เจาะโครงสร้าง ตลาดอาหารฮาลาลโลก วางกลยุทธ์สู่ความสำเร็จธุรกิจไทย

1015

ภายใต้จุดแข็งรอบด้านของไทย ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดและยกระดับอาหารไทยไปสู่ตลาดศักยภาพสูงอย่าง ตลาดอาหารฮาลาล และผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

เมื่อกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งถือเป็นเดือนสำคัญของชาวมุสลิมทั่วโลก เมื่อพูดถึงชาวมุสลิม สิ่งหนึ่งที่หลายท่านมักจะนึกถึงตามมาคือ ตลาดสินค้าและบริการฮาลาลที่กำลังได้รับความนิยมในวงกว้าง ไม่เพียงเฉพาะชาวมุสลิมแต่ยังขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มผู้บริโภคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิม (Non-Muslim) มากขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งตลาดศักยภาพสูงของโลกด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่และเติบโตเร็ว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ YCP Solidiance บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ พบว่า มูลค่าเศรษฐกิจฮาลาลโลกในปี 2568 จะสูงแตะระดับ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมการเงินอิสลาม) เพิ่มขึ้นจาก 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 โดยตลาดฮาลาลครอบคลุมสินค้าและบริการในหลายสาขา เช่น อาหาร แฟชั่น ยา เครื่องสำอาง และท่องเที่ยว เป็นต้น

โดยกลุ่มอาหารมีสัดส่วนถึง 61% ของตลาดฮาลาลทั้งหมด เมื่อประกอบกับ Core Competency ของประเทศไทยที่โดดเด่นด้านอาหารจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก และถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน Soft Power อันทรงพลังที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ ตลอดจนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้ามา ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่นิยมเข้ามาเที่ยวในไทยจำนวนมาก

จากข้อมูลของ Global Muslim Travel Index 2022 ระบุว่า ไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวมุสลิมทั่วโลกอันดับที่ 3 ของกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation : OIC) รองจากสิงคโปร์และไต้หวัน ดังนั้น ภายใต้จุดแข็งรอบด้านของไทย นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการไทยจะต่อยอดและยกระดับอาหารไทยไปสู่ตลาดศักยภาพสูงอย่างอาหารฮาลาลและผลักดันให้เป็น New Engine of Growth เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

มุสลิมจะเพิ่มเป็น 1 ใน 3 ของโลก
หนุนความต้องการอาหารฮาลาล

ปัจจุบันทั่วโลกมีชาวมุสลิมราว 2 พันล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก โดยประเทศที่มีชาวมุสลิม มากที่สุด ได้แก่ ปากีสถานราว 240 ล้านคน อินโดนีเซีย 236 ล้านคน และอินเดีย 200 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น Pew Research Center บริษัทวิจัยของสหรัฐฯ คาดว่า ชาวมุสลิมจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะระดับ 2.2 พันล้านคนในปี 2573 และ 2.8 พันล้านคนในปี 2593 จนทำให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก

นอกจากนี้ จำนวนผู้บริโภคที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมซึ่งนิยมรับประทานอาหารฮาลาลก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพ ความสะอาด และความปลอดภัยต่อสุขภาพ ภายใต้แรงสนับสนุนดังกล่าวทำให้ตลาดอาหารฮาลาลโลกเติบโตต่อเนื่อง โดย DinarStandard บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจของสหรัฐฯ ประเมินมูลค่า ตลาดอาหารฮาลาลโลก ในปี 2565 อยู่ที่ราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 20% ของมูลค่าตลาดอาหารโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2570 ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6.1% (CAGR)

โดยหากนับเฉพาะกลุ่ม OIC อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุด (วัดตามมูลค่าการบริโภค) รองลงมาคือ อียิปต์ และบังกลาเทศ นอกจากนี้ ในมิติของการลงทุน พบว่า ในปี 2565 การลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของกลุ่ม OIC มีมูลค่าราว 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และบังกลาเทศ

