เปิดเทรนด์ Sustainability Transformation ภารกิจด่วน ชะลอโลกเดือด

685
Sustainability Transformation

ฟูจิตสึ เผยธุรกิจทั่วโลกตระหนักปัญหาโลกเดือด หนุนต่อยอด Digital Transformation สู่ Sustainability Transformation นำเป้าหมายความยั่งยืนผสานลงกลยุทธ์ เน้นโปร่งใส ทุกอย่างวัดผลได้

ปัญหาโลกร้อน หรือ Global Warming ถูกพูดถึงกันมานาน ย้อนไปตั้งแต่ปี 1999 ที่เรือดำน้ำซึ่งแล่นอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกมาตั้งแต่ปี 1950 ออกมายืนยันว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือนั้นบางลงถึงครึ่งหนึ่ง นั่นคือครั้งแรกที่สมมุติฐานที่มีการถกเถียงกันมานานถึง 50 ปีว่าโลกร้อนจริงหรือไม่ ถูกเปลี่ยนเป็นข้อเท็จจริง

นับจากวันนั้นจนถึงตอนนี้ปัญหาเรื่องโลกร้อนเกิดขึ้นมาแล้วถึง 25 ปี และสิ่งที่น่าคิดก็คือ ตลอด 25 ปีนี้ มนุษย์พยายามลงมือทำอะไรเพื่อหยุดเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือยัง

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ กนกกมล เลาหบูรณะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จํากัด ซีอีโอหญิงคนแรกของฟูจิตสึ ประเทศไทย ถึงความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่เรียกว่า “Sustainability Transformation (SX)” ภารกิจสำคัญขององค์กรธุรกิจทั่วโลก ที่ต้องถูกขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เพราะมีอนาคตของมนุษยชาติเป็นเดิมพัน

ภาคธุรกิจขานรับกระแสความยั่งยืน ใช้เป็นจุดแข็ง สร้างฐานลูกค้าใหม่

กนกกมล กล่าวว่า ภาคองค์กรธุรกิจทั่วโลกกำลังมองปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) และปัญหาโลกร้อน (Global Warming) เป็นเรื่องใหญ่มาก หลายองค์กรตั้งเป้าหมายสุดท้าทายเพื่อประกาศเจตนารมณ์ถึงความมุ่งมั่นเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเกิดจากแรงบันดาลใจที่เข้มข้น หรือเป็นการทำเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ นอกจากนี้หลายธุรกิจยังสามารถแปลงกิจกรรมความยั่งยืนนั้นให้เป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดได้อีกด้วย

ซีอีโอฟูจิตสึ ประเทศไทย ยกตัวอย่างถึง สายการบินแห่งหนึ่งที่สามารถระบุปริมาณที่ปล่อยคาร์บอนในแต่ละไฟล์ทบินอย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับ “ค่าตั๋ว” ก่อน “คาร์บอนที่ปล่อย” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้บริโภคที่ตระหนักถึงวิกฤติสภาพอากาศโลก

“แม้แต่การทำธุรกรรมบนโมบายล์แอปพลิเคชั่นของธนาคาร เป็นไปได้ว่าในอนาคตผู้บริโภคจะสามารถทราบว่าแต่ละครั้งที่ทำธุรกรรมการเงิน เบื้องหลังของระบบธนาคารได้ปล่อยคาร์บอนสู่โลกในปริมาณเท่าไหร่ต่อ 1 ธุรกรรม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ธนาคารหลายแห่งมีแนวคิดเช่นนี้จริง ๆ”

กนกกมล กล่าวว่า ตัวอย่างเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะการได้บอกว่าตนเองมีส่วนร่วมในการช่วยโลกจะกลายเป็น 1 ในเทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ขณะที่ภาคธุรกิจก็กำลังพยายามทำหลากหลายวิธีเพื่อเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในการชะลอวิกฤติโลกครั้งนี้

Sustainability Transformation ทรานฟอร์มธุรกิจสู่ความยั่งยืน

กนกกมล กล่าวว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจกำลังมุ่งมั่นขณะนี้คือการทำสิ่งที่เรียกว่า “Sustainability Transformation” หรือเรียกย่อว่า SX เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้มุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนในระดับที่เข้มข้น โดยการทำ SX จะเชื่อมโยงกับการทำ Digital Transformation ที่เป็นเทรนด์หลักของโลกธุรกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการนำข้อมูลดิจิทัลที่ได้จากการทำ Digital Transformation ไปวิเคราะห์และผสานเรื่องความยั่งยืนเข้ามาในยุทธศาสตร์ขององค์กร เป็นการต่อยอดที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องความยั่งยืนโดยเฉพาะ

“สาเหตุที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่อง SX ก็เพราะการจะตอกย้ำเรื่องความยั่งยืนให้มีอิมแพค ทุกกิจกรรมที่ทำจะต้องสามารถวัดผลได้ และการวัดผลก็ต้องมาจากข้อมูลที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้”

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจส่งออกที่ค้าขายกับภูมิภาคยุโรปจะต้องเผชิญกับ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการนี้ทำให้ธุรกิจที่ต้องการค้าขายกับยุโรป ต้องมีเครื่องมือที่ยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า สินค้าที่จะส่งออกไปยุโรป มีการปล่อยคาร์บอนตรงตามที่กำหนด

กนกกมล เน้นว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมธนาคาร มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ให้กับธุรกิจที่ดำเนินกิจการเพื่อความยั่งยืน แต่คำถามสำคัญคือ ธนาคารจะทราบได้อย่างไรว่า ธุรกิจที่ขอสินเชื่อ Green Loan นั้นมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด หรือหากดูที่รายงานความยั่งยืนของแต่ละบริษัท ก็ยังมีคำถามต่อว่าข้อมูลนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่

“การทำ SX และ Digital Transformation เป็น 2 สิ่งที่เสริมกันและกัน โดยเธออธิบายว่า Digital Transformation หัวใจหลักคือการ Transform ขณะ Digital คือส่วนเสริม สาเหตุที่ภาคธุรกิจต้องจริงจังกับเรื่องนี้เพราะถูกผลกระทบจากคลื่น Digital Disruption จากผู้เล่นใหม่ ที่เกิดมาพร้อมกับ DNA เทคโนโลยี”

ซึ่ง Keyword สำคัญคือ Transform หรือการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกองค์กรต้องมีความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว และ Digital คือสิ่งที่เข้ามาขยายว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ ซึ่ง Digital Transformation ไม่มีเส้นชัย ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุด ขณะที่ SX จะเป็นการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำผลลัพธ์มาสนับสนุนกลยุทธ์ความยั่งยืนของธุรกิจ เพื่อให้จุดมุ่งหมายของการทำสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวได้

“ความยั่งยืนคือการไม่สร้างภาระให้กับคนรุ่นหลัง เพราะวันนี้ทุกคนบริโภคทรัพยากรอย่างบ้าคลั่ง ดังนั้นความยั่งยืนก็คือ วันนี้เรามีอะไร บริโภคอะไร คนรุ่นหลังก็ต้องมีเหมือนกัน พฤติกรรมของเราทุกวันนี้ ต้องไม่ก่อให้เกิดภาระกับคนรุ่นหลัง”

กนกกมล ระบุข้อมูลจากผลสำรวจของฟูจิตสึ ที่สำรวจความคิดเห็นของซีอีโอ 1,800 คนทั่วโลก (เผยแพร่ในปี 2023) ระบุว่า

    • มีซีอีโอที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Leader หรือผู้นำ ที่มีการเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน พร้อมสร้างผลลัพธ์ได้จริง เพียง 8% เท่านั้น
    • ขณะที่กลุ่ม Next Leader ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการผสานเป้าหมายความยั่งยืนเข้าไปในกลยุทธ์มีสัดส่วนอยู่ที่ 22%
    • ด้านกลุ่ม Follower ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งกำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืน และอยู่ระหว่างการปรับใช้ มีสัดส่วนอยู่ที่ 27%
    • ที่น่าสนใจคือสัดส่วนของกลุ่ม Non-Active ซึ่งเป็นกลุ่มที่มองว่าความยั่งยืนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้าน CSR หรือเป็นองค์กรเพิ่งเริ่มวิสัยทัศน์ความยั่งยืน มีสัดส่วนถึง 43%

ซีอีโอของฟูจิตสึ ประเทศไทย เชื่อว่า ในปี 2024 จะเห็นความตื่นตัวของภาคธุรกิจที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะปีที่ผ่านมาทั้งโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างมาก ขณะที่หลายเวทีผู้นำโลกก็มองเรื่องความยั่งยืนเป็นภารกิจเร่งด่วน ถึงขั้นที่สหประชาชาติออกมาพูดว่า “ยุคโลกร้อนจบลงแล้ว ทุกคนกำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด” ซึ่งนั่นหมายความว่าผลกระทบที่เรากำลังเผชิญ กำลังทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น

Sustainability Transformation

คาด 2573 เงินลงทุน SX แตะ 2 ล้านล้าน สร้างเศรษฐกิจไทยยั่งยืน เป็นมิตรกับโลก

กนกกมล ให้ข้อมูลว่า ภาพการลงทุนด้าน Sustainability Transformation ในประเทศไทยนั้น มีการคาดการณ์ว่า บริษัทต่างชาติและบริษัทในประเทศไทย จะอัดฉีดเม็ดเงินประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือ 57,000 ล้านดอลลาร์ เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจแบบยั่งยืนภายในปี 2573 อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg

นอกจากนี้ในไตรมาส 4 ปี 2566 รัฐบาลไทยได้ริเริ่มโครงการด้านการเงินที่มีมูลค่ากว่า 450,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งหวังที่จะจูงใจการลงทุนของภาคเอกชนมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ที่ธุรกิจเกี่ยวข้องภายในปี 2573

“ต้องยอมรับว่าภาพของ Sustainability Transformation ในประเทศไทยยังห่างจากยุโรปหรืออเมริกาอยู่มาก อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคธนาคารและองค์กรขนาดใหญ่ ที่ได้ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนอย่างเต็มที่ มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งจุดเริ่มต้นนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนทั้ง Supply Chain ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก”

ผนึกแบงก์หนุนธุรกิจลุย SX สร้างความยั่งยืนที่วัดผลได้

กนกกมล กล่าวว่า ภาคธนาคารถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิด “Green Supply Chain” ที่มุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทใหญ่ จนถึงธุรกิจระดับ SME ให้เดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน ผ่านบริการทางการเงินสีเขียวหรือ “Green Finance”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธนาคารต้องการในขณะนี้ คือโซลูชั่นที่จะช่วยสนับสนุนลูกค้าในกลุ่ม SME ให้ยังคงสามารถอยู่ใน Green Supply Chain ของธนาคารได้ นอกจากนี้ยังต้องการเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถชี้วัดได้ว่า ธุรกิจหรือลูกค้าแต่ละรายที่มาขอสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ก่อนจะปล่อย Green Loan หรือผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียวอื่น ๆ ให้กับลูกค้า

“หลายธนาคารพยายามเพิ่มสัดส่วนของ Green Loan ให้มากขึ้น ซึ่งฟูจิตสึได้ทำงานร่วมกับหลายธนาคาร เพื่อช่วยให้ลูกค้าองค์กรของธนาคารมีข้อมูลที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้ธนาคารสามารถปล่อย Green Loan ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยฟูจิตสึได้นำเสนอโซลูชั่นเหล่านี้ผ่านกลุ่ม Supply Chain Management รวมถึง Solution ERP”

กนกกมล กล่าวต่อว่า ฟูจิตสึยังมีโซลูชั่นด้านการทำ ESG Platform ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถมีข้อมูลที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ โดยตัวแพลตฟอร์มจะเข้ามาช่วยวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละขั้นตอนการผลิต ผ่านการนำข้อมูลจากระบบ ERP มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของวัสดุที่ใช้ เพื่อหาว่าผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นปริมาณเท่าใด ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาสามารถนำไปเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนว่าเข้าเกณฑ์ในการได้ Green Loan หรือไม่

ตัว ESG Platform ยังสามารถระบุได้ว่า ในแต่ละสถานีการผลิต มีจุดใดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ต่อได้ว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น สาเหตุมาจากอะไร เพื่อปรับกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น และวัดผลออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง

“ภาคธุรกิจต้องเริ่มทำโครงการ SX เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารตัดสินใจปล่อย Green Loan ง่ายขึ้น ขณะที่ธนาคารก็สามารถวางเงื่อนไขเพื่อให้ธุรกิจพัฒนาตัวเอง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีแรงจูงใจคืออัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่จุดสำคัญก็คือธุรกิจจะต้องมีมาตรฐานในการวัดตั้งแต่แรกว่า ปัจจุบันปล่อยเท่าไหร่ เมื่อพัฒนาแล้วลดการปล่อยได้เท่าไหร่ นี่คือสิ่งที่ฟูจิตสึทำงานร่วมกับธนาคารอยู่ขณะนี้”

กนกกมล กล่าวต่อว่า การเดินหน้าโครงการ SX ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมต้องเร่งดำเนินการ โดยมองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญจะต้องมาจากรัฐบาล ที่จะต้องสร้างให้เกิดแรงจูงใจ หรือแรงกดดัน เพื่อเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยในเวลานี้ยังไม่ได้เชื่อมโยงผลกระทบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกมากนัก ผู้คนยังมองว่าภัยธรรมชาติรุนแรงทั้งไฟป่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศไม่ได้ส่งผลกับตัวเองโดยตรง และมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวมาก

“สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรา แต่แท้จริงแล้วผลกระทบก็สะท้อนกลับมาหาเราอยู่ดี ภัยธรรมชาติรุนแรงต่าง ๆ ล้วนปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ที่สะสมมานานหลาย 10 ปี และกำลังทวีผลกระทบรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ”

กนกกมล ยอมรับว่า แม้ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่การทำให้ทุกอุตสาหกรรมเดินหน้าโครงการ SX โดยพร้อมเพรียงยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลสนับสนุนอย่างจริงจัง พร้อมวางมาตรฐานและเป้าหมายที่ชัดเจน จะทำให้ภาคเอกชนกลายเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแน่นอน