ถอดบทเรียน 30 ครอบครัวธุรกิจโลก กับสูตรสำเร็จ 6C และ (ไม่) สำเร็จ ธุรกิจครอบครัวไทย (ตอนที่ 1)

ผมได้รับหนังสือ Business Family “บทเรียนจาก 30 ครอบครัวธุรกิจ ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจครอบครัวระดับโลก” ของศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ หรือ อาจารย์โหน่ง ซึ่งเป็นนักวิชาการ และอาจารย์คนไทย ที่มีชื่อเสียงในมหาวิทยาลัยซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสนใจศึกษาเรื่องธุรกิจครอบครัว และผมได้เคยทำงานร่วมกัน โดยหนังสือเล่มนี้ได้เล่าเรื่องความสำเร็จและความล้มเหลวของครอบครัวธุรกิจกว่า 30 ครอบครัว ได้อย่างน่าสนใจ ท่านผู้อ่าน ผู้สนใจเรื่องธุรกิจครอบครัวควรไปหามาอ่าน สนุกครับ

เมื่อผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ประกอบกับหนังสือเล่มนี้ ได้ออกมาใกล้เคียงกับ หนังสือ “สูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทยในโลกของความเปลี่ยนแปลง” ที่ผมเป็นผู้เขียนนั้น จึงคิดว่า ถ้าหากจะนำบทเรียนของ 30 ครอบครัวธุรกิจระดับโลกในหนังสือเล่มดังกล่าว มาถอดบทเรียน เพื่อหาทั้งสูตรสำเร็จ 6C กับสูตร (ไม่) สำเร็จ กับธุรกิจครอบครัวไทย เพื่อเป็นแนวทาง ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวของไทย จะนำมาใช้เพื่อการศึกษาและเป็นประโยชน์ ให้ได้มากที่สุด

สูตรสำเร็จ 6C ของธุรกิจครอบครัวไทยจากหนังสือของผม คือ

C1 – Corporate Structure โครงสร้างบริษัทและการถือหุ้นที่เหมาะสม

C2 – Compensation ค่าตอบแทน / ผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

C3 – Communication การสื่อสารระหว่างสมาชิกในครอบครัวโดยการรับฟังซึ่งกันและกัน

C4 – Conflict Resolution กลไกการระงับข้อพิพาทหากเกิดข้อพิพาท

C5 – Care and Compassion ความเอื้ออาทรและความกรุณาต่อสมาชิกในครอบครัวและผู้เกี่ยวข้อง

C6 – Change การเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจครอบครัว ต้องปรับตัวให้ทันในโลกความเปลี่ยนแปลง

ซึ่ง C ตัวที่ 5 และ 6 เป็นสูตรสำคัญที่สุด

ก่อนที่ผมจะถอดบทเรียน หรือการนำสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย 6C จากหนังสือ เพื่อมาประยุกต์ใช้ กับ ตัวอย่าง 30 ครอบครัวธุรกิจระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จ หรือ สูตร (ไม่) สำเร็จ ผมก็ขอสรุปเนื้อหาอย่างสั้นๆ ของแต่ละครอบครัวจากแต่ละบทของหนังสือดังกล่าว พร้อมทั้งเขียนเพิ่มเติม การถอดบทเรียน และการประยุกต์ใช้ ของสูตรสำเร็จ 6C ในแต่ละข้อว่าจะประยุกต์ใช้กับบทเรียนของ 30 ธุรกิจครอบครัว ระดับโลกให้เข้ากับธุรกิจครอบครัวไทยได้อย่างไรบ้าง

หนังสือเล่มนี้ มี 6 บท

บทนำ เป็นการกล่าวถึง ครอบครัวธุรกิจคือผู้อยู่เบื้องหลัง การตัดสินใจของธุรกิจครอบครัว โดยนำตัวอย่างของครอบครัวธุรกิจของประเทศญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า โฮชิ เรียวกัง (Hoshi Ryokan) ที่ประกอบธุรกิจโรงแรมเรียวกัง ที่มีการสืบทอดทายาท มากว่า 46 รุ่น และมีอายุมากกว่า 1,300 ปี ถือว่าเป็นครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

