ญี่ปุ่น เผชิญวิกฤต อัตราการเกิด ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อนาคตริบหรี่ ปัญหาใหญ่ที่ยากจะก้าวผ่าน

584
อัตราการเกิด

เปิดประเด็น ญี่ปุ่น อัตราการเกิด ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ แต่อาจยากเกินกว่าจะแก้ไข

ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในประเทศที่มี อัตราการเกิด ต่ำที่สุดในโลก โดยข้อมูลจากล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า อัตราการเจริญพันธุ์ซึ่งหมายถึงจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยของสตรีในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อายุ 15-49 ปี ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี

จำนวนการเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นอยู่ที่ 727,277 คน ในปี 2556 ซึ่งลดลง 5.6% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้การลดลงของจำนวนประชากรย่ำแย่ลง 6.3% สู่ระดับ 848,659 คน ซึ่งนับว่าลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในอดีต พบแนวโน้มอัตราการเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่นนั้นลดลงเรื่อยมาเป็นเวลาร่วม 50 ปี นับตั้งแต่ช่วงปี 2517

ตัวเลขจากดัชนีชี้วัดการพัฒนาประชาคมโลก (World Development Indicators) ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งมีการบันทึกอัตราการเกิดของประชากรโลก เริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 หรือปี 2503 พบว่าในช่วง 30 ปี ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2565 นั้น อัตราการเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับ 1.3 คน จากระดับ 1.5 คน และเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาค ดังนี้ โดย 5 ประเทศที่มีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดในเอเชียในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่

  • เกาหลีใต้ 0.8 คน
  • สิงคโปร์ 1.0 คน
  • จีน 1.2 คน
  • ญี่ปุ่น 1.3 คน
  • ไทย 1.3 คน

เพราะเหตุใดอัตราการเกิดของญี่ปุ่นถึงได้ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง? และปัญหานี้จะส่งผลกระทบอย่างไรก็บ้าง ซึ่งนี่คือคำตอบ

อัตราการแต่งงานต่ำ : สังคมกดดันให้คนวัยหนุ่มสาวไม่อยากใช้ชีวิตคู่

ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การมีบุตรคือการแต่งงาน ซึ่งประชากรชาวญี่ปุ่นเลือกที่จะแต่งงานน้อยลง โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2567 พบว่า จำนวนการจดทะเบียนสมรสในญี่ปุ่นอยู่ที่ 489,281 ครั้ง ซึ่งลดลง 5.9% จากปี 2565 และเป็นครั้งแรกในรอบ 90 ปี ที่จำนวนการสมรสร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 5 แสนครั้ง

ชาวญี่ปุ่นต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพสูงที่แซงหน้ารายได้ โอกาสในการทำงานที่ตกต่ำลง และวัฒนธรรมองค์กรของประเทศที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของผู้หญิงที่เป็นแม่คน ประเด็นเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการแต่งงานและการใช้ชีวิตครอบครัว

อัตราการเกิด

การช่วยจากรัฐบาล : มาตรการที่ประชาชนยังไม่มั่นใจ

ในปี 2566 นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวขึ้นมาเพื่อดูแลนโยบายเด็กโดยเฉพาะ และในเดือนก.พ. 2567 รัฐบาลประกาศโครงการกระตุ้นอัตราการเจริญพันธุ์ให้สูงขึ้นก่อนปี 2573 โดยเป็นชุดมาตรการ มูลค่ารวม 3.6 ล้านล้านเยน (2.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และล่าสุดในวันที่ 5 มิ.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงแก้ไข เพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนทางการเงินแก่ครอบครัวที่มีบุตร รวมถึงการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร และลดภาระทางการเงิน ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตรและการศึกษาของเด็ก

มาตรการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนคู่รักที่แต่งงานแล้ว และคู่รักที่วางแผนจะมีบุตร แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มหนุ่มสาวที่ลังเลที่จะแต่งงานหรือมีบุตรมากนัก อีกทั้งอาจไม่สามารถโน้มน้าวหรือดึงดูดให้คนหนุ่มสาวมีความต้องการสร้างครอบครัวได้ ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือคู่รักที่มีบุตรโดยไม่ได้แต่งงาน ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม และคนกลุ่มนี้ยิ่งต้องดิ้นรนมากกว่าคู่แต่งงานทั่วไปอีกด้วย

ผลกระทบต่อประเทศ : ปัญหาในระยะยาวและยากที่จะแก้

จำนวนประชากรจากปัญหาอัตราการเกิดต่ำ หมายความว่าประชากรในวัยทำงานของญี่ปุ่นจะลดลงตามไปด้วย นั่นนำไปสู่การขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าจ้าง แม้รัฐบาลจะมีโครงการเปิดประเทศกระตุ้นให้แรงงานต่างชาติมาชดเชยส่วนนี้ก็ตาม นอกจากนี้แล้ว ประชากรวัยทำงานที่ลดลงจะส่งผลให้อุปสงค์สินค้าและบริการในประเทศลดลง อีกทั้งยังกระทบต่อมันสมองของชาติ โดยนวัตกรรมใหม่ ๆ อาจลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

จำนวนประชากรที่น้อยยังส่งผลให้อัตราส่วนการพึ่งพิง (Dependency Ratio) เพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือ อัตราส่วนของประชากรที่อายุเลยวัยทำงานมีมากกว่าวัยหนุ่มสาว และสังคมผู้สูงอายุขยายตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อประชากรวัยชรามีมากขึ้น ประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีจำนวนน้อยกว่าจะต้องรับภาระหนักขึ้น และยังสร้างความตึงเครียดต่องบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากระบบประกันสังคม และโครงการเกษียณอายุอื่น ๆ นั่นมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าอีกด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอัตราการเกิดต่ำ แต่คาดว่าจำนวนประชากรญี่ปุ่นจะลดลงรวดเร็วเป็นอย่างมากในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ประเทศต้องเผชิญ และปัญหานี้จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคม

อ้างอิง : asia.nikkei.com, mainichi.jp, aljazeera.com, data.worldbank.org, economictimes.indiatimes.com, eastwestcenter.org

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :