อานิสงส์ปีมังกรทอง – นโยบายปั๊มลูกไทย-จีน ดัน “รักษามีบุตรยาก” ปี 67 โตทะยาน

660

ธุรกิจรักษาผู้มีบุตรยากส่งสัญญาณดีอยู่ในช่วงขาไปอีก 5 ปี SAFE-EKH-GFC มองตรงนโยบายเพิ่มประชากรเด็กแรกเกิดไทย-จีน หนุนตลาด “รักษามีบุตรยาก” โตเพิ่ม จับสัญญาณ 2567 คนไข้จีนตบเท้าใช้บริการรับปี “มังกรทอง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจรักษามีบุตรยาก กำลังเป็นที่น่าจับตามองด้วยอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2565 ที่ผ่านตลาดโลกมีการประมาณการการใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษามีบุตรยากสูงถึง 49 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสไต่ขึ้นไปแตะ 90 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2570 และ119 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2575

ในส่วนของประเทศไทยมีการประมาณการว่า ในปี 2570 ค่าใช้จ่ายในการดูแลเรื่องมีบุตรยากจะเติบโตไปถึง 60,000 ล้านบาท จากการขยายตัวของตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยาก หรือ Fertility Tourism ซึ่งข้อมูลจาก Allied Market Research ในปี 2562 พบว่า ตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 11.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าในปี 2570 จะมีมูลค่าประมาณ 33.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 14.20% ต่อปี

ตลาดหลักของท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากยังคงอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยมีไทย มาเลเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของ Fertility Tourism และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงสุดประมาณ 5.62 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2570

อัตราการเกิดลดฮวบดันดีมานด์ “รักษาผู้มีบุตรยาก” ไทย-จีนพุ่ง

ทั้งนี้ ข้อมูลจำนวนราษฎรของประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2565 ระบุว่าไทยมีประชากรสัญชาติไทยอยู่ในทะเบียน 66,080,812 คน โดยมีคนเกิด 502,107 คน มีคนตาย 595,965 คน นั่นหมายความว่าไทยมีอัตราการเกิดน้อยกว่าคนตายถึง 93,858 คน เท่ากับว่าอัตราเพิ่มตามธรรมชาติของประชากรไทย ติดลบเป็นปีที่ 2 นับตั้งแต่ปี 2564 สาเหตุมาจากการแต่งงานที่ช้าลงหรือครองตัวเป็นโสดกันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จีน ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ก็กำลังเผชิญหน้ากับภาวะอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน โดยในปี 2565 จีนรายงานจำนวนประชากร 1.41175 พันล้านคน ลดลงประมาณ 850,000 คน นับเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่ปี 2504 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของภาวะอดอยากครั้งใหญ่ในจีนหรือ China’s Great Famine

ปัจจุบันทางการจีนพยายามผลักดันเพิ่มจำนวนประชากรโดยอนุญาตให้คู่สามีภรรยาสามารถมีบุตรได้ถึง 3 คน พร้อมกับมาตรการช่วยเหลือผู้มีบุตรหลายด้าน ทำให้ความต้องการใช้บริการ “รักษามีบุตรยากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” สวนทางกับบริการ “รักษาผู้มีบุตรยาก” ในประเทศที่ไม่เพียงพอส่งผลให้คนจีนเริ่มมองหาการรักษาในต่างประเทศมากขึ้น

ฟรีวีซ่าเปิดทางนทท.จีนใช้บริการ “รักษามีบุตรยาก” ในไทยง่ายขึ้น

นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ‘SAFE’ เปิดเผยว่า มีการคาดการณ์ว่าตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากทั่วโลกจะมีมูลค่ากว่า 5,926 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท เติบโต15.2% ต่อปี

ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่มีมูลค่าและการเติบโตสูงที่สุดมีมูลค่ากว่า 1,996 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 16.8 % และคาดว่าตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากของไทยในปีหน้า 2567 จนถึงปี 2570 จะมีมูลค่ากว่า 1.96 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 6 หมื่นล้านบาทเติบโตเฉลี่ย 14.6 ต่อปี

ในส่วนของ SAFE เองในระยะ 2-3 ปีมานี้มีคนไทยเข้ามารับบริการปรึกษาการมีบุตรยากมากขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่านโยบายของไทยที่เร่งผลักดันส่งเสริมการมีบุตรเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงจะมีส่วนช่วยทำให้คนไทยอยากมีบุตรมากขึ้น

ประกอบกับนโยบายลูกสามคนของประเทศจีน ย่อมส่งผลให้ดีมานด์มีลูกของคนจีนเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้มีบุตรยากในไทยมากนัก ด้วยเศรษฐกิจของจีนเองยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก และปัจจุบันลูกค้าชาวจีนยังไม่กลับมาเท่ากับก่อนโควิด

“ธุรกิจรักษาผู้มีบุตรยากยังเป็นช่วงขาขึ้นของตลาดนับจากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้า ลูกค้าต่างชาติของ SAFE เป็นกลุ่ม CLMV เป็นหลัก รองลงมาคืออินเดีย และจีน ตอนนี้เราได้รับแรงหนุนจากนโยบายฟรีวีซ่าจีน-คาซัคสถาน-อินเดียและไต้หวันที่มีส่วนช่วยส่งเสริมธุรกิจของ SAFE ทำให้ลูกค้าต่างชาติเดินทางมาไทยง่ายมากขึ้น ตัดสินใจมาใช้บริการรักษาผู้มีบุตรยากในไทยมากขึ้น

เรามีแผนร่วมทุนกับ รพ.ต่างชาติ1,300 ล้านบาท เปิดคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก ขยายสาขา 2 แห่งซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น สร้าง Economy of Scale ให้กับธุรกิจ รวมถึงสามารสร้าง Synergy ในการใช้ฐานลูกค้าร่วมกันในธุรกิจ wellness โดยแผนการขยายสาขา 2 แห่งคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2567 – 2571”

อย่างไรก็ตามในปี 2567 คาดว่าการรักษามีบุตรยากจะเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบกับปัจจัยบวกสำคัญอย่าง “ปีมังกรทอง” ที่มีความเป็นมงคลที่สุดในปฏิทินจีนจะทำให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากในไทยเพิ่มมากขึ้น

ปีหน้าตลาดคนไข้จีนฟื้นรับปีมังกร

ขณะที่ นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH เปิดเผยว่า โรงพยาบาลได้รับประโยชน์จากนโยบายฟรีวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะธุรกิจ IVF ที่ลูกค้ากว่า 90% มาจากจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 11% ของรายได้ และคาดว่าสิ้นปีนี้ EKH จะมีคนไข้เข้ามารับคำปรึกษาตามเป้าที่ได้วางไว้คือ 300 เคส และในปีหน้า 2567 เป็นปีมังกรทำให้เห็นสัญญาณคนไข้จีนเดินทางมาใช้บริการ IVF ในไทยมากขึ้น

“ปกติต่อให้ไม่มีนโยบายลูกคนที่สามคนจีนก็ต้องการมีลูกเยอะอยู่แล้ว ช่วงที่ผ่านมาเอเจนซี่ติดต่อเรามาเยอะ ทั้งส่วนของการปรึกษาและการรักษามีบุตรยาก ทำ IVF เด็กหลอดแก้ว ซึ่งเติบโตมากกว่าปี 2562 หรือช่วงก่อนโควิดถึง 10% ขณะที่ลูกค้าคนไทยก็มีแนวโน้มขยายตัวจนมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10% ของพอร์ต จาก 1-2% ในปี 2562 นอกจากนี้คนไข้จากประเทศอื่น ๆ เริ่มเข้ามาใช้บริการมากขึ้นทั้งเวียดนาม อินเดีย และเมียนมาร์”

ลุ้นสวัสดิการช่วยเหลือผู้มีบุตรยากดันธุรกิจ

ขณะที่นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) “GFC” เปิดเผยว่า ในอนาคตมีแนวโน้มว่าธุรกิจประเภทรักษามีบุตรยากจะเติบโตขึ้น เพราะปัญหาการมีบุตรยากและอัตราการเกิดน้อยลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยแต่ประเทศอื่นก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเทรนด์ในอนาคตคนที่จะต้องเข้ามารับการรักษาหรือปรึกษาการมีบุตรยากจะสูงขึ้นแน่นอน

ปัจจุบันในไทยคลินิกรักษามีบุตรยากส่วนมากจะเน้นรับคนไข้ต่างชาติเป็นหลัก แต่ GFC กลับกันลูกค้าหลักยังคงเป็นคนไทย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการพัฒนาคุณภาพการรักษาและ GFC เชื่อว่าตลาดคนไทยเป็นตลาดที่มั่นคง ในช่วงโควิดเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนเมื่อคนไข้ต่างชาติเดินทางเข้ามาไม่ได้ คลินิกที่เคยรับแต่คนไข้ต่างชาติตัวเลขตกหรือหายไปทั้งหมดมีแค่ GFC ที่ตัวเลขรายได้ยังคงเติบโตอยู่

“ในระยะใกล้ประเด็นที่น่าติดตามคือนโยบายส่งเสริมการมีลูกของรัฐบาลที่น่าจะส่งผลดีต่อ GFC แน่นอนแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม เรารอจังหวะที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น หรืออาจจะมีสวัสดิการให้กับการรักษามีบุตรยาก คลินิกรักษามีบุตรยากก็จะได้ผลพลอยได้ไปด้วย แต่ต่อให้ไม่มีปัจจุบันคนที่อยากมีลูกก็ต้องหันมาพึ่งเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์มากขึ้นอยู่แล้วเพราะความเครียด และคนที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไปมีภาวะมีบุตรยากสูงขึ้นจากเมื่อก่อน”

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน GFC มีคนไข้เดินทางเข้ามารักษาจากทั่วประเทศ จึงเล็งเห็นโอกาสในตลาดต่างหวัดโดยเฉพาะ “อุบลราชธานี” ซึ่งเป็นมีคนไข้เดินทางเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ประกอบกับโซนนั้นยังไม่มีคลินิกรักษามีบุตรยากที่ครบวงจร GFC จึงเข้าไปขยายสาขาที่อุบลราชธานีใช้งบลงทุนราวๆ 50 ล้านบาทเพื่อขยายฐานลูกค้าในโซนนั้นและครอบคลุมไปถึงจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาวซึ่งมองหาคลินิกรักษามีบุตรยากด้วย