โดย โฮชิ เซ็นโกโร่ ทายาทรุ่นที่ 46 บอกว่า เคล็ดลับก็คือ “การเรียนรู้จากน้ำ เพราะน้ำเปลี่ยนแปลงรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุ น้ำไหลจากที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำ โดยไม่ฝืนแรงโน้มถ่วง น้ำหาเส้นทางไหลที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดเมื่อโดนกีดขวาง ธุรกิจครอบครัวก็เช่นเดียวกัน การที่ธุรกิจจะอยู่รอดได้นั้นต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

กล่าวโดยสรุป เคล็ดลับในการปรับตัวของ โฮชิ เรียวกัง คือ การหาความสมดุลระหว่างการสืบสานรากเหง้าจากอดีตกับการปรับตัวสู่อนาคต ซึ่งจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงจนทิ้งรากเหง้า กล่าวคือ การอนุรักษ์ กับการพัฒนา ต้องทำไปพร้อมๆ กัน

รวมทั้งการไม่ยึดกฎเกณฑ์ประเพณี ที่จะต้องส่งมอบธุรกิจให้แก่ลูกชาย โดยเจ้าของธุรกิจ รุ่นที่ 46 ก็ได้เตรียมการที่จะส่งมอบกิจการแก่ลูกสาว

ประยุกต์ใช้กับสูตร 6C : ซึ่งหากจะนำสูตรสำเร็จ 6 C มาใช้ คือตัวเรื่อง Change หรือความเปลี่ยนแปลง ที่ธุรกิจครอบครัวนี้ ได้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยภายใน โดยการปรับตัวของครอบครัวธุรกิจโฮชิ เรียวกัง โดยใช้ การหาความสมดุลระหว่างรากเหง้า ของอดีต เพื่อไปสู่อนาคต โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีการทำงานทางธุรกิจ (ขอให้ดู หนังสือสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทยในโลกความเปลี่ยนแปลง หน้า 68 ถึง 72)

ธุรกิจครอบครัวไทย : เรียนรู้อะไรได้บ้าง

ดังนั้น บทเรียนของธุรกิจครอบครัวไทยที่ทำธุรกิจโรงแรมหรือบริการ ก็คือ การปรับตัวและเปลี่ยนแปลง โดยรักษาคุณค่า และวิสัยทัศน์ ค่านิยมของครอบครัวแต่ละครอบครัวไว้ หากเป็นธุรกิจครอบครัวไทยที่ประกอบกิจการโรงแรมหรือธุรกิจบริการ มีความโดดเด่นในเรื่อง วัฒนธรรมไทย ความสุภาพอ่อนโยน หรือการบริการที่ดี ผสมผสานกับการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ ก็ย่อมทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นประโยชน์กับธุรกิจครอบครัวไทยอย่างแน่นอน

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือธุรกิจโรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งใช้ความเป็นไทย และการบริหารจัดการแบบฝรั่ง จนกลายเป็นโรงแรมชั้นนำของโลก แม้เจ้าของเดิมจะไม่ได้เป็นเจ้าของ (แต่เสียดายที่ไม่ได้อยู่ในมือคนไทยส่วนใหญ่) หรือ กลุ่ม Minor ที่มีโรงแรม Anantara + NH ทั้งในและต่างประเทศ,โรงแรมดุสิตธานี, โรงแรม Centara ที่ขยายตัวในปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศก็น่าจับตาดูโดยครอบครัวธุรกิจนี้ที่ใช้ตลาดทุนเพิ่มทางเลือก

บทที่ 1 มีบทเรียน 10 ครอบครัวธุรกิจ เป็นเรื่องธุรกิจครอบครัว ที่เป็นการรวมตัวของครอบครัวและธุรกิจ โดยมีบทเรียนของธุรกิจครอบครัวของบริษัทอเมริกา 2 บริษัท

1.Estee Lauder ซึ่งเป็นธุรกิจเครื่องสำอาง ของธุรกิจครอบครัว ที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 75 ปี และปัจจุบัน ดำเนินงานโดยทายาทรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 คือ รุ่นที่เป็นหลานและเหลนของผู้ก่อตั้ง โดยที่ผู้ก่อตั้ง คือโจเซฟ และ Estee Lauder ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว และต้องการให้ลูกหลานทำงานร่วมกัน และมีส่วนร่วมในธุรกิจของครอบครัว ซึ่งธุรกิจและครอบครัวไม่สามารถแยกออกจากกันได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทสัมภาษณ์ของ โจเซฟ เลาเดอร์ ที่ว่า We are more than a Family Business. We are a family in business นั่นคือครอบครัว เป็นมากกว่าครอบครัวธุรกิจแต่เป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็น ปรัชญาหรือคำขวัญ ของธุรกิจครอบครัว เอสเต้ เลาเดอร์ มาถึงปัจจุบัน และครอบครัวนั้นหมายถึง ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง ลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ และผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้น คำว่าครอบครัวไม่ได้หมายถึงสมาชิกในครอบครัวอย่างเดียว

การทำงานของครอบครัวนี้ก็มีความขัดแย้งในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การบริหารจัดการ หรือการทำธุรกิจ แต่ก็สามารถฟันฝ่าเรื่องความขัดแย้งโดยอาศัยความรักของครอบครัว และปัจจุบัน ด้วยวิกฤติโควิด ทำให้ผลประกอบการของบริษัทมีราคาหุ้นที่ลดลงถึงร้อยละ 50 และคนในรุ่นใหม่ที่บริหารอาจยังมีความขัดแย้งในเรื่องรูปแบบการทำธุรกิจและการเลือกผู้ที่จะมาเป็น CEO ซึ่งวันนี้ ก็ยังไม่ทราบว่าจะแก้ไขกันอย่างไรต้องรอดูกันไป

ประยุกต์กับสูตร 6C : ถ้าหากจะนำสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทยนำมาใช้ก็คือ C ตัวที่ 5 ความเอื้ออาทร และ ความกรุณา ซึ่งหมายถึง ความเอื้ออาทร และ ความกรุณา ความรัก ความเห็นใจ ระหว่าง ทายาทใน ครอบครัวกันเอง และรวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง จนกระทั่งถึงส่วนรวม ในการบริหารจัดการและแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งก็ปรากฏว่า ธุรกิจ Estee Lauder ก็ได้ใช้ความรักความเอื้ออาทรในระหว่างทายาทด้วยกัน และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างพนักงาน คู่ค้าทั้งหมด จึงทำให้ข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทของสะใภ้ในครอบครัวก็ถูกแก้ไขลง ซึ่งก็ต้องจับตาดูว่า ความขัดแย้งของทายาทในเรื่องการบริหารจัดการที่เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน จะแก้ไขด้วยวิธีใด

ผมเชื่อว่าธุรกิจครอบครัวใดก็ตามที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น แทนที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายมาระงับความขัดแย้ง การสร้างความรัก ความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจกันของสมาชิกในครอบครัว ก็จะแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งผมก็ได้เน้นไปหลายครั้งแล้วว่า C ตัวที่ 5 เป็น C ที่สำคัญที่สุดในการระงับความขัดแย้ง ความเห็นต่างและการสร้างพลังร่วมในการปรับตัวให้ธุรกิจอยู่รอดได้

2.Bancroft Family ครอบครัวธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา อีกครอบครัวหนึ่งคือ ธุรกิจของครอบครัวBancroft ที่เป็นเจ้าของ บริษัท Daw Jones and Company ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ The Wall Street journal ที่สมาชิกในครอบครัวไม่ได้มีบทบาทในการบริหารธุรกิจ และละเลยการกำกับดูแลในฐานะผู้ถือหุ้น แม้ว่าผู้ก่อตั้งธุรกิจจะจัดตั้งโครงสร้างการถือหุ้นเพื่อไม่ให้ขายธุรกิจออกไปได้ โดยการกำหนดสิทธิการออกเสียงที่ไม่เท่ากันแม้ว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ทำให้สมาชิกในครอบครัวยังคงมีสิทธิ์ออกเสียงควบคุมบริษัท ทำให้คนภายนอกไม่สามารถจะทุ่มซื้อหุ้นได้

