คลัง เผย ท่องเที่ยว-ส่งออก หนุน เศรษฐกิจไทย เดือน เม.ย. 67 ขยายตัวต่อเนื่อง

455
เศรษฐกิจไทย

คลังเผย เศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. 2567 ขยายตัวต่อเนื่อง โดยรับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น และ การลงทุนภาคเอกชน จับตาสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าคงทน และปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรม

30 พ.ค. 2567 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเมษายน 2567 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.7% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.8%

ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -14.4% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 7.4%

ยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3.7% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.7%

รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.3%

อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 62.1 จากระดับ 63.0 ในเดือนก่อน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากสะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 17.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.4%

ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่-25.1% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 22.3%

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -9.4% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 1.4%

ขณะที่ภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 13.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.2%

มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ 23,278.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับมาขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.8%

และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 11.4% เนื่องจากการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หมวดเครื่องจักรกลและส่วนประกอบหมวดหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และหมวดเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าในหมวดผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และแผงวงจรไฟฟ้าชะลอตัว

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ทวีปออสเตรเลีย อินเดีย และอาเซียน-9 ที่ขยายตัว อย่างไรก็ดี ตลาดจีน และญี่ปุ่น หดตัว

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน สำหรับภาคบริการมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนเมษายน 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.76 ล้านคน

คิดเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 26.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.1% โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนเมษายน 2567 จำนวน 24.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 9.7%

ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรม ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -9.9% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.5% จากการลดลงของผลผลิตในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวเปลือก ยางพารา และมันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน ยังคงขยายตัว

สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 3.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.3%

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 90.3 จากระดับ 92.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก

เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ 0.19% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.37% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ 63.4% ต่อ GDP1 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567 อยู่ในระดับสูงที่ 221.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ในเดือน เม.ย. 67 ภาคการท่องเที่ยว มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรดี การบริโภคสินค้าคงทนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับผลผลิตภาคเกษตรยังคงหดตัวจากเดือนก่อน ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าคงทน และปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไป”

เศรษฐกิจไทย