Kaspersky Next โซลูชั่น Gen ใหม่จากแคสเปอร์สกี้ ใช้ AI สกัดภัยคุกคามไซเบอร์

304
แคสเปอร์สกี้ Kaspersky

ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทต่างๆ จะต้องมีโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุมและไว้วางใจได้ เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

นางสาวเบญจมาศ จูฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แคสเปอร์สกี้ เปิดเผยว่า ตามรายงาน XDR (Extended Detection and Response) และ SOC Modernization ของ Enterprise Strategy Group พบว่า ธุรกิจต่างๆ ยังคงค้นหาเครื่องมือรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่สามารถตรวจจับและตรวจสอบภัยคุกคามขั้นสูงได้ทันเวลา

ทำไห้แคสเปอร์สกี้ ได้พัฒนาโซลูชั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งหมดของธุรกิจ ช่วยให้องค์กรธุรกิจสร้างกรอบการทำงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เชื่อถือได้

“วันนี้เราเปิดตัวโซลูชัน XDR ที่ล้ำสมัยและผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กร ด้วยการเปิดตัวKaspersky Next นี้ จะลดความซับซ้อนของ EDR และ XDR สำหรับธุรกิจและองค์กรในประเทศไทยทุกขนาด ภารกิจของเราคือการให้บริการการป้องกันระดับแนวหน้า ไม่ว่าองค์กรจะเป็นมือใหม่เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือมีทีม SOC เป็นของตนเอง เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถสร้างระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เฉพาะองค์กร”

นางสาวเบญจมาศ กล่าวต่อว่า องค์กรธุรกิจในประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการโจมตีทางไซเบอร์ในปี 2566 โดยโซลูชั่น B2B ของแคสเปอร์สกี้บล็อกความพยายามโจมตีด้วยฟิชชิ่งทางการเงินได้จำนวน 25,227 รายการ และยังมีจำนวนเหตุการณ์ภัยคุกคามมากเป็นอันดับสามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ภัยคุกคามออฟไลน์ จำนวน 4,700,000 รายการ และการโจมตีRDP จำนวน 10,205,819 รายการ

Kaspersky

นางสาวเบญจมาศ จูฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แคสเปอร์สกี้

นอกจากนี้ แรนซัมแวร์เป็นภัยคุกคามที่เป็นปรากฏเป็นข่าวใหญ่บ่อยครั้งโดยประเทศไทยมีเหตุการณ์โจมตีด้วยแรนซัมแวร์สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคถึง 109,315 รายการ

“ประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักสำหรับผู้ก่อภัยคุกคาม ซึ่งมีการใช้กลยุทธ์หลากหลายเพื่อสร้างการโจมตีองค์กรธุรกิจอย่างช่ำชองการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏเป็นข่าวหลายครั้ง แพลตฟอร์มบริการเชิงพาณิชย์และภาครัฐถูกโจมตี ตัวอย่างข้อมูลที่รั่วไหลจะถูกโพสต์ในตลาดมืด ตามด้วยการขู่กรรโชกขั้นสองและขั้นสามเพื่อเรียกค่าไถ่ ภัยคุกคามที่พบได้ทั่วไปในประเทศยังรวมถึงการหลอกลวงแบบฟิชชิงและสมิชชิงเพื่อให้ดาวน์โหลดและติดตั้งมัลแวร์บนอุปกรณ์ส่วนตัวและอุปกรณ์ขององค์กร”

ดังนั้น การผสมผสานระหว่างโซลูชั่น EDR และ XDR ที่สามารถครอบคลุมข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งหมดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจองค์กรจะต้องใช้ เราเชื่อว่าKaspersky Next จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม SOC รับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อน ด้วยการตรวจจับและการตอบสนองต่อยอดที่ไม่เหมือนใคร เพื่อพัฒนาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยต่อไป

Kaspersky Nextจึงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์กลุ่มใหม่ที่มีการป้องกันเอ็นด์พ้อยต์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความสามารถของ AI และก้าวไปไกลกว่า EPP แบบดั้งเดิม (Endpoint Protection Platform)

นายพุฒิพงศ์ พงศ์ลักษมาณา ผู้จัดการฝ่ายพรีเซลส์ของแคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า หลักการของKaspersky Next คือการนำ EDR และ XDR มารวมกัน เพื่อลูกค้าองค์กรทุกขนาดและทุกประเภทอุตสาหกรรม ในฐานะโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุด

โดย EDR และ XDR ช่วยให้บริษัทต่างๆ ต้านทานการโจมตีที่แพร่หลาย ที่คอยหลบเลี่ยงการตรวจจับ และซับซ้อนมากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ได้มองเห็น ควบคุม ตอบสนองอย่างรวดเร็ว และตามล่าภัยคุกคามในเชิงรุก

อีกทั้ง Kaspersky Nextไม่จำกัดการปรับใช้งาน สามารถติดตั้งทั้งบนคลาวด์และการติดตั้งใช้งานเองภายในองค์กร (cloud and on-premise) สามารถบริหารจัดการผ่านศูนย์ควบคุมที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะได้อย่างรวดเร็ว หรือผ่านศูนย์ควบคุมระดับองค์กรที่มีความละเอียดยิ่งขึ้น สำหรับการตรวจสอบขั้นสูง

นายพุฒิพงศ์กล่าวต่อว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ช่วยให้องค์กรธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างฟังก์ชั่นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญ เพื่อให้มีการป้องกันที่แข็งแกร่งต่อภัยคุกคามหลากหลายประเภทที่ธุรกิจเผชิญมากที่สุด เช่น แรนซัมแวร์ มัลแวร์ การละเมิดข้อมูล และยังช่วยหลีกเลี่ยงการเจาะโครงสร้างพื้นฐานผ่าน Business Email Compromise การโจมตีซัพพลายเชน การหาผลประโยชน์จากจุดอ่อนและช่องโหว่อื่น ๆ

Kaspersky

นายพุฒิพงศ์ พงศ์ลักษมาณา ผู้จัดการฝ่ายพรีเซลส์ของแคสเปอร์สกี้

Kaspersky Nextมีคุณสมบัติที่ทำงานได้อัตโนมัติหลายประการ เช่น การตรวจสอบและการบล็อกบนคลาวด์ การจัดการช่องโหว่และแพตช์ การสแกน IoC และ Playbooks ที่สนับสนุนการตรวจจับและการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพสำหรับภัยคุกคามที่ใหม่และซับซ้อน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างมาก โดยการลดจำนวนงานที่ต้องทำเป็นประจำ

ปัจจุบัน ‘Kaspersky Next’ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 3 ระดับ ได้แก่

1. Kaspersky Next EDR Foundations การปกป้องอุปกรณ์เอ็นด์พ้อยต์ สามารถระบุและต่อต้านภัยคุกคามก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกระบวนการทางธุรกิจ การควบคุมความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นและตรงไปตรงมา และรูปแบบสถานการณ์ไอทีแบบบิ้วต์อินช่วยให้ดำเนินการโดยที่ทีมไม่ต้องลงมือจัดการเองได้ และช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ปรับแต่งนโยบายความปลอดภัยให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรได้ เหมาะกับองค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มี Resource ตั้งแต่ 10-1,000 nodes

2. Kaspersky Next EDR Optimum ปกป้องอุปกรณ์เอ็นด์พ้อยต์ด้วยฟังก์ชัน EDR ระบบควบคุมขั้นสูง การจัดการแพตช์ และความปลอดภัยของคลาวด์ นอกจากนี้ยังมีการมองเห็นภัยคุกคาม การตรวจสอบและตอบสนองต่อภัยคุกคาม เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีได้อย่างรวดเร็วและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางที่มี Resources ตั้งแต่ 500-2,500 nodes

3. Kaspersky Next XDR Expert รวบรวม วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ในโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร การมองเห็นแบบเรียลไทม์ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่พัฒนาขึ้น และมีการตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงและการตอบสนองอัตโนมัติ เป็นโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถรวมเข้ากับผู้จำหน่ายรายอื่นได้อีกด้วย

โซลูชั่นนี้เหมาะสำหรับบริษัทที่มีทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสบการณ์ หรือมีศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย (Security Operations Center – SOC) หรือมี Resources ตั้งแต่ 2,500 nodes ขึ้นไป

“Kaspersky Nextเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B ของแคสเปอร์สกี้ และได้รับการออกแบบให้เข้ากันได้โดยตรงกับโซลูชันและบริการอื่นๆ ของแคสเปอร์สกี้ หากองค์กรต้องการการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุมมากขึ้น สามารถปรับย้าย ‘Kaspersky Next’ จากระดับหนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่งได้อย่างง่ายดาย โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ณ ปัจจุบัน”