คว้าโอกาสลงทุนหุ้นจีน ติดปีกพอร์ตเติบโตหลังวิกฤติ

เรามาดูสถานการณ์ใหญ่ๆ ของโลกที่เกิดขึ้นในปีนี้ กระทบต่อตลาดการลงทุนอย่างไรบ้าง คุณได้พลาดโอกาสอะไรกันไปบ้างมั้ยหรือคุณได้คว้าโอกาสไว้ได้ทันครับ

วัดพลังตลาดสู้กลับมรสุม 3 ลูก “ดอกเบี้ยเฟด-สงคราม-อสังหาฯ จีน”

เรื่องใหญ่ที่สุดของโลกเวลานี้ก็คือ นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ล่าสุดออกมาพลิกความคาดหวังอย่างมาก เมื่อผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ล่าสุด (วันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2567) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% เป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2544

Fed ได้ส่งสัญญาณใหม่ว่า Keep Rates High for Longer หรือคงดอกเบี้ยสูงไปอีกระยะยาวนานขึ้นจนกว่าจะมั่นใจว่า จะเห็นแนวโน้มเงินเฟ้อจะลงมาเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2%ได้

ผลประชุม Fed รอบล่าสุดนี้ ตลาดเก็งกันว่า Fed อาจจะลดดอกเบี้ยแค่รอบเดียวเท่านั้น หรืออาจจะไม่ลดแล้ว นั่นคือ อาจจะดอกเบี้ยสูงแบบนี้ ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งจะถึงเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าครับ ต่างจากก่อนหน้านี้ ที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า ปีนี้มีโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย และตอนแรกปีนี้ก็เก็งไว้ว่าจะลดดอกเบี้ยประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวมๆ ก็ลดลงราว 0.75% ดอกเบี้ยก็น่าจะลงมาอยู่ที่ราว 4.50%-4.75%

ซึ่งผมมองว่ากรณีเลวร้ายที่สุดคือ Fed อาจจะไม่ลดดอกเบี้ยก็ได้ หรืออาจจะ ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ อีกสัก 1 ครั้ง ถ้าสงครามตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป หรือมีปัญหาอะไรขึ้นมาอีก แต่ก็คงไม่ได้ขึ้นเหมือนวัฎจักรขาขึ้น 11 ครั้งต่อเนื่องเหมือนที่ผ่านมา

แต่ภาพของตลาดหุ้นอเมริกาตอนนี้ เชื่อมั้ยครับว่า คนไม่ได้กลัวเหมือนตอนประกาศขึ้นดอกเบี้ยแรกๆ เหมือน 2 ปีก่อนแล้ว แม้ตอนนี้ Fed บอกจะเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปไม่มีกำหนดก็ตาม

โดยปกติ ตลาดหุ้นจะผันผวนที่สุดเมื่อมีความไม่แน่นอน แม้เวลานี้ต่อให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะยังต้องจับตาดูอยู่ แต่ก็น่าจะอยู่ในระดับ 5% กว่าๆ ไปอีกสักพัก นักลงทุนสามารถเอาตัวเลขนี้ไปช่วยในการตัดสินใจคัดเลือกหุ้นได้ ว่าหุ้นไหนจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ แต่ก็ต้องพิจารณาความถูกแพงของหุ้นนั้นควบคู่ไปด้วย

เราจะเห็นได้ว่า ถ้า Fed ไม่ลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นอาจจะร่วงไปพักหนึ่ง แล้วมันก็เด้งกลับขึ้นมา ซึ่งหลายๆ ตัวยังเติบโต และราคาขึ้นได้อยู่

อย่างไรก็ตาม ถ้า Fed ยังไม่ลดดอกเบี้ย ก็คิดว่าจะกดดันตลาดหุ้นทั้งโลกอยู่ดี และทำให้ขึ้นยากขึ้น ถ้าเป็นหุ้นที่ไม่ได้ราคาถูกจริงๆนะครับ

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะเลือกซื้อหุ้น ต้องเป็นหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำๆ มาก หรือต่ำกว่า 10 เท่า ถึงจะน่าลงทุนมากๆ แต่ถ้าค่า P/E 15-20 เท่า มันก็เริ่มเสี่ยงแล้วครับ

สถานการณ์สำคัญอีกเรื่องเกิดเมื่อเดือนที่แล้ว ก็คือสงครามในตะวันออกกลาง ที่รุนแรงขึ้นมาอีกครั้งในเดือนเมษายน  จริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงสงคราม ก็เป็นสิ่งที่มีมาอยู่เรื่อยๆ และถ้าคุณดูตลาดหุ้นในช่วงสงครามที่ผ่านๆ มา สุดท้ายตลาดหุ้นก็จะกลับมาครับ

อย่างไรก็ตาม สงครามที่เห็นในตอนนี้ ก็แทบจะไม่มีผลกระทบเป็นวงกว้างเท่าไหร่ ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ลุกลามใหญ่โตกว่านี้ จนทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากๆ และลามไปกระทบเงินเฟ้อขึ้นให้สูงอีก

เทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อ 2 ปีก่อนที่มีผลกระทบต่อโลก เพราะว่ามีเรื่องเงินเฟ้อเข้ามาด้วย สงครามของคู่นี้ยิ่งทำให้ราคาพลังงานมันสูงขึ้น เงินเฟ้อมันก็ยิ่งสูง แต่สถานการณ์ในเวลานี้ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ

คุณปู่ Warren Buffett เคยบอกไว้ว่า “เวลาเกิดสงคราม สิ่งที่น่าลงทุนที่สุด ไม่ใช่ทองคำ แต่คือหุ้นธุรกิจดี ที่ราคาร่วงลง” เป็นคำพูดที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยเลย

เพราะฉะนั้นการลงทุนระยะยาวควรดูว่า ธุรกิจของคุณรายได้และกำไรยังเติบโตหรือไม่ ถ้ามันยังโต แล้วราคามันร่วงสวนทางมา มันก็เป็นโอกาสการลงทุนที่ดีมากๆ

เรื่องสุดท้ายที่โลกยังติดตามกันอยู่ คือ วิกฤติอสังหาริมทรัพย์จีน ถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างและจะเข้าลงทุนได้หรือยัง หากจำกันได้ ผมเคย Live ไปเมื่อต้นปีนี้บอกว่า เรามองเห็นจุดเริ่มต้นของจุดสิ้นสุดของวิกฤติฯแล้ว

นั่นก็คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ ‘China Evergrande’ ถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าต้นตอปัญหามันจบแล้ว ผู้คนและธุรกิจก็เริ่มปรับตัวได้อาจมีการชะลอตัวบ้างในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเติบโตได้ดี และทำผลงานได้ดีมาก

ภาพรวมในตอนนี้ความเสียหายค่อนข้างจำกัดวงลงมาแล้ว เริ่มเห็นแล้วว่าราคาหุ้นใน sector ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องตกลงมามากๆ แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าใครที่อยากลงทุนจริงๆ ก็แค่หลีกเลี่ยง sector ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เลือกลงทุนใน sector อื่นๆ ที่ธุรกิจมีอนาคตยังเติบโตได้ดี

โดยสรุปสถานการณ์ทั้ง 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่หยิบยกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และวิกฤติอสังหาริมทรัพย์จีน แต่เชื่อมั้ยครับ แม้กดดันตลาดหุ้นก็จริงแต่ไม่ได้มากนักแล้ว

นาทีทอง ‘วิกฤติคือโอกาส’ กล้าลงทุน เลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้อง ราคาถูก

ผมเห็นข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ เวลาที่เกิดวิกฤติขึ้นมาและหลังวิกฤติผ่านไปแล้ว ดัชนีจะพุ่งขึ้นมาแค่ไหนครับ ถ้าดูย้อนหลังผ่านดัชนี MSCI World ในช่วงเวลากว่า 24 ปีที่ผ่านมา ที่มีวิกฤติต่างๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ ตลาดได้รับผลกระทบครับ แต่ก็พบว่า สุดท้าย ดัชนี MSCI World ก็สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้กว่า 4 เท่าเมื่อเทียบช่วงที่ตกต่ำเลยทีเดียวครับ

หรือถ้าคุณย้อนกลับไปดูสงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนี Dow Jones ตั้งแต่ช่วงที่เขาเริ่มรบจนจบสงคราม ดูสถานการณ์ร้ายแรงมาก ดัชนี Dow Jones +24.65% หมายความว่า ช่วงสงครามระยะยาวมันก็บวก เพียงแค่ช่วงแรกๆ ก่อนที่จะมีสงคราม ตลาดหุ้นอาจจะลงเพราะตกใจที่เขาบอก สงครามทำให้หุ้นตกมารอไว้ก่อนเลย แต่เมื่อเริ่มต้นสงคราม ตลาดหุ้นก็เริ่มกลับขึ้นมา

ถ้ามาดูสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 ก็จะเห็นว่าตอนนั้นก็ดูน่ากลัว แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะสามารถทำกำไรได้ ถ้าเรามี Mindset ที่ถูกต้อง ว่า สงครามมันก็คือ Playbook ที่ VI ชอบใช้

แม้แต่เรื่อง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย เมื่อปรับขึ้นบ่อยๆ ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นมา +21.79% และล่าสุดในปี 2565-2567 ดัชนี S&P 500 ขึ้นมาถึง +4.98% ทำให้รู้แล้วว่า มันเริ่มขึ้นแล้วต้องมีจุดจบในการลดดอกเบี้ย นักลงทุนมองไปข้างหน้าเหมือนกันแล้ว คล้ายๆ กับช่วง 2516-2517 ช่วงที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วพอลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นก็วิ่งได้อีกเป็น 10 – 20 ปีเลย

อีกตัวอย่างย้อนไปช่วงเกิด Spanish Flu ตอนนั้นคนตายเยอะมาก ดัชนี Dow Jones อยู่ที่ +19.07% แต่สมัยก่อนคนไม่ค่อยกลัวขนาดนั้นเพราะยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ถ้ามาเทียบกับช่วงที่เกิด Covid-19 ที่สุดท้าย ดัชนีบวกมาแล้ว +54.57%

เพราะฉะนั้นก็กลับมาเรื่องเดิมที่ผมเน้นย้ำกับนักลงทุนตลอดว่า ‘อย่าไปกลัวมาก’ ทุกวิกฤติคือโอกาส จะช้าจะเร็ว สุดท้ายตลาดหุ้นจะกลับมาขึ้น ขอแค่เราเลือกทรัพย์สินการลงทุนที่ถูกต้อง สุดท้ายเราก็จะทำกำไรได้เอง

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน ถ้าเป็นคนที่เข้าใจตลาดหุ้น มองภาพระยะยาวเป็นและเข้าใจเป็นว่า วิกฤติเหล่านี้จะเป็นโอกาสทั้งนั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณมองไม่ออกเลย มันก็อาจจะไม่ใช่โอกาส เพราะถ้าหุ้นตกหมด แล้วคุณไปซื้อหุ้นที่มันแย่ คุณก็ไม่สามารถที่จะสร้างความมั่งคั่งหรือกำไรได้

สำหรับคนที่รู้สึกกดดันมากๆ ที่ติดหล่มวิกฤติ พอร์ตขาดทุน สิ่งที่ควรทำในช่วงวิกฤติอย่างแรก คุณต้องตั้งสติ ผมขอบอกย้ำเลยว่า ตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่มีเหตุผลมีผล คนที่จะทำเงินจากตลาดหุ้นได้ จึงต้องเป็นคนที่มีเหตุผลก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล ตลาดหุ้นที่ผันผวนอยู่เรื่อยๆ มาจากจากอารมณ์ของคน เพราะฉะนั้น คุณต้องไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ และตั้งสติลองดูว่า ณ ตอนนั้นมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทำการบ้านเปรียบเทียบกับอดีตที่มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นหรือเปล่า แล้วการลงทุนแบบไหนดี หุ้นตัวไหนที่ควรจะดีและจะกลับมาได้

ตัวอย่างในช่วง Covid-19 มีการปิดเมือง พบว่า หุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะมีความไม่แน่นอนที่สูง เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงลงทุนกลุ่มพวกนี้ไปก่อน และควรกลับไปดูว่า เมื่อมีการปิดเมืองจะมีหุ้นตัวไหนกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์ เช่น หุ้นที่เกี่ยวกับอาหาร เพราะคนต้องสั่งอาหารเดลิเวอรี่ หุ้นอุปกรณ์ไอที เพราะคนต้อง Work From Home

การทำการบ้านศึกษาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณสามารถเลือกหุ้นได้ถูกต้อง และสามารถทำผลตอบแทนได้ และก็ค่อยๆ ปล่อยให้มันเติบโตไปตามเวลา เพราะการลงทุนมีสิ่งที่เราควบคุมได้และไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้ คือ เราซื้อหุ้นถูก ที่เหลือก็รอเวลา เพราะเมื่อเหตุการณ์ร้ายๆ ผ่านไป มันก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติและสามารถเดินหน้าต่อไปเติบโตได้ดีในระยะยาว

สิ่งที่สองที่ควรทำ คือ อย่า Panic Sell หรือ ตื่นตกใจเทขาย เวลาที่ทำอะไรไม่ได้เลย แนะนำให้คุณอยู่เฉยๆหรือไม่ก็นั่งทับมือตัวเองครับ เพราะมีสถิติสรุปออกมาแล้วว่า คุณไปขายตอนตกใจ ส่วนมากมันจะเป็นราคาที่แทบจะแย่ที่สุด แต่ถ้าคุณสามารถอดทนผ่านช่วงตกใจไปได้ ต่อมาอีกเดือนสองเดือน ราคามันจะดีกว่าช่วงตกใจด้วยซ้ำ

สุดท้ายที่ควรทำ ถ้าใครมีหลักการลงทุนที่แน่ชัด มีทรัพย์สินการลงทุนที่มั่นใจอยู่แล้ว แนะนำการซื้อถัวเฉลี่ย หรือ DCA จะตอบโจทย์ที่สุด พอมีเงินก็ใส่เพิ่มไป เพราะเหมือนได้ของถูก ยิ่งลดราคา ก็ต้องรีบซื้อ

ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่นักลงทุนควรที่จะทำตลอดครับเมื่อมีวิกฤติ ผมเข้าใจนักลงทุนที่ส่วนมากจะวิตกกังวลมากๆครับ แต่ขายตอนนี้ก็ขาดทุนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมั่นใจสินทรัพย์ที่ลงทุนถูกต้องแล้ว คุณก็ควรมองระยะยาวเหมือนที่คุณตัดสินใจลงทุนแต่แรกครับ

ผมมีคำในตลาดหุ้นมาบอก คือ This too shall pass. โลกนี้จะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายมันก็จะผ่านไป แล้วมันก็จะเป็นอดีต เช่น Covid-19 ตอนนั้นมันน่าตกใจมาก แต่พอผ่านมาโลกก็ปกติขึ้น เพราะฉะนั้น ตลาดหุ้นก็เหมือนกัน ทุกอย่างจะผ่านไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราต้องไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เมื่อเราเห็นทุกอย่างมันดูเลวร้าย นักลงทุนหดหู่เกินจริง ตอนนั้นเป็นจังหวะที่เราต้องเฟ้นหาทรัพย์สินที่คุณภาพดีราคาถูกลงทุน

คว้าโอกาสลงทุนหุ้นจีน-ฮ่องกง ก่อนมังกรทะยาน

ถ้าถามว่าในสถานกาณ์กลางปีแบบนี้ จะมีโอกาสการลงทุนสูงสุดอยู่ในตลาดไหนบ้าง?

ผมมองว่า ปัจจุบัน Fed ส่งสัญญาณอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า 5% ไปยาวนานขึ้น เพราะฉะนั้น เราต้องเลือกลงทุนในตลาดหุ้นที่มีการเติบโตที่ดี และราคายังถูกอยู่ ซึ่งสามารถดูได้จากเศรษฐกิจโดยรวมยังเติบโตที่ดีอยู่ ถ้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไหนโตมากๆ สะท้อนว่า ธุรกิจในประเทศก็จะเติบโตตามเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผลดำเนินงานรายได้และกำไร กำไรต่อหุ้นของบริษัทจะเติบโต และต่อมาดูที่ราคาหุ้น ซึ่งควรจะถูกด้วย ถ้าดู 2 ข้อนี้แล้ว เศรษฐกิจประเทศนั้นๆ เติบโต และตลาดหุ้นไม่แพงมาก

ภาพตลาดที่มองว่าน่าสนใจคือ จีน ฮ่องกง และเวียดนาม ที่ยังมีการเติบโตสูงอยู่ครับ ทั้งนี้ในปี 2567 ตลาดคาดการณ์ GDP จีน เติบโต 5% หลังจากไตรมาสแรก โตไปแล้ว 5.3% ส่วนฮ่องกง คาดเติบโต 2.5-3.5% และเวียดนาม คาดขยายตัว 5.8 – 6% หลังไตรมาสแรกเติบโต 5.66%

ถ้ามาดูตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปีนี้ GDP อาจจะไม่ได้โตมากแล้ว โดย GDP ไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 1.6% ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่วน P/E ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ถูกขนาดนั้น ถ้าเราจะลงทุน ควรจะเลือกเป็นกลุ่มที่โตเยอะๆ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ช่วงที่คุณปู่ Buffett เข้าไปซื้อตอนนั้นถูกมาก P/E น่าจะต่ำกว่า 15 เท่า ซึ่งได้รับปันผลจนปู่ออกมาบอกว่าคุ้มแล้ว แต่ตอนนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ไม่ได้ถูกขนาดนั้นแล้ว เพราะมันวิ่งกลับมา New High แล้ว ส่วน GDP อาจจะยังโตได้ดีระดับหนึ่ง เทียบกับในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยรายได้จากภาคการท่องเที่ยวยังไหลเข้าไป แต่ถ้ามองแล้วก็ถือว่า GDP ยังไม่ได้เติบโตมาก และไม่ได้ถูกมาก

ส่วนตลาดหุ้นอินเดีย เศรษฐกิจเติบโตดีมาก ตลาดคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้ที่ 6.7% แต่ตัวตลาดหุ้นแพงมากครบ แม้ว่าเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้ดีแข่งกับจีนด้วยซ้ำ แต่ในแง่การลงทุน จะต้องมองด้วยว่า เศรษฐกิจมีการเติบโตที่ดี และราคาหุ้นต้องไม่แพง เพราะอย่าลืมที่คุณปู่ Buffett บอกชัดเจนไว้ว่า “ธุรกิจที่ดี ที่ยอดเยี่ยม อาจเป็นการลงทุนที่ยอดแย่ ถ้าเราซื้อมาแพงเกินไป” เช่นเดียวกัน สมมติอินเดียอาจจะเติบโตแซงจีน แต่ถ้าราคาหุ้นแพงมากๆ ก็จะอันตรายและเสี่ยงมากๆ ครับ

สำหรับ 3 ตลาดที่ผมมองว่าเป็นโอกาสลงทุนในตอนนี้ “จีน ฮ่องกงและเวียดนาม” เพราะพบว่า มีการเติบโตที่ดี และราคายังถูก ถ้าดูตลาดหุ้นจีนกับฮ่องกง ค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 10 – 12 เท่า ดัชนี CSI 300 อยู่ที่ 12 เท่า และดัชนี HSI อยู่ที่ 10 เท่า ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามประมาณ 15 เท่า ถือว่ามีการเติบโตที่ดี แต่แพงกว่าจีนไปหน่อยครับ

เพราะฉะนั้น ผมแนะนำให้เลือกลงทุนในจีนก่อน เพราะมี GDP ขยายตัว แต่ราคาถูกกว่าเวียดนามครับ แต่ไม่ได้หมายถึงหุ้นเวียดนามไม่ดีนะครับ เพียงแต่ช่วงนี้ เป็นโอกาสน่าลงทุนหุ้นจีนมากๆ ผมขอโชว์ผลตอบแทนของ Jitta Ranking จีน หลังวิกฤติทำผลตอบแทนได้ดี

โดยเฉพาะในปีนี้ ตลาดหุ้นจีนเริ่มพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวก เพิ่มโมเมนตัมให้กับผลตอบแทนของ Jitta Ranking ที่ลงทุนหุ้นจีนทั้ง 3 กองครับ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ( YTD) Jitta Ranking หุ้นจีน ทำผลตอบแทน +20.96% และ Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน +21.10% แม้แต่ Jitta Ranking ฮ่องกง ผลตอบแทน +16.24% เอาชนะดัชนี CSI 300 ที่บวกขึ้นมา +6.44% ดัชนี Hang Seng +5.80% กันหมด และถ้าเทียบกับกองทุนจีนในไทยกว่า 115 กอง Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน ทำผลตอบแทนได้เป็นอันดับ 1 ครับ

