ลงทุนต่างประเทศ เริ่มกระเตื้อง จับตาวินิจฉัยคุณสมบัตินายกฯ กระทบความเชื่อมั่น

277

ลงทุนต่างประเทศ มีแนวโน้มทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ในช่วง 4 เดือนแรกโตสูงกว่า 40% ขณะที่มูลค่าส่งออกเดือนเมษายนแม้จะพลิกกลับมาขยายตัว แต่ฟื้นตัวอย่างจำกัด จับตาปมศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี อาจเป็นปัจจัยกระทบบรรยากาศการลงทุน

28 พ.ค. 2567 วิจัยกรุงศรี เผยมุมมอง เศรษฐกิจไทยประจำสัปดาห์ ว่า การฟื้นตัวของภาคส่งออกและการลงทุนในปีนี้ยังเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายๆ ด้าน ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง และความไม่แน่นอนทางการเมือง

แม้มูลค่าส่งออกเดือนเมษายนจะพลิกกลับมาขยายตัว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตของไทยอาจเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัว กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนเมษายนอยู่ที่ 23.3 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 6.8% YoY จากหดตัว 10.9% ในเดือนมีนาคม และหากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำ มูลค่าส่งออกขยายตัว 11.4%

โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว (+91.5%) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (+62.0%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (+58.8%) ยางพารา (+36.2%) และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+20.4%) ขณะที่การส่งออกในบางกลุ่มหดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (-29.8%) แผงวงจรไฟฟ้า (-9.2%) และน้ำตาลทราย (- 9.1%)

ด้านตลาดส่งออกพบว่าขยายตัวในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป อาเซียน-5 และ CLMV ขณะที่การส่งออกไปจีนและญี่ปุ่นหดตัว สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการส่งออกขยายตัวเพียง 1.4%

แม้การส่งออกของไทยในเดือนเมษายนจะสามารถพลิกกลับมาขยายตัว แต่มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 23.6 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปีก่อนที่ 23.7 พันล้านดอลลาร์

สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้การส่งออกยังเผชิญปัจจัยท้าทาย เนื่องจากแรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตของไทย สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวติดต่อกันนาน 18 เดือน รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของไทยเดือนเมษายนที่อยู่ในแดนหดตัว (< 50) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 สวนทางกับ PMI ภาคการผลิตของโลกและอาเซียนที่ยังอยู่ในแดนขยายตัว (> 50) อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในองค์ประกอบของ PMI ภาคการผลิตของไทยยังพบว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกใหม่ลดลงในอัตราแรงสุดในรอบกว่า 3 ปี สะท้อนว่าการผลิตในหลายภาคอุตสาหกรรมของไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและไม่สามารถปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของประเทศคู่ค้าในตลาดโลก การฟื้นตัวของการส่งออกในปีนี้จึงยังมีความมีเปราะบางและมีแนวโน้มอาจเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.5%

เงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 4 เดือนแรกโตสูงกว่า 40% นำโดยการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นสำคัญ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 จำนวน 253 ราย (+17%YoY) เงินลงทุนรวม 54,958 ล้านบาท (+42%)

โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น (63 ราย เงินลงทุน 34,055 ล้านบาท) สิงคโปร์ (42 ราย, 4,499 ล้านบาท) สหรัฐฯ (41 ราย, 1,148 ล้านบาท) จีน (20 ราย, 2,886 ล้านบาท) และฮ่องกง (11 ราย, 1,017 ล้านบาท)

การลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยหากพิจารณาในเดือนเมษายน พบว่า มีมูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 19,056 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนที่ 10,628 ล้านบาท ในปี 2566 หากพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (สัดส่วน 62% ของมูลค่าการลงทุนรวม) โดยเพิ่มขึ้นถึง 143% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยลงทุนในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการชุบเคลือบผิวด้วยโลหะ ธุรกิจบริการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ตามความต้องการของลูกค้า (เช่น แอนิเมชัน) และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนอลูมิเนียมทุบขึ้นรูป/ ชิ้นส่วนรถยนต์/ ชิ้นส่วนโลหะ)
ขณะที่มูลค่าการลงทุนจากสิงคโปร์ สหรัฐฯ และจีน ยังคงปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7%, -33% และ -64% ตาม ลำดับ สะท้อนการลงทุนจากต่างประเทศที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางประเทศ

นอกจากนี้ ล่าสุดสถานการณ์การเมืองในประเทศมีความไม่แน่นอนมากขึ้น หลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะทราบผลว่าจะมีการถอดถอนนายกฯ หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยลบต่อบรรยากาศการลงทุน

อ่านข่าวอื่น ๆ