ทำไมตลาดหุ้นจีน-ฮ่องกง ถึงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

1361

ตั้งแต่ต้นปีนี้ ดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกงสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 10% และดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้สร้างผลตอบแทนได้ 5% หลังจากที่สองตลาดดังกล่าวเป็นขาลงมาตลอด 3 ปีและสร้างผลตอบแทนติดลบจากจุดสูงสุดกว่า 50% อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สองตลาดหุ้นนี้กลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีและยังน่าสนใจที่จะลงทุนอีกหรือไม่??

สาเหตุที่นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนในตลาดฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่อย่างต่อเนื่องมาจากแวลูเอชั่นที่มีความน่าสนใจในระยะยาว โดย P/E Ratio ของสองตลาดเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10 เท่า แม้ตอนนี้จะเริ่มปรับตัวขึ้นมาแล้วแต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ดี ทำให้เริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนแม้เศรษฐกิจภายในของจีนและนโยบายต่างๆยังไม่ได้ให้สัญญาณเชิงบวกชัดเจน

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกเริ่มมองถึงแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในจีนที่มีโอกาสฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงปี 2025-2026 โดยเฉพาะภาคการบริโภคภายในประเทศทำให้ราคาหุ้นที่อยุ่ในปัจจุบันมีแวลูเอชั่นที่น่าสนใจขึ้นมา

นอกจากนี้ยังมีสถิติด้วยว่าสตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนไม่เคยอยู่ในแนวโน้มขาลงติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี ซึ่งนับจากจุดสูงสุดตอนนี้ถือว่าปรับตัวลงมาเกินกว่า 3 ปีแล้วจึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเข้าลงทุนในช่วงเวลานี้

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในการเข้าลงทุน หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคจากการที่แนวโน้มเศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับรัฐบาลจีนเริ่มจะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่กดดันต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีต่างๆ

โดยการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Meituan และ JD ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับค้าปลีกรายย่อยต่างรายงานกำไรและรายได้ออกมาได้เติบโตและดีกว่าคาด มีเพียง Alibaba ที่ยังมีการเติบโตลดลงแต่การที่ชูนโยบายการซื้อหุ้นคืนน่าจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้กราฟทางเทคนิคของหุ้นเทคโนโลยีจีนเริ่มที่จะฟื้นตัวและผ่านจุดต่ำสุดออกมาได้แล้ว

นอกจากนี้ยังมีกระแสในด้านเทคโนโลยีเอไอในหุ้นบางตัวอย่างเช่น Baidu และ Tencent ซึ่งจีนได้พัฒนาด้านเอไอมาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐฯ แม้จะมีโอกาสได้ใช้งานน้อยกว่าเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านภาษา แต่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้งานเฉพาะในจีนยังถือว่ามีโอกาสมหาศาลรออยู่

จะมีเพียงแค่หุ้นในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจีนเท่านั้นที่ยังมีปัจจัยกดดันจากการแข่งขันกันเองภายในประเทศรวมถึงการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเป็น 100% จากสหรัฐฯอาจยังกดดันราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าว แต่ในระยะยาวถ้าสามารถผ่านปัจจัยลบเหล่านี้ไปได้ หุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจีนยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มีแรงกดดันด้านราคาเท่ากับผู้ผลิตรถยนต์

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนมักจะเคลื่อนไหวเป็นวัฐจักรคือขึ้นและลงเป็นรอบจะต่างจากสหรัฐฯที่ภาพใหญ่ในระยะยาวเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ตลาดหุ้นจีนจึงอาจไม่เหมาะสมกับการถือลงลงทุนยาว แต่เหมาะกับการถือลงทุนเป็นรอบตั้งแต่ 1-2 ปี ซึ่งช่วงเวลานี้อาจเรียกได้ว่าเป็นต้นเทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่ของตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงก็เป็นได้

แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงในประเด็นสงครามการค้าที่อาจถูกยกขึ้นมาใช้ในการหาเสียงของผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ด้วยเช่นกันซึ่งอาจกกดันตลสาดหุ้นจีนได้ในช่วงสั้น รวมถึงต้องจับตานโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนว่าจะมียาแรงที่ทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกได้หรือไม่