กิตติรัตน์ แนะลงทุนขุด “บ่อเปิด” ทางรอดพื้นที่เกษตรกรรมขาดน้ำ

439

ผ่ายุทธวิธีจัดการพื้นที่เกษตรกรรม “น้ำแล้ง” ลงขันขุดบ่อกลาง 2,500 บาทไม่ได้ผลเหตุขุดตื้นน้ำระเหย ธนาคารน้ำใต้ดินยังไม่ซัคเซสเกษตรกรไม่ศรัทธาหลัง “บ่อปิด” น้ำไม่ซึม “กิตติรัตน์” แนะขุด “บ่อเปิด” ซ่อนน้ำใต้ผิวดิน ชี้ประโยชน์ฝากน้ำได้ เบิกออกไปใช้ได้

ปฎิเสธไม่ได้ว่า เกษตรกรรม เป็น อุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำมากที่สุดซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณผลผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่รวมกว่า 330 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ “ชลประทาน” 35 ล้านไร่และมีพื้นที่นอกเขตชลประทานกว่า 115 ล้านไร่ “นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีปัญหา “น้ำมากในฤดูฝน” และ “น้ำน้อยในฤดูแล้ง”

แม้แต่เขตชลประทานก็ยังมีปัญหาส่งน้ำเยอะในหน้าฝนทำให้พื้นที่เกษตรบางแห่งกลายเป็นพื้นที่รับน้ำ ขณะเดียวกันก็ส่งน้ำได้ไม่ดีในหน้าร้อน ประมาณการว่าอย่างน้อย 1ใน 3 ของพื้นที่ชลประทาน 35 ล้านไร่ประสบปัญหานี้

หนึ่งในกลวิธีที่ใช้แก้ปัญหาคือ “เจาะบาดาล” ความลึก 30-40 เมตร ในระยะหลังต้องมีการเจาะบาดาลลึกขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำบาดาลหลายๆจุดใช้เวลาในการซึมของน้ำหลายสิบปีไปถึงพันปีจนกลายเป็นแอ่งน้ำใต้ดิน แต่การสูบน้ำขึ้นมาใช้อย่างจริงจังทำให้บ่อบาดาลหลายบ่อ อย่างน้อยๆ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 “แห้ง” ปัจจุบันไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ ทางแก้คือต้องเจาะให้ลึกขึ้นหรือเจาะบ่อใหม่เพิ่ม อย่างไรก็ตามไม่สามารถรับประกันว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 130 กว่าล้านไร่ได้ดีแค่ไหน อีกหนึ่งความท้าทายคือโดยปกติแล้ว “กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” จะไม่อนุญาตให้เจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ชลประทาน

ทั้งนี้ ภายใต้การทำงานด้านการเกษตรมีการกำหนดแกนหลัก 8 ข้อซึ่งดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน ประกอบไปด้วย ดินนำ น้ำดี มีสายพันธุ์ ยืนยันราคา จัดหาแหล่งทุน หนุนนำนวัตกรรม ทำที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการทำให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดีและร่ำรวย

“ในส่วนของการแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่เกษตรไม่เพียงพอ เรายอมรับว่า “ตันถ้าจะพึ่งพาเขตชลประทาน” แต่ขณะเดียวกันเราทราบว่ามีแนวคิดการทำ “บ่อน้ำขนาดเล็ก” ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินชวนเกษตรกรลงขันออกทุน 2,500 บาทขุดบ่อกลาง เพื่อแสดงเจตจำนงค์ว่าต้องการใช้น้ำจริง ๆ แต่เราเชื่อว่าเมื่อขุดไปแล้ว “แห้งทุกบ่อ” เพราะเราขุดตื้น กลัวว่าถ้าขุดลึกบ่อจะรั่ว แน่นอนว่าพอขุดตื้นแดดเผาน้ำก็ลด เพราะฉะนั้นแนวคิดนี้จึงไม่เป็นคำตอบ”

นอกจากนี้ยังมีการทำ “บ่อวง” หรือชาวบ้านเรียกว่าบาดาลแต่เป็นบาดาลแบบตื้น ลักษณะคือใส่คอนกรีตแบบวงลงไปในบ่อที่เจาะระดับความลึก 10-12 เมตร และใช้เครื่องสูบน้ำธรรมดาสูบขึ้นมา แต่โจทย์ของการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรคือต้องทำให้มีน้ำมากพอที่จะข้ามฤดูปลูกไปได้ เช่นเมื่อหมดฤดูฝนแล้วยังเหลือน้ำใช้ได้อีก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ยังไม่ทันครบฤดูฝนน้ำก็หมดไปแล้ว

“แนวทางที่ทีมทำงานของเราค้นพบก็คือ “ซ่อนน้ำไว้ใต้ผิวดิน” เราจะไม่เจาะลึก ๆ แบบบาดาล เราต้องการความลึกแค่ระดับ 7 -10 เมตร เพื่อส่งน้ำในบ่อนั้นให้กระจายไปรอบ ๆ ตัวบ่อ แม้มองไม่เห็นด้วยตาแต่น้ำจะซ่อนอยู่ข้างล่าง ซึ่งมวลน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรมีน้ำหนักเทียบเท่า 1 ตัน เพราะฉะนั้นการที่บ่อลึก 7-8 เมตรก็จะมีน้ำหนักกดทับ 7-8 ตัน หมายความว่าจะมีแรงบีบคั้นให้น้ำกระจายออกไปข้าง ๆ เมื่อสูบน้ำมาใช้แรงกดทับก็จะน้อยลงและดึงน้ำที่กระจายรอบ ๆ กลับเข้ามาที่บ่อ”

“กิตติรัตน์” กล่าวต่อไปว่า พื้นที่กว่า 80% ของประเทศไทยสามารถทำบ่อแบบนี้ได้ไม่ว่าจะอยู่บนที่สูงหรือที่ราบ ยกเว้นพื้นที่ที่มีดินเหนียวหนาแน่น เช่น  “บางเลน” หรือ พื้นที่ที่เป็นหินและพื้นที่ที่ไม่ใช่ทางน้ำไหลผ่าน เพราะเป้าหมายคือบ่อลักษณะนี้ “การรับฝากน้ำได้และเบิกออกไปใช้ได้”

ดังนั้นการเลือกพื้นที่ในการทำบ่อเปิด มี 3 หลักการคือ ต้องเป็นพื้นที่ใช้น้ำ เป็นพื้นที่ทำเกษตรโดยเฉพาะที่ลุ่มจะมีอัตราการเติมน้ำดีกว่า และสุดท้ายบ่อบาดาลเดิมในพื้นที่ที่ความลึกไม่เกิน30 ม. ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

“เชื่อว่าบางคนฟังเรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” แล้วไม่ค่อยศรัทธาเพราะเห็นรายงานเรื่อง “บ่อปิด” ซึ่งมีปัญหาเรื่องน้ำไม่ซึมแต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ “ระบบเปิด” หรือ “บ่อเปิด” เมื่อน้ำไหลลงไปแล้วก็สูบกลับขึ้นมาได้ เพราะโดยหลักการบ่อใหญ่ ๆ แต่ตื้น ยิ่งทำให้น้ำระเหยง่ายข้อเสียต้องใช้พื้นที่ที่กว้าง แต่บ่อเปิดจะใช้พื้นที่แคบทำให้น้ำไม่ค่อยระเหยเพราะน้ำส่วนใหญ่อยู่ใต้ผิวดิน

ตามข้อมูลที่เราสำรวจพบว่า บ่อเปิด 1 บ่อ ถ้าวางระบบให้เกิดการเชื่อมโยงกันได้ดีๆ สามารถดูแลพื้นที่เกษตรกรรมได้ 1,000 ไร่ ตอนนี้เรามีพื้นที่ขาดน้ำอยู่ประมาณ 100 กว่าล้านไร่ สิ่งที่เราต้องการคือ การขุดบ่อเปิดราวๆ “แสน” กว่าบ่อ หรือเฉลี่ย 2 บ่อต่อ 1 หมู่บ้าน