ถ้าดูไส้ในหุ้นจีนที่ Jitta Ranking จีน และ กอง Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน รวมถึง Jitta Ranking ฮ่องกง เลือกลงทุน ล้วนมาจาก Jitta.com ครับ ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์เชิงลึกเป็นหุ้นรายตัวว่าหุ้นเป็นราคาที่เหมาะสมหรือยัง มีความถูกหรือแพงอย่างไร และยังมี ตัว Market Prediction ที่จะช่วยคาดการณ์ตลาดที่น่าลงทุน

หากเข้าไปดูข้อมูลของตลาดหุ้นจีน ณ วันที่ 30 เมษายน 2567 เลือกหุ้นพรีเมียม งบการเงินดีที่สุดของหุ้นจีนประมาณ 50 ตัว จะเห็นว่ามีหุ้นถูกประมาณ 46 ตัว หุ้นแพง 4 ตัว คิดเป็นอัตราส่วนหุ้นต่อถูกแพง 11.5 เท่า หมายความว่า มีหุ้น 100 ตัว หุ้นราคาถูกมันมากกว่าหุ้นราคาแพง 11.5 เท่า ถ้าปาเป้าไป 10 ครั้ง ก็จะเจอหุ้นถูก 8-9 ครั้งทีเดียว และเจอหุ้นแพงครั้งเดียว

เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ก็มีโอกาสได้กำไรมากกว่าขาดทุนอยู่แล้ว ผมถึงบอกว่า ปัจจุบันหุ้นจีนมีหุ้นถูกมากกว่าหุ้นแพงเยอะมาก

ส่วนที่มีคนถามผมเยอะมากว่า หุ้นจีนขึ้นมา 20% แล้วยังซื้อได้ไหม ?

คำตอบของผมคือ ‘ยังซื้อได้ครับ’ เพราะคนส่วนมากดูที่ราคาอย่างเดียว และคิดว่าราคาขึ้นเยอะอาจขายหมู จริงๆเวลาที่ดูว่าหุ้นจะซื้อได้อีกมั้ย จะต้องไปดูว่าหุ้นมันแพงไปแล้วหรือยัง ซึ่งผมพบอีกว่า แม้ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนขึ้นมามาก แต่สุดท้ายจำนวนหุ้นถูกก็ยังใกล้เคียงของเดิม แม้ราคามันจะขึ้นไปแล้วก็ตาม

สะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าราคาหุ้นขึ้นมาเยอะ แต่ก็ยังน่าลงทุนต่อรวมถึงตัวฮ่องกงด้วยเช่นกัน ยังเป็นไปในทางเดียวกัน ตัวอัตราส่วนหุ้นถูกแพงปัจจุบันอยู่ที่ 7.33 เท่า ถ้าใครสนใจข้อมูลหุ้นรายตัวสามารถเข้าไปคลิกดูได้เลยครับไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แถมมีให้คุณเลือกได้มากกว่าหุ้นจีนครับ  เรียกได้ว่าเป็นเสมือนคลังหุ้นกว่า 48,000 หุ้น ครอบคลุมหุ้น 90% ทั่วโลก ที่ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลบนข้อมูลกว่า 1,000 ล้านชุดข้อมูลต่อวัน เพื่อหาหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดของแต่ละตลาด (Jitta Ranking) ตามหลักการลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing: VI) ที่ตลอดเวลา 12 ปี ที่พัฒนาระบบ AI การลงทุนนี้ ได้ผ่านการทดสอบทุกวัฏจักรการลงทุนทั้งช่วงตลาดเติบโตและช่วงตกต่ำ ซึ่งเป็นการช่วยคัดหุ้นดีราคาถูก สร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ในระยะยาว

ในวันนี้ผมยังมองว่า หุ้นจีนคุ้มเสี่ยงที่จะกระจายการลงทุน ถ้าคุณกล้าในยามที่คนอื่นกลัว และคว้าโอกาสลงทุนที่ถูกต้อง พอร์ตของคุณจะเติบโตติดปีกตามเศรษฐกิจมังกรจีนครับ