป พึ่งพาเงินประกันสังคมคิดเป็นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของรายได้ และประมาณ 20% มีเงินประกันสังคมเป็นรายได้ทั้งหมดเพียงช่องทางเดียว

ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข ก่อนที่จะสายเกินไป

นายสวีนีย์กล่าวว่า ประเด็นที่เงินประกันสังคมจะหมดลง และการลดการจ่ายเงินลงนั้นเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวมากสำหรับประชาชน ซึ่งสภาคองเกรสมีหน้าที่รับผิดชอบในหารือและเร่งดำเนินแก้ไขเรื่องนี้ เพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และยิ่งดำเนินการเร็วเท่าใดยิ่งดีเท่านั้น และเส้นตายอาจเป็นโอกาสในการปฏิรูปแบบครบวงจรสำหรับโครงการต่าง ๆ ของสำนักงานประกันสังคม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กองทุนทรัสต์ของสำนักงานประกันสังคมยังคงมีอยู่ในอนาคต สภาคองเกรสอาจต้องเลือกทางเลือกที่หนักใจบางประการ เช่นการขึ้นภาษี การปรับลดเงินสวัสดิการลง หรือทั้งสองอย่างรวมกัน โดยพรรคเดโมแครตได้เสนอแผนการเพิ่มภาษีคนรวย เพื่อนำเงินมาสนับสนุนกองทุนประกันสังคม ในขณะที่พรรครีพับลิกันเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นจากทุกฝ่ายเพื่อจัดการกับปัญหาเงินที่กำลังจะหมดของโครงการต่าง ๆ ของสำนักงานประกันสังคม แต่สภาคองเกรสยังไม่ได้มีการตัดสินใจใด ๆ ในขณะนี้

ทั้งนี้ แม้ว่า นายมาร์ติน โอมัลลีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมสหรัฐ จะกล่าวว่ารายงานล่าสุดนับเป็นข่าวดี เนื่องจากมีการเลื่อนกำหนดวันที่กองทุนจะหมดไปอีก 1 ปี จากปี 2577 เป็นปี 2578 ซึ่งได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมกล่าวในแง่ดีว่า ด้วยเศรษฐกิจที่ดี ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งและ “ตราบใดที่ชาวอเมริกันทั่วประเทศยังคงทำงานต่อไปและจ่ายเงินสมทบต่อไป สำนักงานประกันสังคมก็ยังมีเงินจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง” แต่อย่างไรก็ตาม นายโอมัลลีย์ก็กล่าวว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องหาทางแก้ไข

อ้างอิง :  usa.govbusinessinsider.comcnbc.com