CPALL รายได้รวม Q1/67 ทะลุ 2.41 แสนลบ. กำไร 7-Eleven พุ่ง 124%

350

“CPALL” รายได้รวม Q1/67 ทะลุ 2.41 แสนลบ. กำไรกลุ่ม 7-Eleven พุ่ง 124% วางแผนลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในไทยอีก 700 สาขาในปี 2567 รวมถึงกัมพูชา-สปป.ลาว

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ว่า บริษัทรายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2567 โดยบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 6,319 ล้านบาท

รายได้รวมในไตรมาส 1 ปี 2567 อยู่ที่ 241,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 8.5% โดยมีสาเหตุมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ตามการบริโภคภายในประเทศที่ยังมีการขยายตัว ซึ่งขับเคลื่อนโดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ และการท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงต้นปีที่สร้างบรรยากาศที่ดีในการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้กลยุทธ์ 020 ของแต่ละหน่วยธุรกิจยังคงเป็นปัจจัยเสริมในการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ขณะที่ กำไรขั้นต้นในไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 52,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่มขึ้น รวมถึงความสำเร็จในกลยุทธ์ด้านสินค้า ซึ่งไม่เพียงส่งมอบสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังนำเสนอสินค้าที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรอีกด้วย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 22.3% จาก 21.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

บริษัทมีต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 46,541 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายกลุ่มต้นทุนในการจัดจำหน่ายมีจำนวน 38,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% ในขณะที่กลุ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 7,993 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยประเภทค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลักๆ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา ในขณะที่ค่าไฟเริ่มปรับตัวลดลงจากค่าไฟต่อหน่วยที่ปรับลดลง ทั้งนี้แต่ละกลุ่มธุรกิจยังคงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 185 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัทมีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 14,730 สาขา แบ่งเป็น

  1. ร้านสาขาบริษัท 7,985 สาขา (ประมาณ 51%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 149 สาขา ในไตรมาสนี้
  2. ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,245 สาขา (ประมาณ 49%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 36 สาขา ในไตรมาสนี้

ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณ 86% ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.

ในไตรมาส 1 ปี 2567 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 105,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 82.619 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ 85 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 972 คน

ทั้งนี้ ลูกค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่ ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้มาตรการของรัฐก็มีส่วนช่วยสนับสนุนเช่นกัน ซึ่งธุรกิจร้านสะดวกซื้อได้ใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ

โดยนำเสนอสินค้าใหม่ๆ พร้อมกับโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ประกอบกับรายได้จากการขายสินค้าส่วนเพิ่มผ่านกลยุทธ์ 020 อาทิ 7-Delivery และ All Online ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภาวะปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยมีสัดส่วนประมาณ 11% ของรายได้จากการขายสินค้ารวม

ในไตรมาส 1 ปี 2567 สัดส่วนของรายได้จากการขาย 75.2% มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ 29.8% มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มและกลุ่มสินค้าอุปโภคนั้นอยู่ในระดับเดียวกันกับปี 2566 โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม ตามสโลแกน ‘หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา’ และ ‘หิวเมื่อไหร่ก็สั่งเลย’ สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่และทุกเวลา

ในไตรมาส 1 ปี 2567 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 30,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 3,950 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.9% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 28.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2566 ที่อัตราส่วน 27.9% สาเหตุหลักมาจากกรปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงให้ความสำคัญต่อการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าโดยพยายามเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ธุรกิจร้านสะดวกชื้อยังมีรายได้อื่นอีกจำนวน 6,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 518 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของสาขา รายได้ค่าสิทธิ และที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิในการบริหารร้าน 7-Eleven และอื่นๆ

ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่าย และคำใช้จ่ายในการบริหารในไตรมาส 1 ปี 2567 มีจำนวน 29,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,499 ล้านบาท หรือ 9.1% สาเหตุหลักมาจากเงินเดือนและสวัสติการพนักงาน และค่าบริหารร้านสาขา ในขณะที่ค่าไฟเริ่มปรับตัวลดลงจากค่าไฟต่อหน่วยที่ปรับลดลง และการบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของบริษัท

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นของค่าใช้จ่ายบางประเภท บริษัทฯยังคงขยายสาขาร้าน 7-Eleven ตามแผน และมีการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับลูกค้า

ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงรายงานกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9,314 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 6,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สำหรับกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการในไตรมาส 1 ปี 2567 มีจำนวนเท่ากับ 0.68 บาท

ทั้งนี้ CPALL คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซื้อในปี 2567 ว่า บริษัทวางแผนที่จะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งรวมถึงการขยายเครือข่ายร้านสาขาต่อเนื่องไปตามการขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แหล่งท่องเที่ยวและทำเลที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

โดยบริษัทวางแผนที่จะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2567 และมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านใหม่เพิ่มในประเทศกัมพูชา และใน สปป.ลาว ในปี 2567 อีกด้วย