กับดักใหญ่ของกองทุนรวมแบบปันผล

การลงทุนในกองทุนรวม มีหลายทางเลือกและประเภทของกองทุนให้เลือก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและจุดประสงค์ของผู้ลงทุน ซึ่งการแบ่งประเภทของกองทุน ที่ผู้ลงทุนหลายคนใช้พิจารณาในการเลือกและพูดถึงกันแพร่หลาย คือ กองทุนแบบปันผล และกองทุนแบบไม่ปันผล (หรือสะสมมูลค่า) เพราะมองถึงการที่จะมีโอกาสจะได้เงินปันผลที่กองทุนจะจ่ายออกมาให้ในบางช่วงเวลา แต่รู้หรือไม่ว่า กองทุนแบบปันผล เป็นกองทุนประเภทที่ลดโอกาสการได้รับผลตอบแทนในภาพรวม (Total Return) ได้มาก จนไม่คุ้มค่ากับประโยชน์จากเงินปันผลที่ได้รับ

รู้จักกองทุนปันผล

การแบ่งประเภทของกองทุนตามลักษณะการจ่ายกระเสเงินสดระหว่างทาง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.กองทุนชนิดสะสมมูลค่า ซึ่งจะไม่มีการจ่ายปันผล กองทุนชนิดนี้จะจัดเป็น Class A (Accumulation)

2.กองทุนที่มีการจ่ายกระแสเงินสดระหว่างทาง ซึ่งปัจจุบันมี 2 ประเภทย่อย ได้แก่

2.1 กองทุนปันผล กองทุนประเภทนี้จะจัดเป็น Class D (Dividend)

กองทุนปันผลที่เราเรียกกัน จะอยู่ตรงนี้ ซึ่งหมายถึงว่า บริษัทจัดการกองทุน จะต้องมีการขายสินทรัพย์ของกองทุนระหว่างทาง เพื่อนำเงินที่ได้มาจ่ายปันผล

2.2 กองทุนประเภทที่ทยอยคืนเงิน Class R (Redemption) โดยกองทุนลักษณะนี้ บริษัทจัดการจะไม่เรียกเงินสดที่จ่ายคืนว่าเป็นเงินปันผล ผู้ลงทุนบุคคลธรรมดาจึงไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

ดังนั้น กองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน อาจมีได้ทั้ง Class A , D หรือ R เพื่อตอบความต้องการของนักลงทุนบางส่วนที่อยากได้เงินปันผลระหว่างทาง

แล้วเงินปันผลจากกองทุนมาจากไหน

เมื่อกองทุนปันผลตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินปันผล ทาง บลจ.เจ้าของกองทุน จะต้องขายสินทรัพย์ส่วนหนึ่งของกองทุนออกมา เพื่อนำมาเป็นเงินที่จะจ่ายปันผลให้แก่นักลงทุน ซึ่งเมื่อมีการขายทรัพย์สิน ผลที่ตามมาก็คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (Net Asset Value, NAV) จะลดลง ส่งผลต่อผลตอบแทนของกองทุน เท่ากับว่า เมื่อมีกระบวนการจ่ายปันผล ก็จะเป็นการตัดโอกาสการเติบโตของกองทุนที่กำลังเติบโตอยู่ เพื่อที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินสุทธิที่มีออกมาเป็นเงินปันผล

4 กับดักสำคัญ ของกองทุนรวมแบบปันผลที่นักลงทุนควรรู้

1.เงินปันผลต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%

การถือกองทุนที่จ่ายปันผล ผู้ลงทุนจะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เท่ากับว่า เราจะได้เงินปันผลสุทธิ แค่ 90% จากเงินปันผลที่กองทุนทำการจ่ายออกมา ดังนั้น ในการคำนวณผลตอบแทนทั้งหมดจากการลงทุน ต้องคิดที่ 90% ของเงินปันผลที่กองทุนประกาศจ่าย แต่หากเลือกไม่ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ต้องนำมายื่นรวมในปลายปี ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนที่มีฐานภาษีอยู่ในระดับสูงกว่า 10% ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่มากกว่านี้ได้