ซึ่ง “กรมบัญชีกลาง” ได้กำหนดราคากลางสำหรับการขุดบ่อเปิด 1 บ่อไว้ราว ๆ 500,000 บาท สำหรับขนาดบ่อมาตรฐาน 40 คูณ 40 เมตรปากบ่อ และลึก 7 เมตร เพราะบ่อที่ใหญ่ข้อเสียคือน้ำระเหยเยอะ แต่ข้อดีคือเก็บน้ำได้มากเวลาต้องการสูบน้ำขึ้นมาใช้น้ำจะยุบยาก แต่บ่อขนาดเล็กขนาด 1 ไร่ เมื่อเทียบกับบ่อขนาด 5 ไร่เมื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ในปริมาณที่เท่ากันน้ำจะยุบเยอะต้องรออีก 1 คืนเพื่อจะสูบน้ำขึ้นมาใช้ใหม่

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ทางน้ำไหลทำให้มีตะกอนเข้าไปปิดจุดระบาย เพราะฉะนั้นบางพื้นที่จะมีบ่อดักโคลนความลึกไม่เกิน 2 เมตรเพื่อไม่ให้ดินลงไปอุดประสิทธิภาพในการจ่ายน้ำได้ เรื่องถัดไปคือ ปศุสัตว์ ถ้าบ่อนั้นไม่มีขั้นบันได ก็อาจเกิดปัญหาในการขึ้นลงบ่อของปศุสัตว์รวมทั้งความปลอดภัยของเด็กเล็กที่อาจพลัดตก ดังนั้น จะต้องทำรั้วป้องกันความปลอดภัย

นอกจากนี้แม้ว่าจะเป็นบ่อระบบเปิดแต่ท้ายที่สุดก็ต้องมีการสูบน้ำขึ้นมาใช้ เพราะฉะนั้นในกลไกการสูบน้ำขึ้นมากระจายออกไปใช้รอบ ๆ บ่อ อาจจะต้องมีโซล่าเซลล์เข้ามาลดการใช้พลังงาน

รูปแบบการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวพันกัน เราไม่ได้โจมตีชลประทาน ไม่ได้โจมตีบาดาลที่ลึกกว่า 15 เมตร และเราก็ไม่ได้เชียร์ธนาคารน้ำใต้ดินว่าเป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียว แต่ทั้งหมดสามารถอยู่ด้วยกันได้รวมทั้งบ่อวงด้วย

เช่น พื้นที่ชลประทานที่ส่งน้ำได้เยอะในช่วงหน้าฝน ถ้าปลายคลองส่งน้ำมีธนาคารน้ำใต้ดินวางอยู่ ช่วงที่ส่งน้ำได้เยอะก็ส่งน้ำเข้าธนาคารน้ำใต้ดินแทนที่จะส่งเข้าพื้นที่นาทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ส่วนบาดาลที่บางบ่อแห้ง ธนาคารน้ำใต้ดินจะช่วยลดภาระการซึมของน้ำจากผิวดินซึ่งเป็นการเติมน้ำให้กับบ่อบาดาลใต้ดินด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นตอนนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำลังศึกษาเรื่องธนาคารน้ำใต้ดินอย่างจริงจัง โดยหวังว่าจะเข้าไปช่วยงานหลักก็คือการไปเติมน้ำให้บ่อบาดาล แต่สำหรับพื้นที่ลำห้วยการจะทำธนาคารน้ำใต้ดินกลางลำห้วยจะต้องระวังเรื่องของตะกอนที่น้ำพัดพามา แต่เราสามารถนำ “แก้มลิง” มาวางข้าง ๆ ลำห้วย เพื่อรับน้ำล้นลำห้วยในช่วงหน้าฝน แต่แก้มลิงในอดีตเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่จุดอ่อนก็ไม่พ้นโคลน”