คลัง-ธปท. ผลักดันกลไกค้ำประกัน ลดปัญหา เอสเอ็มอีไทย เข้าไม่ถึงเงินทุน

302

เผยสาเหตุที่ เอสเอ็มอีไทย เจอปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ จากมีประวัติการเงินไม่เพียงพอ หลักประกันน้อย ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสูง หนุนภาครัฐใช้กลไกค้ำประกันช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน

4 มิ.ย. 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดสัมมนาในหัวข้อ “กลไกค้ำประกันเครดิต ตัวช่วยของ SMEs ในการเข้าถึงเงินทุน” โดยรวมวิทยากรจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อแลกเปลี่ยนถึงประเด็นปัญหาพร้อมข้อเสนอและทางออกในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี

เอสเอ็มอี 1.5 ล้านรายเข้าไม่ถึงสินเชื่อ
ธปท. ถกคลัง หากลไกช่วยค้ำประกัน

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพี และ มีการจ้างงาน 70% ของจีดีพี

อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดที่ยังทำให้เข้าไม่ถึงสภาพคล่องโดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง โดยธปท. ตระหนักถึงปัญหา และอุปสรรคเรื่องเครดิตของเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งปัจจุบันธปท. อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังที่จะออกแบบและผลักดันกลไกการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีให้เกิดประโยชน์อย่างเร็วที่สุด

นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอีไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยและอยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน โดยสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด 19 ถึงปัจจุบัน  โดย ล่าสุด ณ ไตรมาส 1 ปี 2567 สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีหดตัว 5.1%

นอกจากนี้ จากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ ธปท. พบว่าจากจำนวนเอสเอ็มอี ในระบบทั้งหมด 3.2 ล้านราย มีเอสเอ็มอีไม่ถึงครึ่งที่เข้าถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจในระบบสถาบันการเงิน

“จากข้อมูลของ สสว. และ ธปท. พบว่า เอสเอ็มอีในระบบจำนวน 3.2 ล้านรายมีถึง 1.5 ล้านรายที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธุรกิจจากสถาบันการเงิน อันนี้เป็นไฮไลท์สำคัญของปัญหาที่เผชิญในตอนนี้”

โดย สาเหตุที่เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ มาจาก

    1. เอสเอ็มอีมีทุนและความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างจำกัด ทำให้มีความอ่อนไหวกับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ผลประกอบการอาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ
    2. ข้อมูลและประวัติทางการเงินที่ไม่เพียงพอ โดยการจัดเก็บข้อมูลของเอสเอ็มอีไม่เพียงพอ หรือไม่มีการแชร์ข้อมูลให้กับผู้ให้สินเชื่อ ทำให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินความเสี่ยงไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีค้ำประกันแบบกลุ่ม (portfolio guarantee) ที่คิดค่าธรรมเนียมจากลูกหนี้เท่ากันทุกรายในแต่ละโครงการ ทำให้ลูกหนี้บางส่วนอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าความเสี่ยงของตนเอง
    3. การตั้งราคาที่เหมาะสมกับการเข้าสินเชื่อทำได้ยาก ทำให้สถาบันการเงินอยากได้หลักประกันซึ่งเอสเอ็มอีอาจไม่มีหลักประกันเพียงพอ
    4. มูลค่าสินเชื่อมีขนาดเล็ก ไม่คุ้มต้นทุนปล่อยสินเชื่อ

นอกจากนี้กลไกการค้ำประกันยังขาดความยืดหยุ่นในการช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทาง/ยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือเป็นกลไกให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจในช่วงวิกฤต เห็นได้จากในช่วงโควิด 19 ที่ต้องออกพระราชกำหนด (พรก.) เพื่อให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) แก่เอสเอ็มอีในการช่วยเหลือเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาภาครัฐและธปท. ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เช่น