2.การเติบโตของกองทุนปันผล ด้อยกว่า แบบสะสมมูลค่า

เมื่อกองทุนปันผลต้องมีการขายสินทรัพย์ออกมาบางช่วงเวลา ทำให้ส่งผลต่อมูลค่าของกองทุน และโอกาสสร้างผลตอบแทน ผู้เขียนลองยกตัวอย่างกองทุนมาเปรียบเทียบ โดยหยิบมาทั้งกองทุนตราสารหนี้ และกองทุนตราสารทุน โดยเมื่อลองเปรียบเทียบคู่กองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน แต่คนละ Class คือ แบบไม่ปันผล และแบบปันผล เมื่อจำลองสถานการณ์ว่า เริ่มลงทุนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว (ปลายเดือนเมษายน 2564) เหมือนกัน (ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลตอบแทนที่ได้จากเงินปันผล ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป)

กองทุนตราสารหนี้: KFMTFI (KF Medium Term Fixed Income)
การเติบโตของมูลค่ากองทุนสุทธิ ตลอดระยะเวลา 3 ปี
กองแบบไม่ปันผล KFMTFI : +3.73% กองแบบปันผล KFMTFI_D : + 1.07%

(รูปที่ 1 เปรียบเทียบการเติบโตของมูลค่ากองทุนรวม ระหว่าง KFFTFI vs KFMTFI_D)

กองทุนตราสารทุน : KWI INDIA (KWI India Equity FIF)
การเติบโตของมูลค่ากองทุนสุทธิ ตลอดระยะเวลา 3 ปี
กองแบบไม่ปันผล KWI INDIA_A : + 52.60% กองแบบปันผล KWI INDIA_D : +23.81%

(รูปที่ 2 เปรียบเทียบการเติบโตของมูลค่ากองทุนรวม ระหว่าง KWI INDIA_A vs KWI INDIA_D)

3.ผลตอบแทนสุทธิจากการลงทุน เมื่อนำเงินปันผลมาคำนวณรวม ยังน้อยกว่า กองทุนแบบไม่ปันผล

เมื่อลองนำเงินปันผลที่ได้ทั้งหมดที่กองทุนจ่ายออกมาระหว่างการลงทุนสุทธิ หลังหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้ว มาคำนวณผลตอบแทนทั้งหมด (Total Return) จากการลงทุน หากลองเปรียบเทียบของกองทุนข้างต้น พบว่า ผลตอบแทนทั้งหมดของกองทุนแบบปันผล ยังคงด้อยกว่า แบบไม่ปันผล ดังตัวอย่างการคำนวณด้านล่าง

กองทุนตราสารหนี้: KFMTFI (KF Medium Term Fixed Income)
ผลต่างของผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนเสียไปจากกองประเภทปันผล KFMTFI_D
เมื่อเทียบกับกองประเภทไม่ปันผล KFFTFI อยู่ที่ 0.57%

(รูปที่ 3 เปรียบเทียบผลต่างสุทธิกองทุน KFMTFI vs KFMTFI-D)

กองทุนตราสารทุน : KWI INDIA (KWI India Equity FIF)
ผลต่างของผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนเสียไปจากกองประเภทปันผล KWI INDIA_D
เมื่อเทียบกับกองประเภทไม่ปันผล KWI INDIA_A อยู่ที่ 9.01%

(รูปที่ 4 เปรียบเทียบผลต่างสุทธิกองทุน KWI INDIA_A vs KWI INDIA_D)

ตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนรวมสุทธิของกองทุนแบบปันผล กับ กองทุนไม่ปันผล

4.เงินปันผลที่ได้มา ถึงแม้นำไปลงทุนต่อ อาจไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

หากต้องการนำเงินที่ได้มาไปลงทุนต่อ ต้องคำนวณว่า การลงทุนดังกล่าวสร้างผลตอบแทนให้เราได้มากกว่า 10% ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ รวมถึงหากต้องการนำไปลงทุนในกองทุนอื่นต่อ ก็ต้องอย่าลืมว่า กองทุนบางประเภทมีค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) ซึ่งก็ต้องนำมาคำนวณด้วย

หากบอกว่า เอาเงินกลับมาลงทุนกองทุนเดิม ก็ต้องบอกว่า ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะหากตั้งใจลงทุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นนั้นอยู่แล้ว (ได้ปันผลแล้วไม่นำไปใช้ แต่ตั้งใจนำกลับมาซื้อลงทุนซ้ำ) ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนในกองทุนแบบจ่ายปันผลให้ยุ่งยากแต่แรก ไหนจะต้องตามดูว่า เมื่อไรมีการจ่ายปันผล ไหนจะต้องไม่หลงลืมการส่งคำสั่งซื้อซ้ำให้ครบทุกรอบการจ่ายเงินปันผล ไหนจะต้องเตรียมเอกสารใช้ยื่นภาษีเพิ่มขึ้น (กรณีจะขอคืนภาษี) ขณะที่กองทุนแบบไม่จ่ายปันผล นักลงทุนจะไม่มีภาระลักษณะนี้ ถือลงทุนไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่กองทุนนั้นยังเป็นกองทุนที่ดีอยู่

หากผลตอบแทนด้อยกว่าแล้ว เหตุใดทางบลจ.จึงยังเปิดจำหน่ายกองทุนแบบปันผล

การจะขายสินค้าอะไร ถ้าไม่มีความต้องการจากผู้ซื้อ ก็คงขายไม่ได้ ซึ่งความต้องการของนักลงทุนในการเลือกลงทุนกองทุนแบบปันผล ก็ยังมีอยู่มาก เพราะหลายคนอาจเอาไปเปรียบเทียบกับหุ้น ว่าการได้ปันผลมาบ้างย่อมดีกว่า และทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามาตลอดช่วงการลงทุน แต่อย่าลืมว่าเงื่อนไขนั้นต่างกัน เงินที่จะนำมาปันผลของกองทุนนั้น ต้องเกิดจากการขายสินทรัพย์ของกองทุน ซึ่งส่งผลให้สินทรัพย์ที่เราลงทุนอยู่มีมูลค่าลดลงไป แทนที่จะปล่อยให้มันงอกเงยได้เต็มที่

ซึ่งถ้ามาดูในมุมของ บลจ. ก็ย่อมมีภาระและต้นทุนในการจัดการมากกว่า ทั้งในการทำธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับลูกค้านักลงทุนทุกคน รวมถึงหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับภาครัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมการเสียโอกาสจากรายได้จากค่าธรรมเนียมการจัดการ ที่จะแปรตามขนาดกองทุน เมื่อกองทุนจ่ายปันผลออกมา ขนาดกองทุนก็หดลง รายได้ก็ลดลง ดังนั้น ความคาดหวังจากกองทุนแบบปันผลจากนักลงทุนที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก จึงเป็นอุปสรรคทั้งต่อการบริหารจัดการของ บลจ. และการเติบโตของผลตอบแทนของนักลงทุนเอง

ถ้าลงทุนกองทุนแบบไม่ปันผล แล้วหากต้องการกระแสเงินสดระหว่างการลงทุน ควรทำอย่างไร

คำตอบนั้นตรงไปตรงมา คือต้องการใช้เงินสดเมื่อไร ก็แค่ทำการขายหน่วยลงทุน ซึ่งทำได้ทุกเวลาทำการ ตามที่ผู้ลงทุนต้องการ และยังมีข้อดีมากกว่า เพราะกองทุนแบบจ่ายปันผล ผู้ลงทุนจะไม่ได้กำหนดวันจ่ายปันผลเอง ต้องรอให้กองทุนประกาศจ่ายออกมา ในขณะที่ถ้าเราวางแผนขายเอง เราจะสามารถสั่งขายเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วรอรับเงินตามวันที่กำหนดตามเงื่อนไขของกองทุน เช่น T+1, T+3 นอกจากนั้น เงินที่ได้รับทุกบาท แม้จะขายอย่างมีกำไร ก็ไม่ต้องเสียภาษีหรือถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อีกด้วย

การมีทางเลือกในการลงทุนยิ่งมาก ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่ผู้ลงทุนเอง ก็มีหน้าที่ที่ต้องทำความเข้าใจ และเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง รู้จักข้อดี ข้อเสีย ของแต่ละทางเลือก เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดที่เหมาะกับจุดประสงค์ในการลงทุนของตนเอง