“ผู้นำทีม” สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร

1072

องค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต้องอาศัยการทำงานของทีมย่อยๆ ประกอบกัน และผลงานขององค์กรโดยรวมก็ขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพของทีมเหล่านั้น บทบาทและความสามารถของ “ผู้นำทีม” จึงมีความสำคัญมาก พวกเขาจึงควรได้รับการพัฒนาให้ทั้ง “เก่งงาน” และ “เก่งคน”

แนวทางการบริหาร “งาน” สำหรับผู้นำทีม

  1. กำหนดเป้าหมายงานที่มีความท้าทาย – ความท้าทายที่สมเหตุสมผลมีความจำเป็นเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สูงขึ้น แม้จะเพิ่มความกดดันขึ้นบ้าง แต่ก็ทำให้คนทำงานเกิดความกระตือรือร้น และมีความตื่นเต้นที่จะเห็นความสำเร็จในอนาคต
  2. ให้ทีมรับรู้ถึงขอบเขตและข้อจำกัด – บางครั้งการมอบอำนาจอาจทำให้ทีมรู้สึกว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ และอาจมีการเรียกร้องต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบโดยรวม การกำหนดขอบเขตและข้อจำกัดตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
  3. ให้ความชัดเจนในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ – ปัจจัยที่จำเป็นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณด้านเงิน กำลังคน หรือการสนับสนุนด้านต่างๆ ควรกำหนดให้ชัดเจนก่อนเริ่มโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวัง หรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างทาง
  4. ท้าทายทีมด้วยข้อมูลที่สดใหม่ – ก่อนทำการตัดสินใจต้องมีการนำข้อมูลที่ทันสมัยมาพิจารณาด้วยเสมอ เพื่อจูงใจให้สมาชิกก้าวออกจากพื้นที่เดิมๆ และทำความเข้าใจกับความท้าทายที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน
  5. มอบหมายบทบาทของงานให้กับสมาชิก – ในทีมต้องการคนทำงานในหลายบทบาท สมาชิกแต่ละคนควรจะได้รับบทบาทของงานที่ตนถนัด และสามารถรับหน้าที่ในหลายบทบาทพร้อมๆ กันได้ตามความเหมาะสม เพื่อบริหารองค์ประกอบของทีมให้มีความพร้อมอยู่เสมอ
  6. ใช้ข้อมูลจากการประเมินผลของเพื่อนร่วมงาน – การรับรู้ถึงความพึงพอใจหรือไม่พอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้มีความตระหนักถึงคุณภาพในการปฏิบัติงาน และมีความชัดเจนว่า ควรพัฒนาในด้านใด เช่น การบริการลูกค้า ความรู้และทักษะด้านเทคนิค การสนับสนุนทีมอื่น ฯลฯ
  7. ลดการบริหารแบบจู้จี้จุกจิกให้น้อยที่สุด – ผู้นำทีมไม่ควรไปก้าวก่ายในเรื่องรายละเอียดเกินไป โดยทั่วไปแล้ว ทีมงานจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์มากกว่า ถ้าหากได้รับความอิสระในการคิดหรือกระทำในงานของตนเอง

แนวทางการบริหาร “คน” สำหรับผู้นำทีม

  1. ใช้สไตล์ผู้นำแบบโค้ช มากกว่าแบบเผด็จการ – แทนที่จะคอยบอกให้ทีมงานทำอะไรตามคำสั่ง ก็ปฏิบัติตนเป็นผู้อำนวยการในการนำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากสมาชิกในทีม เช่น ตั้งคำถามที่ดี คอยให้การสะท้อนกลับถึงผลการปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญเชิงอารมณ์ โดยการเป็นผู้ฟังที่ดี เข้าใจความรู้สึก และเสริมแรงในพฤติกรรมด้านบวกเพื่อการเติบโต
  2. สร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม – การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่คาดหวังจากทีม จึงควรจะให้ความสำคัญกับทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น ปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติเสมือนหนึ่งเป็นลูกค้าภายนอก เชื่อมั่นไว้วางใจซึ่งกันและกัน และใช้เวลาร่วมกันในบางโอกาสเพื่อสร้างความสามัคคี เป็นต้น
  3. ส่งเสริมวิสัยทัศน์และพันธกิจของทีม สมาชิกควรมีความเข้าใจภารกิจของทีมในการส่งเสริมวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของทีมที่มีต่อส่วนรวม กระตุ้นความรู้สึกภาคภูมิใจและความเป็นเจ้าของของสมาชิก
  4. สร้างความมุ่งมั่นและมั่นใจ – ควรส่งเสริมการกระทำที่ถูกต้อง และการกระทำที่มีส่วนช่วยเป้าหมายของกลุ่ม ทั้งในระดับทีมและระดับบุคคล เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบในหน้าที่ร่วมกัน ผู้นำทีมอาจเข้าร่วมในการแก้ปัญหาที่สำคัญ หรือแก้ไขความขัดแย้งระหว่างทีมงาน
  5. เน้นการรับรู้ผลงานของทีม – เนื่องจากผลสำเร็จของทีมเกิดจากสิ่งที่สมาชิกได้ทำให้สำเร็จร่วมกัน การรับรู้และให้รางวัลจึงควรจะเน้นคุณค่าของทีมที่มีต่อองค์กร แทนที่จะเป็นตัวบุคคล เพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณของทีม
  6. สร้างโอกาสสำหรับผู้อื่น – ผู้นำทีมไม่ควรฉวยเอาสิ่งที่ดีที่สุดไปเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสด้านการงานหรือเครดิต แต่ควรจะพยายามจัดหาโอกาสสำหรับทีมและสมาชิกให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยคำนึงถึงเป้าหมายของทีมก่อนเป้าหมายของตนเองเสมอ
  7. ใช้ภาษาที่เน้นความสำคัญของทีม – ควรพยายามใช้คำว่า เรา และของเรา แทนที่จะใช้คำว่า ฉัน และของฉัน บางครั้งผู้นำทีมอาจใช้อารมณ์ขันในจังหวะที่เหมาะสม เพราะผู้คนต้องการเสียงหัวเราะและความสนุกสนานในการทำงาน เพื่อยกระดับขวัญกำลังใจ

ความสำเร็จของผู้นำทีมที่สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม เห็นได้จากการนำพาทีมให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรได้สูงกว่าความคาดหวัง ขณะเดียวกัน สมาชิกในทีมก็มีแรงจูงใจและมีความสุขในการทำงาน ซึ่งความสำเร็จเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำทีมมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมทั้งด้านการบริหารงาน และการบริหารคนนั่นเอง