แต่แม้จะจัดโครงสร้างไว้เช่นใด เมื่อธุรกิจเกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้ธุรกิจเกิดการขาดทุน เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ในเรื่องอินเทอร์เน็ต และยังมีการจ่ายเงินปันผลมากกว่าผลกำไร เพราะสมาชิกในครอบครัวต้องการเงินปันผล ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในครอบครัวรุ่นหลังๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงินปันผลจำนวนมากแทนที่จะลงทุนในระยะยาว ที่ทำให้คู่แข่งได้พัฒนาเหนือกว่าดาวโจร ไม่ว่าจะเป็น Bloomberg Thomson และ Reuters

และเมื่อธุรกิจตกต่ำลงสมาชิกในครอบครัว ที่ไม่พอใจ จึงเสนอขายหุ้นให้กับกลุ่ม ของ Rupert Murdoch เจ้าพ่อในการเทกโอเวอร์ เสนอซื้อหุ้นในราคาแพงกว่าตลาดถึง 67% จนกระทั่ง ธุรกิจถูกขายให้กับ Rupert Murdoch. เป็นอันสิ้นสุดธุรกิจครอบครัว ของตระกูล Bancroft ที่มีมาถึง 105 ปี ทั้งนี้ ก็เพราะว่าให้ความสำคัญกับเงินปันผลโดยไม่ปรับตัวให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ทันกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และไว้ใจมืออาชีพและไม่ได้สร้างความผูกพันให้แก่สมาชิกในครอบครัว สนใจเข้ามากำกับดูแลธุรกิจครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ประยุกต์ใช้กับสูตร 6C : หากนำมาปรับใช้ กับสูตรสำเร็จ 6C ก็คงพบว่า ครอบครัวพยายามจะจัดโครงสร้างการถือหุ้นหรือ Corporate Structure เพื่อไม่ให้มีการขายหุ้นอย่างง่ายๆ มีการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย ที่ให้สิทธิ์เสียงกับผู้ถือหุ้นครอบครัวมากกว่า ถือว่าทำ C1 ไว้ครบเครื่อง แต่เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องเงินปันผล โดยไม่คำนึงถึงผลประกอบการ เพราะไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องค่าตอบแทน C2 และเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้ทันก็คือ C ตัวที่ 6 คือ Change และ Compensation C ตัวที่ 2 ที่ไม่ได้มีการกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผล ให้สะท้อนกับผลประกอบการก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ผมไม่แน่ใจว่าธุรกิจครอบครัวนี้ มีการจัดทำธรรมนูญครอบครัว การกำกับดูแลธุรกิจหลักของตระกูลไว้บ้างแค่ไหนเพียงไร ซึ่งถ้าจะมีการถอดบทเรียน ผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ การสื่อสาร (Communication) C ตัวที่ 3 ระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้เข้าใจถึงปรัชญา เป้าประสงค์ที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่แรก การไม่ให้สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วม ในการกำกับดูแลธุรกิจ การไว้ใจมืออาชีพมากเกินไป จึงถือว่าเป็นความล้มเหลว และถือได้ว่าเป็นสูตรที่ (ไม่) สำเร็จของธุรกิจครอบครัวดังกล่าว

โดยธุรกิจครอบครัวไทยจะต้องไม่เดินตามความผิดพลาดสิ่งเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจครอบครัวไทยก็ควรเรียนรู้เรื่องการทำ M&A หรือ M&P ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้เฉกเช่น Rupert Murdoch ซึ่งเข้าไปซื้อกิจการสื่อหลายแห่งมาก ที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จถึงในปัจจุบัน ทั้งสื่อทีวีและสิ่งพิมพ์ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

ธุรกิจสื่อในเมืองไทย ของธุรกิจครอบครัวไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทีวี และธุรกิจสิ่งพิมพ์ของไทย ที่กำลังประสบปัญหานี้ก็จะต้องปรับตัวและควรนำสูตร 6C มาประยุกต์และปรับปรุงความเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจอย่างรวดเร็วให้ทันการต่อไปในอนาคต

(ติดตามตอน 2)