ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพ พยุงเศรษฐกิจไทยยามฟื้นตัวช้า

836

“สาเหตุที่ทำให้มองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ช้า เนื่องจากไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างค่อนข้างมากที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยไทยผลิตสินค้าที่ไม่ได้เป็นที่ต้องการมากนัก ดังนั้น การได้รับอานิสงส์จากการค้าโลกจึงไม่ได้แรง”

กองบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 พร้อมทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 คาดเศรษฐกิจครึ่งหลังโตกว่า 3%
ย้ำดอกเบี้ยอยู่ในระดับเหมาะสม

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้าและมีความเหลื่อมล้ำพอสมควร โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) เติบโต 1.9% และคาดว่าจะเติบโตที่ 2.6% ในปี 2567

“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนี้มองว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยในครึ่งปีแรกคาดว่าจะเติบโตกว่า 1% ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตประมาณ 3% ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2567 เติบโต 2.6%”

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ค่อนข้างกระจุกตัวทั้งในหมวดการบริโภคและพื้นที่ เช่น การบริโภคเติบโตในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้สูงเป็นหลัก ส่วนการกระจุกตัวด้านพื้นที่เห็นได้ชัดว่าขณะที่การบริโภคทั้งประเทศเติบโต 7% แต่ภาคอีสานกลับติดลบ

เช่นเดียวกับปัจจัยที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวคือ การท่องเที่ยว แต่ภาคอีสานเป็นภาคที่ไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จาการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งภาคอื่นที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวก็กระจายไม่ทั่วถึง เพราะการท่องเที่ยวกระจุกตัวในบางจังหวัด จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ประชาชนไม่ค่อยรู้สึกว่าเศรษฐกิจเติบโต

สำหรับปัจจัยที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น การบริโภคภาคเอกชนที่ปีที่แล้วเติบโตสูงมาก ปีนี้คาดว่าจะเติบโตลดลง รวมถึงเรื่องท่องเที่ยวทั้งเรื่องจำนวนและมูลค่าการใช้จ่ายที่แม้ว่ายังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป แต่ก็มีอัตราที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เคยเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจปีที่แล้วที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาดีขึ้น ได้แก่ รายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนที่หายไปในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วจนถึงไตรมาส 1 ปีนี้ รวมแล้วประมาณ 0.8% ของจีดีพี ซึ่งตอนนี้งบฯผ่านแล้วก็จะมีเงินก้อนนี้กลับเข้ามาในระบบ รวมทั้งยังมีเรื่องสินค้าคงคลังในปีที่แล้วที่อยู่ในระดับสูงมาก ปีนี้คาดว่าจะไม่สูงเท่าปีที่แล้ว และอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจคือ การส่งออกที่จะกลับมาเป็นบวกหลังจากที่ติดลบในปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเสี่ยงคือเศรษฐกิจจีนที่ในช่วงหลังมีกำลังการผลิตมากขึ้น ขณะที่อุปสงค์ในประเทศไม่ได้เติบโต สิ่งที่จีนทำคือส่งออกสินค้าที่ผลิตเกินความต้องการในประเทศ ซึ่งผลกระทบไม่ใช่แค่ไม่นำเข้าสินเข้าจากไทย แต่จีนยังส่งออกไปยังประเทศที่ไทยก็ส่งออกด้วยเช่นกัน

“สาเหตุที่ทำให้มองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ช้า เนื่องจากไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างค่อนข้างมากที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยไทยผลิตสินค้าที่ไม่ได้เป็นที่ต้องการมากนัก ดังนั้น การได้รับอานิสงส์จากการค้าโลกจึงไม่ได้แรง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มฟื้น คนที่ได้รับอานิสงส์คือกลุ่มที่ทันสมัยกว่าเรา เช่น เกาหลีใต้ ส่วนไทยที่ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟไม่ได้รับอานิสงส์เท่าที่ควร”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด (10 เม.ย.2567) ที่คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% มองว่า ยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่และที่ประเมินไปข้างหน้า ซึ่งได้พิจารณาภายใต้ 3 เรื่องคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงิน ซึ่งเรื่องอัตราการเติบโตที่ผ่านมาอ่อนตัวกว่าที่คาด แต่มองต่อไปในระยะข้างหน้าก็ยังคาดว่าจะกลับเข้ามาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับศักยภาพของเศรษฐกิจที่เติบโตได้ 3%

ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่วนสำคัญเรื่องหนึ่งมาจากนโยบายของภาครัฐ คาดว่าจะเห็นเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกในช่วงเดือน พ.ค. 2567 และจะบวกไปต่อเนื่องแล้วค่อยๆ กลับเข้ามาอยู่ในกรอบภายในสิ้นปีนี้

“กรณีที่มีการกล่าวถึงภาวะ “เงินฝืด” คงไม่เกิดขึ้น เงินเฟ้อติดลบไม่ได้หมายความว่าเงินฝืด เงินฝืดคือภาวะที่การบริโภคไม่โต ราคาสินค้าในวงกว้างลดลง ค่าแรงไม่เพิ่ม ซึ่งบ้านเราไม่เห็นแบบนั้น ถ้าดูตะกร้าสินค้าการบริโภค พบว่า ราคาคงที่หรือเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดในวงกว้าง ค่าแรงก็ยังเพิ่ม การบริโภคก็ยังโตต่อเนื่อง เงินฝืดจะเกิดสไตล์ญี่ปุ่นที่เงินเฟ้อติดลบนานและคนคาดการณ์ว่าจะติดลบต่อเนื่อง ทำให้คนลดการบริโภคเพราะคิดว่าราคาสินค้าจะลดลงเรื่อยๆ แต่ที่ไทยไม่เห็นแบบนั้น”

ส่วนการขึ้นค่าแรง 400 บาท จะมีผลต่อเงินเฟ้อหรือไม่นั้น ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับไทยการขึ้นค่าแรงในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีผลต่อเงินเฟ้อมากนัก จึงคิดว่าไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อสูงมากและไม่ทำให้หลุดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ

“ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงมองว่าดอกเบี้ยในปัจจุบันเหมาะสม ทั้งในเรื่องของการเติบโต เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงิน แต่ทั้งนี้ หากข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจออกมาในรูปแบบที่สะท้อนว่าสิ่งที่มองไว้เปลี่ยนไป เช่น เศรษฐกิจไม่ฟื้นอย่างที่คาด ก็พร้อมที่จะปรับนโยบาย”

โดยสิ่งที่ ธปท.ต้องการจะเน้นคือ Outlook Dependent คือการพิจารณาตัดสินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการประเมินความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยไม่ได้ขึ้นกับข้อมูลล่าสุดอย่างเดียว เพราะข้อมูลล่าสุดมีโอกาสผันผวนจากปัจจัยชั่วคราว หรือปัจจัยเฉพาะในเดือนนั้นๆ

ทั้งนี้ หากต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นลงทุกครั้งที่เงินเฟ้อออกนอกกรอบเป้าหมาย จะเป็นการเพิ่มความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น ยิ่งตอนนี้ความไม่แน่นอนในตาดการเงินโลกมีสูงมาก จึงไม่ต้องการให้นโยบายการเงินไปซ้ำเติมความไม่แน่นอนเหล่านี้ และต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง

 “เงินบาท” เริ่มไม่ใช่ Safe Haven
สัญญาณสะท้อนเสถียรภาพ

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวถึงทิศทางค่าเงินว่า เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพราะตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกาออกมาแข็งแรงกว่าที่คาด และเงินเฟ้อที่ไม่ปรับลดลงมากนัก 2 ปัจจัยนี้ทำให้สหรัฐฯปรับโทนในการสื่อสารจากเดิมที่จะลดดอกเบี้ย ตอนนี้ตลาดมองว่ามีโอกาสจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งการตัดสินใจเรื่องนโยบายการเงินต้องนิ่งระดับหนึ่งเพราะมีความไม่แน่นอนสูงมาก

ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนั้น ธปท.ไม่ได้มีระดับค่าเงินบาทที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่ง ธปท.ไม่ต้องการเห็นค่าเงินมีการปรับเปลี่ยนเร็วเกินไป เพราะผู้ประกอบการไทยมีการป้องกันความเสี่ยงน้อย โดยในปี 2567 เงินบาทอ่อนค่าไปประมาณ 8% และอ่อนค่าที่สุดในภูมิภาคยกเว้นญี่ปุ่น (ณ 25 เมษายน 2567)

นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทเริ่มแตกต่างจากเดิม จากที่เคยเกาะกลุ่มค่าเงินสกุลอื่นในอาเซียน แต่ขณะนี้เริ่มเห็นชัดว่าหลุดจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีความผันผวนใกล้เคียงกับญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งเป็นสกุลที่มีความผันผวนสูง

“แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่ากว่าเพื่อนบ้านและผันผวนสูงขึ้น สะท้อนว่าความเป็น Safe Haven ของไทยลดลงมาจากในอดีต สมัยก่อนค่าเงินบาทถูกมองว่าเป็น Safe Haven เพราะจะเห็นว่าเมื่อเงินสกุลอื่นอ่อนค่า เงินบาทจะอ่อนน้อยกว่า แต่พอค่าเงินแข็ง เงินบาทก็แข็งค่ากว่าเงินสกุลอื่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ตอนนี้เงินบาทอ่อนค่าเร็วนำเพื่อนบ้านไปแล้ว”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวด้วยว่า จากทิศทางนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าไทยต้องให้ความสำคัญเรื่องเสถียรภาพมากขึ้น เพราะเสถียรภาพหลายอย่างของไทยไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม โดยเสถียรภาพการเงินจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวของค่าเงิน อีกฝั่งคือเสถียรภาพด้านการคลังที่มีความกังวลมากขึ้น ล่าสุดที่มีประชุม IMF- World Bank เริ่มให้ความสำคัญเรื่องเสถียรภาพที่เข้มข้นขึ้นทั้งฝั่งการเงินและการคลัง หลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติจากการแพร่ะระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นเรื่องที่ชะล่าใจไม่ได้

“เสถียรภาพถ้าไปแล้วไปเร็ว ของไทยยังไม่ได้ส่ออาการอย่างชัดเจน ตอนนี้ตัวเลขดอกเบี้ยการกู้ยืม 10 ปีของไทยอยู่ที่ 2.7% เทียบกับดอกเบี้ยที่สูงกว่าของเพื่อนบ้าน ในขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของเราไม่ได้ต่ำกว่าเขา ก็ต้องระวัง เพราะถ้าไปกระทบกับความเชื่อมั่น การจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็จะถูกปรับลด ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้น ภาระก็เพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ดี การที่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าไทยมีสภาพคล่องสูง มีนักลงทุนที่ยังต้องการถือพันธบัตรของไทย แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจเพราะนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันสามารถที่จะไปลงทุนต่างประเทศได้ง่ายและมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้รับผลตอบแทนดีกว่า

ส่วนเรื่องการให้ใบอนุญาต Virtual Bank ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ยังเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยให้เวลายื่นใบสมัคร 6 เดือน และปิดรับสมัครในวันที่ 19 กันยายน 2567 หลังจากนั้นธปท.และกระทรวงการคลังจะใช้เวลาพิจารณา 9 เดือน สาเหตุที่ใช้เวลานานเพราะมีเรื่องระบบที่ต้องพิจารณาว่ามีความสามารถจริงไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวม

“Virtual Bank ตามโจทย์ของ ธปท. คือต้องการให้รายย่อยและ SME เข้าถึงบริการทางการเงินได้ แต่ในความเป็นจริงจากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด มีองค์ประกอบสำคัญที่ช่วงหลังพูดกันมากคือ Open Data ซึ่งจะช่วยให้ใช้ประโยชน์จาก Virtual Bank ได้เต็มที่และทำให้เกิดการแข่งขันได้จริง ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น”

 ผลักดันแนวทางลดหนี้
เน้นเครื่องมือ “ค้ำประกัน”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ปัญหาหนี้อยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยมายาวนาน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศมีหนี้สูงก็คืออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานาน และส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Clean Loan) การแก้หนี้จึงทำได้ยากกว่าและใช้เวลานาน แม้จะมีมาตรการของธนาคารรัฐที่สามารถช่วยลูกหนี้ได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากลูกหนี้แต่ละรายมียอดหนี้เพียงไม่เกิน 10,000 บาท โดยอาศัยงบประมาณรัฐที่ได้มีการจัดสรรไว้แล้ว แต่การแก้หนี้ในรูปแบบดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้นที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งไม่ควรทำในลักษณะหว่านแหและทำบ่อยครั้ง เพราะต้องระวังผลข้างเคียงต่อวินัยทางการเงินของประชาชน (Moral Hazard)

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ธปท.ต้องการให้มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ หรือ Debt Deleveraging ที่เหมาะสม ซึ่งการจะทำให้ Debt Deleveraging ลดลงอย่างได้ผล วิธีที่ดีที่สุดคือการเพิ่มรายได้ ซึ่งการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็เป็นสัญญาณที่ดีที่จะเห็น Debt Deleveraging ลดลง แต่อีกขาหนึ่งก็คือ ต้องไม่ก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้น เพราะหากรายได้เติบโตแต่ยังก่อหนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า การลดหนี้ก็จะไม่เกิดผล

“ธปท.จึงไม่อยากให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เอื้อให้หนี้เติบโตเร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูเรื่องการรักษาสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่ทำให้กระบวนการปล่อยสินเชื่อเข้มจนเกินไป ซึ่งในภาพรวมสินเชื่อยังเติบโตอยู่ทั้งสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อขนาดใหญ่ แต่สินเชื่อ SME เริ่มหดตัว หลังจากมาตการที่ใส่เข้ามาในช่วงโควิด-19 หมดไป”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า สิ่งที่ธปท.เป็นห่วงคือความสามารถของ SME ในการเข้าถึงสินเชื่อ เพราะปัญหาเรื่องความเสี่ยงของ SME ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดจึงต้องทำให้ความเสี่ยงลดลงด้วยกลไกของการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่ง ธปท.เห็นว่า เป็นองค์ประกอบที่จำเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพิงเฉพาะงบประมาณจากภาครัฐ ซึ่งอาจจัดตั้งเป็นรูปแบบบริษัทเพื่อมาทำหน้าที่ค้ำประกัน หรือขยายบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มขึ้น เพื่อให้มีส่วนช่วยและเป็นหัวใจสำคัญให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

“เรื่องค้ำประกันสินเชื่อธปท.ได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ส่งรายงานไปที่กระทรวงการคลังตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน โดยรูปแบบคือมีเอกชนเข้ามาร่วมด้วย แต่ทุกอย่างจะเป็นเชิงพาณิชย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีงบฯ จากภาครัฐมาสนับสนุน แต่ให้ดำเนินการแบบเอกชน หรือจะทำให้ บสย.มีความยืดหยุ่นมากขึ้นก็ได้ ในต่างประเทศมีรูปแบบให้ศึกษา เช่นในเกาหลีใต้เรียกองค์กรลักษณะนี้ว่า KOREA CREDIT GUARANTEE FUND หรือ KODIT ซึ่งทำในวงกว้างทั้งสินเชื่อรายย่อยและรายใหญ่”


ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2567 ฉบับที่ 505 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/