อิหร่าน-อิสราเอล ตึงเครียด ส่งผลอย่างไรต่อ “เอเชีย”

933

การค้าระหว่างไทยและอิหร่าน ในปี 2566 อิหร่าน อยู่ในอันดับที่ 95 ในฐานะคู่ค้าของไทยและอันดับที่ 12 ในตะวันออกกลาง และมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 142.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 28.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 127.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“อิหร่าน” เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงในการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ ทำให้หลายประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบหันมาให้ความสนใจกับอิหร่านมากขึ้น หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และชาติมหาอำนาจทางฝั่งตะวันตกดำเนินการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

แต่ประเทศต่างๆ ที่มองว่าอิหร่านเป็นทางออกอาจต้องเผชิญกับทางตัน หลังจากเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลโดยตรงเป็นครั้งแรกบนดินแดนของอิสราเอล ด้วยการใช้โดรนทิ้งระเบิดและยิงขีปนาวุธ ซึ่งการโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีสถานกงสุลของอิหร่านในซีเรีย เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ความวุ่นวายครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่จะทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งขยายวงกว้างขึ้น

ผลที่ตามมาจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศ สหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรออกมาประณามความเคลื่อนไหวของอิหร่านทันที อีกทั้งบรรดาประเทศในแถบเอเชีย-แปซิฟิก ต่างออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้น หันหน้าใช้การเจรจาทางการทูต เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง

ฝุ่นตลบรอบใหม่ในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ทั่วโลกหวาดหวั่นว่าอาจทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ และแน่นอนว่าชาติตะวันตกต้องออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงมีการตั้งคำถามว่าความขัดแย้งจะส่งผลกับใครบ้างและอิหร่านจะรอดจากการคว่ำบาตรได้อย่างไร

ส่องนโยบายต่างประเทศของ “อิหร่าน”

หลังการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 อิหร่านมุ่งสร้างนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความขัดแย้งกับฝั่งตะวันตกมีมากขึ้น ทำให้หลักการ “การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” หรือการไม่เลือกข้างฝั่งตะวันตกหรือตะวันออก อาจจะไม่ใช่นโยบายต่างประเทศของอิหร่านอีกต่อไป เพราะดูเหมือนว่าอิหร่านจะพยายามสร้างกลุ่มที่จะเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจทางฝั่งตะวันออก

นโยบาย “Look East” ของอิหร่านนับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยมุ่งส่งเสริมด้านการเมืองและเศรษฐกิจให้เข้มแข็งขึ้นและเชื่อมโยงกับ “เอเชีย” ซึ่งถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซ แหล่งการลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายการขยายเครือข่ายพันธมิตรและลดความอ่อนแอต่ออิทธิพลของมหาอำนาจฝั่งตะวันตก อีกทั้งนโยบาย “Look East” ถูกคิดขึ้นมาเพื่อบรรเทาวิกฤติโครงการนิวเคลียร์ซึ่งถูกชาติตะวันตกกดดันอย่างหนักด้วยการคว่ำบาตร อิหร่านจึงหันหน้าพึ่งพาฝั่งตะวันออกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอิหร่านจะได้รับประโยชน์จากการมุ่งเน้นไปทางประเทศฝั่งตะวันออกมากขึ้น แต่อิหร่านก็มีข้อจำกัดในเรื่องนโยบายต่างประเทศเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านที่สามารถสร้างความสมดุลได้ระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออก

ความขัดแย้งสร้างแรงกระเพื่อมสู่ “เอเชีย”

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลนั้น หากทวีความรุนแรงขึ้นก็จะส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างแน่นอน แต่เมื่อโฟกัสไปที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตามนโยบาย “Look East” แต่ละประเทศอาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งแตกต่างกัน

ประเทศแรกที่ไม่อาจมองข้าม คือ อินเดีย โดยอินเดียกำลังจับตามองสถานการณ์อันวุ่นวายนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลกระทบสูงซึ่งหากแนวโน้มของความขัดแย้งแผ่ขยายใหญ่ขึ้นมากก็อาจจะทำให้อินเดียต้องตัดสินใจกระทำการบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของการค้าและพลังงานที่อินเดียให้ความสำคัญเป็นอย่างแรกซึ่งหากความขัดแย้งเลวร้ายลงก็จะส่งผลกระทบต่อพลเมืองของอินเดียและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