Top 3 ตลาดอาหารฮาลาลโลก
ผู้ส่งออกเป็นประเทศ Non-Muslim

ความน่าสนใจของตลาดอาหารฮาลาลไม่เพียงเป็นตลาดที่ใหญ่ แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่ม OIC ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกชาติมุสลิมถึง 57 ประเทศ ในปี 2565 สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศด้านอาหารของกลุ่ม OIC อยู่ในภาวะนำเข้าสุทธิ โดยมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่านำเข้าสูงถึง 265 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่าการส่งออกถึง 47%)

ยิ่งไปกว่านั้น การนำเข้ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย DinarStandard ประเมินว่า จากปัจจุบันถึงปี 2570 กลุ่ม OIC จะนำเข้าอาหารฮาลาลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.8% จนแตะระดับ 368 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่ามูลค่าส่งออกอาหารโดยรวมของไทยในปัจจุบันถึง 8 เท่า) ประเทศที่ส่งออกอาหารฮาลาลไปกลุ่ม OIC มากที่สุด ได้แก่ บราซิล มีมูลค่าส่งออก 27.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญ คือ เนื้อไก่ เนื้อวัว น้ำตาล รองลงมาคือ อินเดีย มีมูลค่าส่งออก 24.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นข้าว คิดเป็นสัดส่วนถึง 55% ของมูลค่านำเข้าข้าวทั้งหมดของกลุ่ม OIC และ สหรัฐฯ มีมูลค่าส่งออก 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นถั่วเหลือง

จะเห็นได้ว่า Top 3 ประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลไปกลุ่ม OIC สูงสุดไม่ได้เป็นประเทศมุสลิม แต่เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก สะท้อนว่า ตลาดอาหารฮาลาลค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ได้จำกัดว่าต้องนำเข้าจากประเทศมุสลิมเท่านั้น

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาประเทศในกลุ่ม OIC พบว่า ประเทศผู้นำเข้าอาหารฮาลาลสำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย มีมูลค่านำเข้า 25.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ข้าวสาลีและเมสลิน รองลงมาเป็น มาเลเซีย มีมูลค่านำเข้า 22.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัว (คิดเป็น 75% ของการบริโภคเนื้อวัวทั้งหมดของมาเลเซีย) และเมล็ดโกโก้ และ ตุรกี มีมูลค่านำเข้า 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นข้าวสาลีและเมสลิน

ทั้งนี้ หากพิจารณาในมิติของสินค้านำเข้าสำคัญ พบว่า นอกเหนือจากข้าวและเนื้อวัว กลุ่ม OIC ยังนำเข้าสินค้าอื่นๆ เช่น น้ำมันปาล์ม เนื้อไก่สด/แช่แข็ง ข้าวโพด น้ำตาล ถั่วเหลือง นมและครีม เป็นต้น

นอกจากกลุ่มประเทศ OIC ยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมที่นำเข้าอาหารฮาลาลเป็นจำนวนมาก ได้แก่ สหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากบราซิลและอินเดียเป็นหลักในสินค้ากลุ่มเนื้อวัวแปรรูป เช่น Corn Beef, Shredded Beef และเนื้อไก่ ปัจจุบันในสหรัฐฯ มีผู้บริโภคอาหารฮาลาลไม่ต่ำกว่า 8 ล้านราย

รวมถึง ยุโรป ก็เป็นอีกภูมิภาคที่มีการบริโภคอาหารฮาลาลสูง โดยเฉพาะฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลี ซึ่งการเติบโตของการนำเข้าอาหารฮาลาลของทั้งสหรัฐฯ และยุโรป ไม่เพียงมาจากจำนวนชาวมุสลิมที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมาจากเทรนด์การบริโภคอาหารฮาลาลของกลุ่ม Non-Muslim ที่เชื่อมั่นในมาตรฐานและความสะอาด

กลยุทธ์เจาะตลาดสำคัญ
ต่อยอด Soft Power อาหาร

สำหรับไทยปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกอาหารฮาลาลอันดับที่ 3 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยตลาดส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิรัก UAE และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ น้ำตาลทราย ข้าว เนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง

ท่ามกลางแนวโน้ม ตลาดอาหารฮาลาลโลก ที่นับวันจะทวีการเติบโตตามทิศทางการเพิ่มขึ้นของชาวมุสลิม ประกอบกับโอกาสที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการอาหารฮาลาลของกลุ่ม Non-Muslim ตลาดอาหารฮาลาลจึงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาด ซึ่งตลาดอาหารฮาลาลโลกไม่ได้จำกัดการนำเข้าจากเฉพาะประเทศผู้ส่งออกที่เป็นมุสลิม แต่ประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมก็สามารถส่งออกและได้รับการยอมรับเช่นกัน โดยต้องมีคุณภาพและถูกต้องตามมาตรฐานฮาลาลระดับสากล ทั้งนี้ กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารฮาลาล แบ่งได้ 2 มิติ ได้แก่

มิติตลาด อาจวางกลยุทธ์เจาะตลาดเป้าหมายสำคัญใน 3 ตลาด ได้แก่

  1. ตลาดกำลังซื้อสูงในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดมุสลิมที่แม้มีประชากรไม่มากเท่ากับภูมิภาคอื่นๆ แต่นับเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกาตาร์ UAE และซาอุดีอาระเบียที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูงถึงราว 33,000-82,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (สูงกว่าไทยถึง 4-11 เท่า) เมื่อประกอบกับกลุ่มประเทศนี้มีภูมิประเทศที่มีข้อจำกัดด้านเกษตรกรรม ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูง ตลอดจนการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย ก็ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แก่ผู้ประกอบการไทย เนื่องจากซาอุดีอาระเบียไม่เพียงมีกำลังซื้อสูง แต่ยังเป็น Hub ในการกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
  2. ตลาดเพื่อนบ้านมุสลิม ทั้งในอาเซียน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน) ซึ่งกลุ่มนี้มีความคุ้นเคยและรู้จักอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้การขยายตลาดสินค้าอาหารฮาลาลของไทยเข้าไปทำได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนบ้านระยะไกลของไทย ทั้งจีนและอินเดีย ที่ปัจจุบันมีชาวมุสลิมไม่น้อยกว่า 18 ล้านคน และ 200 ล้านคน ตามลำดับ
  3. ตลาด Non-Muslim ที่ให้ความสำคัญกับสุขอนามัย เช่น สหรัฐฯ ยุโรป นับเป็นตลาดที่กำลังมาแรง แม้ประชากรส่วนใหญ่จะไม่ใช่มุสลิม แต่ให้ความสำคัญกับความสะอาดและคุณภาพสินค้า อาหารที่ได้รับเครื่องหมายฮาลาล จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่น สหราชอาณาจักรมีความต้องการบริโภคเนื้อไก่ฮาลาลถึง 20% ของความต้องการ

มิติสินค้า ผู้ประกอบการไทยซึ่งมีแต้มต่อจากจุดแข็งของอาหารไทยที่มีชื่อเสียงในวงกว้างอยู่แล้ว สามารถพัฒนาต่อยอดสู่อาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เน้นส่งออกเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกยักษ์ใหญ่ที่มักส่งออกกลุ่มอาหารขั้นต้น โดยผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดจาก Soft Power ของอาหารไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดีจากการท่องเที่ยวและภาพยนตร์ เช่น ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ แกงมัสมั่น ผัดไทย เป็นต้น

ตลอดจนมาต่อยอดสู่อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงเครื่องปรุงและเครื่องแกงรสชาติอาหารไทยที่ได้มาตรฐานฮาลาล เพื่อสร้างโอกาสที่จะเข้าไปขยายตลาดรองรับความต้องการที่จะเติบโตอีกมาก หนึ่งในหัวใจสำคัญของการส่งออกอาหารฮาลาล คือ มาตรฐานการผลิตที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผู้ประกอบการไทยควรขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้กระบวนการผลิต ทั้ง Supply Chain ถูกต้องตามหลักศาสนา รวมถึงควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบ Track and Trace ตลอด Ecosystem ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นแก่อาหารไทยบนเวทีตลาดอา


ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2567 ฉบับที่ 505 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/