    1. ส่งเสริมให้ระบบการเงินมีการพัฒนาบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับเอสเอ็มอีมากขึ้น เช่น นาโนไฟแนนซ์ พิโกไฟแนนซ์ สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) ที่ใช้ข้อมูลอื่นประกอบการพิจารณา อย่างไรก็ตามแนวทางนี้มีข้อจำกัดคือให้วงเงินได้ไม่สูง ตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้า
    2. การช่วยให้สภาพคล่องเอสเอ็มอีเมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องให้ความช่วยเหลือ เช่นภัยธรรมชาติ หรือ โควิด 19 ซึ่งเป็นการช่วยชั่วคราวและเฉพาะกลุ่ม ยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการทำและงบประมาณของรัฐ
    3. การค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. ซึ่งเป็นกลไกที่ดีเพราะเป็นการแชร์ความเสี่ยง ทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เป็นกลไกที่ช่วยได้ในวงกว้าง

ทั้งนี้ กลไกที่ใช้กันในปัจจุบันแม้จะช่วยแก้ปัญหาได้แต่มีข้อจำกัด ได้แก่

    1. ขอบเขตการค้ำประกันมีจำกัด ผู้รับประโยชน์ครอบคลุมเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท ทำให้เอสเอ็มอีที่เริ่มขยายตัวไม่สามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์จำกัดแค่สินเชื่อที่ปล่อยโดยสถาบันการเงินและบริษัทลูกเท่านั้นทำให้เอสเอ็มอีที่ต้องการเข้าไปไปตลาดทุนจะไม่สามารถใช้กลไกนี้ได้
    2. ข้อมูลและเครื่องมือที่ไม่เพียงพอ ทำให้ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีต้องจ่ายค่าบริการในอัตราเดียวกันภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน

“จากอุปสรรค 2 ข้อ ทำให้การค้ำประกันไม่มีความยืดหยุ่น ภาครัฐไม่สามารถนำไปใช้ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ต้องการผลักดัน ขณะที่ช่วงวิกฤตต้องออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ”

โดยตัวอย่างกลไกค้ำประกันเครดิตที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่มีเอสเอ็มอีเป็นแกนหลักคล้ายกับไทย เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน มีลักษณะสำคัญดังนี้

    1. ไม่จำกัดประเภทผู้ให้กู้ยืม หรือรูปแบบการกู้ยืมอยู่ที่เฉพาะสินเชื่อ ทำให้สามารถสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอีในรูปแบบที่หลากหลายและเหมาะกับธุรกิจแต่ละกลุ่มมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนธุรกิจตามเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
    2. มีข้อมูลและแบบจำลองเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตที่สะท้อนระดับความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละราย ทำให้กำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมได้ (risk-based pricing)
    3. มีความยืดหยุ่น สามารถใช้เป็นกลไก/เครื่องมือเชิงนโยบายทั้งในภาวะปกติและช่วงวิกฤต
    4. มีเงินทุน (funding) ที่มีเสถียรภาพ มั่นคง ที่มาจากผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละภาคส่วน อย่างเกาหลีใต้ เงินสมทบจะมาจากทั้งรัฐบาล สถาบันการเงินและภาคธุรกิจอื่น ๆ ตามความสมัครใจ ทำให้ทั้งรัฐ สถาบันการเงิน และเอกชนต้องร่วมกันประเมินและปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ
  1. ให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีมากกว่าเพียงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่มีบริการครบวงจร ทั้งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ และการบริหารจัดการเงิน เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพของเอสเอ็มอี

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ขอรัฐทบทวน
ดอกเบี้ยพิโกไฟแนนซ์ต่ำกว่า 25%

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เศรษฐกิจฐานรากเป็นกลุ่มที่เปราะบางและยังคงชะลอตัว โดยไม่ได้ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างที่คาดหลังสถานการณ์โควิด 19 รวมทั้งยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามาอย่างรอบด้าน

โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ รวมทั้งมีแรงงานที่อยู่นอกระบบด้วย โดยปัจจุบันโครงสร้างของธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 71% เป็นบุคคลธรรมดา และทำธุรกิจภาคการค้าและบริการเป็นหลัก หมายความว่าสินเชื่อส่วนใหญ่ที่เอสเอ็มอี เข้าถึงก็เป็นกลุ่มพิโกไฟแนนซ์

ทั้งนี้ การจะดึงให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบได้ต้องการแรงจูงใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ กำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจ และภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ออกแบบนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์

โดย 3 มาตรการหลักที่มองว่าอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

    1. มาตรการในการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำและฟื้นฟูหนี้ NPL
    2. มาตรการยกระดับขีดความสามารถเอสเอ็มอีและแรงงาน
    3. มาตรการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ปัจจุบัน มีสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีในธนาคารพาณิชย์เพียงแค่ 20% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด 18 ล้านล้านบาท ส่วนสถาบันการเงินของรัฐมีพอร์ตสินเชื่อของเอสเอ็มอีราว 39% เพราะฉะนั้นกลไกของสถาบันการเงินของรัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ 36% เป็นหนี้นอกระบบ หรือคิดเป็นราว 1.14 ล้านราย

โดยจากผลสำรวจพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการกู้ยืมเพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ อย่างไรก็ตามกลับพบปัญหาและอุปสรรคเรื่องต้นทุนดอกเบี้ยสูง การขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ ขั้นตอนในการขอสินเชื่อยุ่งยากและล่าช้า และขาดความรู้ในการเข้าถึงแหล่งทุน

ทั้งนี้อยากให้มีการทบทวนเรื่องการปรับเพดานอัตราดอกเบี้ยวงเงินต่ำเพื่อการประกอบอาชีพสำหรับสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ โดยควรกำหนดให้มีอัตราต่ำกว่า 25% เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคล นอกจากนี้ควรให้การวางโฉนดที่ดินและจำนำทะเบียนรถจัดอยู่ในสินเชื่อที่มีหลักประกัน

กสิกรไทย หนุนรัฐแบ่งงบฯ
ช่วยค้ำประกันให้เอสเอ็มอี

นายชัยยศ ตันพิสุทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีจำนวน 3.2 ล้านราย เป็นนิติบุคคล 8 แสนราย บุคคลธรรมดา 2 ล้านราย ขณะที่ปัจจุบันผู้ประกอบการในแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นคนจีน 84% คนไทย 16% ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตัวเลขที่แท้จริงของเอสเอ็มอีไทยไม่ใช่ 3.2 ล้านราย โดยมีอีกประมาณ 7 ล้านที่มาจากต่างประเทศซึ่งเป็นคู่แข่งของเอสเอ็มอีไทย ซึ่งหากต้องการช่วยเอสเอ็มอีไทยต้องช่วยเรื่องการแข่งขันกับต่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถาบันการเงินมีหน้าที่สนับสนุนเอสเอ็มอีให้เติบโตเพราะเอสเอ็มอีเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างแรงงาน โดยในช่วงหลังโควิดสถาบันการเงินได้มีแนวทางการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มที่มีหลักประกันสถาบันการเงินจะมองว่ามีความเสี่ยงน้อยโดยจะให้อัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูง ขณะที่เอสเอ็มอีกลุ่มสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ไม่มีการสะสมสินทรัพย์จึงเริ่มมีการใช้บสย. ในการค้ำประกัน ส่วนกลุ่มที่มีรายการเดินบัญชีจะใช้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Laon) ส่วนเอสเอ็มอีที่ไม่มีสินทรัพย์แต่อยากขยายวงเงิน บสย. จะมีส่วนช่วยในการค้ำประกัน

“ที่ผ่านมาสถาบันการเงินพยายามใช้บสย. เป็นตัวช่วย แต่ปัญหาหลักคือความสม่ำเสมอไต้หวันหรือเกาหลีมีงบสนับสนุนจากภาครัฐชัดเจน เช่น งบประมาณของประเทศ 100% แบ่ง 0.2% มาช่วยค้ำประกัน สำหรับของไทยงบประมาณที่ออกมาล่าสุด 3.7 ล้านล้านบาท หากแบ่งมา 0.2% ก็ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทที่จะมาช่วยให้การค้ำประกันให้เอสเอ็มอีมีความสม่ำเสมอมากขึ้น”

บสย.วางเป้า
ช่วยค้ำประกันมากขึ้น

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. เริ่มดำเนินการช่วยค้ำประกันให้เอสเอ็มอีมาเป็นเวลา 33 ปี ช่วยค้ำประกันลูกค้าแล้ว 8 แสนราย โดย 50% เป็นลูกค้าที่เกิดขึ้นหลังโควิด 19 ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าจากจำนวนเอสเอ็มอี 3.2 ล้านรายในระบบ มีอีกประมาณ 2 ล้านรายที่ยังเข้าไม่ถึงการค้ำประกันของบสย.

ทั้งนี้เป้าหมายของบสย. คืออยากให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น มีความรู้ทางการเงิน และมีสภาพคล่อง บสย. จึงให้ความสำคัญกับจำนวนรายมากกว่ายอดวงเงินค้ำประกัน สำหรับกลไกการค้ำประกันของบสย. ใน PGS 10 เริ่มทำเรื่องการค้ำประกันเป็นเซกเมนต์ย่อยทั้งหมด 5 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีค่าธรรมเนียมและวงเงินการการค้ำประกันที่แตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการของเอสเอ็มอีและให้เป็นไปตามความเสี่ยงของผู้ประกอบการ

TDRI แนะ แก้กฎหมายบสย.
ค้ำผู้ให้กู้อื่นนอกจากแบงก์ได้

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทย มีลักษณะใหญ่กระจุกเล็กกระจาย ขณะที่ส่วนใหญ่พบว่าอายุเยอะและการศึกษาไม่สูง

โดยในปี 2538 อายุเฉลี่ยของเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีไทยอยู่ที่ประมาณ 42 ปี ขณะที่ในปี 2566 อายุเฉลี่ยของเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีไทยอยู่ที่ประมาณ 50 ปี  ในด้านการศึกษาเอสเอ็มอีประมาณ 30% จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ขณะที่ 25% จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เอสเอ็มอีอาจไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อโลกได้ ดังนั้น การเพิ่มศักยภาพให้เอสเอ็มอีเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนให้แข่งขันได้ด้วย โดยทำได้ดังนี้

    1. สร้างฐานข้อมูลรายกิจการที่ครบถ้วน โดยไทยควรมีการปรับ ecosystem เรื่องข้อมูลของเอสเอ็มอีจากการใช้ข้อมูล portfolio หรือใช้ข้อมูลแบบกลุ่ม เป็น การใช้ข้อมูลแบบ individual หรือข้อมูลรายบุคคล เนื่องจากทำให้ออกมาตรการให้ตรงจุด ขณะที่รัฐบาลควรมีการกันงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งสม่ำเสมอ เช่น ปีละ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเรื่องการค้ำประกันให้เอสเอ็มอี
    2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้มากขึ้น โดยปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน จึงต้องเร่งปรับโครงสร้างให้แข่งขันได้
    3. เพิ่มความทันสมัยของผู้ประกอบการต้องหาวิธีให้เอสเอ็มอีคิดนอกกรอบ เช่น สนับสนุนให้ใช้ระบบบัญชีที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับเอสเอ็มอีได้
    4. แก้กฎหมายให้บสย. ให้ขยายการค้ำประกันไปถึงผู้ให้กู้รายอื่นนอกเหนือจากสถาบันการเงิน โดยปัจจุบันเกาหลีใต้แก้กฎหมายประมาณ 2 ครั้งแล้วเพื่อให้กฎหมายใช้งานได้จริง
    5. เพิ่มความหลากหลายของแหล่งเงิน เพื่อไม่ให้มีภาคส่วนใดต้องรับภาระเพียงภาคส่วนเดียว