ผลสำรวจรอยเตอร์คาด เฟด ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2567 อาจเกิดขึ้นเดือน ก.ย.

531
FED เฟด

ผลสำรวจรอยเตอร์คาด เฟด ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2567 อาจเกิดขึ้นเดือน ก.ย.ครั้งแรกที่ระดับ 5.00%-5.25% และปรับลดอีกครั้งในปี 2567

วันที่ 6 มิถุนายน 2567 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลสำรวจของรอยเตอร์ระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2567 และปรับลดอีกครั้งในปี 2567

นักเศรษฐศาสตร์ในการสำรวจของรอยเตอร์ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังคงคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากตลาดที่จนถึงสัปดาห์ที่แล้วมีการคาดการณ์ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่จะเปลี่ยนการคาดการณ์ 2 ครั้ง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการเฟดได้ชี้แจงชัดเจนว่าไม่รีบร้อนที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์บางคนคิดว่าการคาดการณ์ “dot plot” รายไตรมาสล่าสุดของเฟดที่จะครบกำหนดในเดือนนี้ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งหรือน้อยกว่าสำหรับปีนี้ ลดลงจากที่ใกล้เคียงกันที่ 3 ครั้งในเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ตามเกือบ 2 ใน 3 ของนักเศรษฐศาสตร์ หรือ 74 คนจากทั้งหมด 116 คน ในการสำรวจของรอยเตอร์ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-5 มิ.ย. คาดการณ์ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ครั้งแรกที่ระดับ 5.00%-5.25% จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน

และมีเพียง 5 รายที่คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ลดลง จาก 11 ตำแหน่งในการสำรวจเดือนพฤษภาคม และไม่มีผู้ใดคาดการณ์ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมในการประชุมนโยบายวันที่ 11-12 มิถุนายน

ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเฟดตั้งเป้าไว้ที่ 2% ยังคงสูงขึ้น เมื่อรวมกับอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดก่อนกำหนดไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ตามการคาดการณ์มัธยฐานในการสำรวจความคิดเห็น คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), CPI หลัก, PCE และ PCE หลักใดๆ จะต้องสูงถึง 2% จนถึงปี 2569 เป็นอย่างน้อย

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะยังคงใกล้เคียงปัจจุบันที่ 3.9% อย่างน้อยจนถึงปี 2570 บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานตึงตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเติบโตที่ 1.3% ต่อปีในไตรมาสแรก คาดว่าจะขยายตัว 2.4% ในปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่เฟดมองว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ 1.8%

อ้างอิง : reuters.com

 

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