กองทรัสต์ AIMIRT ปิดดีลควบรวม-แปลงสภาพ PPF รับโอนทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านบาท

593

กองทรัสต์ AIMIRT ปิดดีลควบรวมและแปลงสภาพ PPF รับโอนทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านบาท ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมแตะ 13,000 ล้านบาทหรือโตกว่า 20% หน่วยทรัสต์ออกใหม่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 12 มิ.ย.นี้

นายอมร จุฬาลักษณานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอเอ็ม รีท แมนเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของกองทรัสต์ (AIMIRT) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 กองทรัสต์ AIMIRT ได้รับโอนทรัพย์สินและภาระของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค (PPF) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินและภาระของกองทุน PPF ที่ได้โอนให้แก่กองทรัสต์ AIMIRT ดังกล่าว ผู้จัดการกองทรัสต์ได้ออกหน่วยทรัสต์ของ AIMIRT ให้แก่กองทุน PPF จำนวน 196,019,335 หน่วยทรัสต์ พร้อมเงินสด 168.38 ล้านบาท ตามอัตราการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของ PPF กับหน่วยทรัสต์ของกองทรัสต์ AIMIRT (Swap Ratio) ที่ 1 หน่วยลงทุนของกองทุนรวม PPF ต่อ 0.8731 หน่วยทรัสต์ของ AIMIRT พร้อมเงินสดจำนวน 0.7500 บาทต่อ 1 หน่วยลงทุนของ PPF ถือเป็นการปิดดีลการควบรวมและแปลงสภาพกองทุนได้สำเร็จตามแผน

ธุรกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของ AIMIRT ในฐานะรีทอิสระรายแรกและรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีนโยบายการลงทุนที่เปิดกว้าง สามารถเลือกลงทุนในทรัพย์สินศักยภาพได้อย่างเป็นกลาง และสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้นักลงทุน

“กองทรัสต์ AIMIRT ได้ผ่านบทพิสูจน์มาแล้วจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจาก IPO ที่ 2,140 ล้านบาทในปี 2561 จนตอนนี้หลังจากควบรวมกองทุนรวม PPF สำเร็จ มูลค่าทรัพย์สินรวมเติบโตขึ้นจนแตะ 13,000 ล้านบาท”

นายอมร กล่าวว่า ขนาดกองทรัสต์ที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ AIMIRT มีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงขึ้นในหลากหลายด้าน

นายจรัสฤทธิ์ อรรถเวทยวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอไอเอ็ม รีท แมนเนจเม้นท์ กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นในการมองเห็นศักยภาพของทรัพย์สินของ PPF และการเล็งเห็นโอกาสในการประหยัดค่าธรรมเนียมและภาษีในการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับจากภาครัฐซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2567 นี้

ตลอดช่วงระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้จัดการ AIMIRT มุ่งมั่นและพยายามในการทำให้ดีลนี้สำเร็จได้ตามแผน แม้จะมีความท้าทายในหลากหลายด้าน เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ถือหน่วยของ AIMIRT

รวมถึงผู้ถือหน่วยของ PPF การควบรวมทรัพย์สินของ PPF เข้ามาช่วยเสริมจุดแข็งของ AIMIRT ในหลายด้าน โดยเฉพาะการกระจายตัวของพอร์ตทรัพย์สินไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( EEC) และการมีสัดส่วน Freehold ที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 60% เป็น 67% ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงในระยะยาวของรายได้และผลตอบแทนของกองทรัสต์ได้เป็นอย่างดี

“ดีลนี้ถือเป็นอีกหนึ่ง Strategic Move ที่สำคัญในด้านการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มปิ่นทอง ซึ่งเป็นมืออาชีพที่จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพย์สินต่อไป”

นอกจากนี้สำหรับผู้ถือหน่วยของ PPF การย้ายมาอยู่ในแพลตฟอร์มของรีทช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งข้อจำกัดหนึ่งที่สำคัญ คือ โอกาสในการเติบโตผ่านการลงทุนเพิ่มในทรัพย์สินที่มีศักยภาพ ซึ่งในปัจจุบันกองทุนรวมอสังหาฯ ไม่สามารถทำได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และลดความเสี่ยงจากการลงทุนในทรัพย์สินประเภทเดียว

นายธนาเดช โอภาสยานนท์ กรรมการผู้จัดการร่วมบริษัท เอไอเอ็ม รีท แมนเนจเม้นท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อดีและประโยชน์ที่ได้จากสำหรับธุรกรรมการควบรวม PPF ผ่านการแปลงสภาพเข้ามารวมกับ AIMIRT ในครั้งนี้ ได้รับเสียงสนับสนุนจากนักลงทุนทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี

ขั้นตอนต่อไป PPF จะเริ่มแบ่งหน่วยทรัสต์ของ AIMIRT พร้อมเงินสดให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของ PPF ที่มีชื่อปรากฏในทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุน ณ วันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน

คาดว่าหน่วยทรัสต์ที่ออกใหม่ของ AIMIRT จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 12 มิถุนายน 2567 และหน่วยลงทุนของ PPF จะถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในวันเดียวกัน