ลุ้นคลังฟื้น กองทุน LTF คาดเงินไหลเข้า หุ้นไทย ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท

1585
กองทุน LTF

นักลงทุนจับตา กองทุน LTF พระเอกขี่ม้าขาวจะได้กลับมาปลุกกระทิงหุ้นไทยหรือไม่ คาดหวังเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าหุ้นไทยปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เตรียมหารือกระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไขระยะเวลาลงทุน SSF หรือไม่ก็ยกเลิก SSF แล้วนำ LTF กลับมาใช้แทน

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งหลังวานนี้ (7 พ.ค.) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กล่าวว่า มีแผนนำ LTF กลับมาเพื่อช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นไทย รวมถึงมาตรการควบคุมอื่นๆ หากการควบคุม ชอร์ตเซล และโปรแกรมเทรดยังไม่ดีขึ้น รวมทั้งใช้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี เพราะถือเป็นหนึ่งในแผนที่ต้องการทำเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นไทยให้กลับมาคึกคัก

ต่อประเด็นดังกล่าว นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า FETCO เตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อปรับเงื่อนไขระยะเวลาลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ให้สั้นลงใกล้เคียงกับกองทุน LTF

หรือยกเลิก SSF นำ LTF กลับมาใช้แทน พร้อมมองโอกาสขอปรับเงื่อนไขระยะเวลาลงทุนกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) สั้นลงจาก 8 ปี เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนให้สนใจมากขึ้น พร้อมศึกษาเพิ่มทางเลือกเป็นกองทุนเพื่อการศึกษา

บล. เอเซีย พลัส ประเมินว่า ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานในปัจจุบัน มองเห็นภาพของการตกต่ำขีดสุด ทั้งในส่วนของภาพเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จากจุดต่ำสุด ในช่วงไตรมาส 4/2566 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ติดลบเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนต่ำเพียงแค่ 1.76 แสนล้านบาท

การตกต่ำขีดสุดของทั้ง 2 เรื่อง ในภาวะปกติน่าจะทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นไปได้ไม่ยาก แต่ด้วยภาวะปัจจุบันยังขาดองค์ประกอบที่สำคัญคือ มูลค่าการซื้อขายที่ไม่มากพอ (Market Turnover ควรอยู่ที่ 70% ต่อปี หรือ 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน) ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อน SET Index ได้อย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ประเมินว่า SET Index น่าจะแกว่งตัวในทิศทางปรับขึ้น แต่จะเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

บล.เอเซีย พลัส ประเมิน LTF กลับมาใหม่อีกครั้งจะส่งผลดีกับตลาดหุ้นไทยใน 6 เรื่อง

1. แรงขายจากนักลงทุนสถาบัน มีโอกาสลดลง สังเกตได้จากหลังหมดกองทุน LTF และกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSFX) มาสักระยะนักลงทุนสถาบัน ก็เริ่มขายสุทธิออกมาต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือน ม.ค. 2564-เม.ย. 2567 นักลงทุนสถาบัน เป็นผู้ขายหุ้นไทยมากที่สุด 1.5 แสนล้านบาท สูงกว่าต่างชาติ 1.03 แสนล้านบาท

2. หักล้างเม็ดเงินที่ทยอยถอนออกในกองทุน LTF เก่า โดยก่อนกองทุน LTF หมดสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี (ปลายปี 2562) ตอนนั้นมีเม็ดเงิน LTF คงค้างในระบบสูงถึง 4.06 แสนล้านบาท ค่อย ๆ ถอนออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 1.59 แสนล้านบาท กดดันตลาดและล่าสุดเดือน เม.ย. 2567 เหลือมูลค่าคงค้าง LTF อยู่ 2.47 แสนล้านบาท หากไม่มีเม็ดเงิน LTF ใหม่เข้ามาช่วยพยุง ตลาดหุ้นไทยก็จะถูกกดดันจากแรงขายในยอดเงินคงค้างต่อ

3. ลดผลกระทบจากการชอร์ตเซล หรือแรงกระทบจากปัจจัยภายนอก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงระยะสั้น แต่หากมีเม็ดเงิน LTF น่าจะเข้ามาช่วยพยุงในยามผันผวนระยะสั้นได้ เพราะผู้ลงทุน LTF จะหาจังหวะสะสมในช่วงที่ตลาดย่อตัวลงมา

4. คาดหวังเม็ดเงินจาก LTF ใหม่เข้ามาหนุนราว 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยปกติในอดีตจะมีเม็ดเงิน LTF ใหม่ไหลเข้าหุ้นไทยราว 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมกับช่วยหนุนสภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น

5. หนุนสภาพคล่อง หรือ TURNOVER ในระบบให้สูงขึ้น โดยในอดีตช่วงมี LTF ตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องหรือ TURNOVER เฉลี่ยสูงถึง 80% ต่อปี แต่ปัจจุบัน TURNOVER เฉลี่ยเหลือเพียง 62.7% หากสภาพคล่องกลับมา บริเวณปกติที่ TURNOVER เฉลี่ยสูงถึง 80% ต่อปีจะมีมูลค่าซื้อขายกลับไป 5.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน น่าจะเพียงพอในการขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยให้ขยับขึ้นได้

6. อาจจะแบ่งเม็ดเงินจากกองทุนหุ้นเมืองนอกกลับมาบ้าง โดยล่าสุดได้รวบรวมข้อมูลเม็ดเงินกองทุนหุ้นในระบบ พบว่าเป็นเม็ดเงินในกองทุนหุ้นเมืองนอก (FIFEQ + RMFFIFEQ) สูงสุดถึง 6.4 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของกองทุนหุ้นทั้งหมด ขณะที่เป็นเม็ดเงินจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หุ้นไทย เพียง 1.1 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 7% และกองทุน LTF เพียง 2.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 15% เท่านั้น

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า แผนการฟื้น กองทุน LTF ของกระทรวงการคลังนั้น จะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง เนื่องจากเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น แตกต่างจาก SSF และกองทุน Thai ESG ที่เปิดโอกาสให้ลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ได้

ทั้งนี้ ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ต่อปี เมื่อเทียบกับเม็ดเงินจากกองทุน SSF และกองทุน Thai ESG ที่รวมกันปีละไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท

โดยคาดว่าจะเห็นแรงซื้อเกิดขึ้นในช่วงปลายปี แต่จะช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุน จากที่ผ่านมาผลขาดทุนจากการลงทุนยังมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งกระทรวงการคลังเอง ก็จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ บล.หยวนต้า มองว่าการจัดตั้งกองทุน LTF อาจไม่เกิดขึ้นเร็ว แต่ถือว่ามีโอกาส โดยยังต้องติดตามการดำเนินการจากกระทรวงการคลังในระยะถัดไป

อย่างไรก็ดี หน่วยงานของตลาดทุนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน จากก่อนหน้านี้มีการยื่นเรื่องการฟื้นกองทุน LTF เข้าไปหลายรอบ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก

โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร


สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการลงทุนใน “กองทุน LTF” สามารถมาเลือกลงทุนกันได้ที่ งานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 24 MONEY EXPO 2024 BANGKOK วันที่ 16-19 พฤษภาคม 2567 ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.