อินเดียซึ่งเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกและมีประชากรอยู่ราว 1,400 ล้านคน ได้นำเข้าน้ำมันกว่า 80% จากประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ และเนื่องด้วยการสำรองน้ำมันในระดับต่ำที่เพียงพอใช้ประมาณ 1-3 เดือน ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมากและเร่งด่วน

เหล่านักวิเคราะห์มองว่าประโยชน์ของอินเดียหลายด้านกำลังอยู่บนความเสี่ยงถ้าหากว่าความขัดแย้งดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งความไม่มั่นคงในทะเลแดงก็สร้างความกังวลเช่นกัน โดยล่าสุดมีเรือขนสินค้าที่มีลูกเรือเป็นชาวอินเดียถูกจู่โจมโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซก็ยิ่งเน้นย้ำผลกระทบที่มีต่อประโยชน์ของอินเดีย

อย่างไรก็ดี ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดีย-อิสราเอลทั้งด้านการทหาร เกษตรกรรมและเทคโนโลยีมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยการเยือนอิสราเอลของนายโมดี ในปี 2560 ซึ่งนับว่าเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นผู้นำอินเดียคนแรกที่เดินทางเยือนอิสราเอล กรุยทางให้การค้าระหว่าง 2 ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว เกือบ 2 เท่า จาก 5,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2561-2562 สู่ 10,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2565-2566 ขณะที่ การค้าระหว่างอินเดีย-อิหร่าน ลดลงในทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์น้อยลงกว่าในช่วงที่อิหร่านเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ให้กับอินเดีย

อีกหนึ่งประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งกับอิหร่าน คือ “จีน” โดยจีนเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านมานานกว่า 10 ปี โดยเฉพะอย่างยิ่งการค้าน้ำมัน ในช่วงปี 2563-2566 บริษัทจีนนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านมากกว่า 3 เท่า ทำให้ยอดขายสูงที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไม่คงเส้นคงวานัก โดยปีที่แล้วการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านกว่า 90% ถูกส่งไปยังจีน แต่จีนไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านเพียงเจ้าเดียว โดยน้ำมันดิบของอิหร่านคิดเป็นเพียง 10% ของน้ำมันดิบที่จีนนำเข้ามาในประเทศทั้งหมด

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศุลกากรของจีนระบุว่ามูลค่าการค้าระหว่างอิหร่านและจีนใน 2 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ที่ราว 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว โดยจีนส่งออกสินค้ามูลค่าราว 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยังอิหร่าน และนำเข้าสินค้ามูลค่าราว 829 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเพิ่มขึ้น 45% และ 20% ตามลำดับ

จีนถือว่าเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญของอิหร่านที่ยังคงรักษาการค้าระหว่างอิหร่านมาตลอดแม้ว่าอิหร่านจะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อย่างหนัก

นอกจากอินเดียและจีนแล้ว ประเทศที่เป็นสมาชิกของ “อาเซียน” ก็มีความสัมพันธ์อันดีทางการค้ากับอิหร่าน โดยในปี 2565 มูลค่าการส่งออกของอิหร่านมายังอาเซียนแตะ 2,371 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับที่หนึ่ง คือ “อินโดนีเซีย” และตามมาด้วย “ไทย”

สำหรับการค้าระหว่างไทยและอิหร่าน ในปี 2566 อิหร่านอยู่ในอันดับที่ 95 ในฐานะคู่ค้าของไทยและอันดับที่ 12 ในตะวันออกกลาง และมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 142.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 28.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 127.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออกของไทยไปอิหร่านคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.05% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยสินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกในปี 2566ได้แก่ ผลไม้กระป๋อง และแปรรูป, ยางพารา, รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, ตาข่ายจับปลา, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล, เคมีภัณฑ์, เครื่องดื่ม และหม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าสำคัญ 10 อันดับแรกในปี 2566 ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป, ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้, เคมีภัณฑ์, เชื้อเพลิงอื่นๆ, พืชสำหรับทำพันธุ์, นมและผลิตภัณฑ์นม, ผลิตภัณฑ์โลหะ, ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ, ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

ทั้งนี้ จากเหตุความขัดแย้งล่าสุดนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรใหม่ที่มากขึ้น คาดว่าอิหร่านจะเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ (Resistance Economy) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนและปกป้องอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศให้มีความแข็งแกร่งสามารถรองรับมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นของสหรัฐฯได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้มีมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ กับสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ รวมถึงไทยด้วย โดยสินค้าส่งออกของไทยที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ยางและผลิตภัณฑ์ยาง อาหารสำเร็จรูป อัญมณี และเครื่องประดับ


ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2567 ฉบับที่ 505 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/