“กรุงศรี” กางแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ มุ่งเน้นความยั่งยืนและภูมิภาคอาเซียน

1413

“การเงินธนาคาร” เปิดยุทธศาสตร์ 5  แบงก์ใหญ่ปี 67 : พร้อมรับระเบียบธุรกิจใหม่-เดินหน้า ESG โดย “กรุงศรี” กางแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ มุ่งเน้น “ความยั่งยืน” และ “ภูมิภาคอาเซียน” มุ่งมั่นสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เชื่อมต่อภาคธุรกิจกับความยั่งยืน

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า ภาคการเงินไทยมีบทบาทสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ดังนั้น ภาพรวมของธุรกิจธนาคารโดยทั่วไปจะมีการเติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ซึ่งเศรษฐกิจไทยปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นตามวัฎจักรเศรษฐกิจ แม้การเติบโตยังไม่กระจายตัวและมีความไม่แน่นอน แต่คาดว่าจะมีแรงส่งจากปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ (1) การฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคท่องเที่ยวจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐและความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น (2) การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น กอปรกับยังมีผลเชิงบวกจากนโยบายของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย (3) การใช้จ่ายภาครัฐที่จะมีบทบาทมากขึ้นในไตรมาส 2 หลัง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 มีผลบังคับใช้ และ (4) การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญๆ รวมทั้งการเติบโตของภาคบริการ

สำหรับภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำแต่อาจจะกระเตื้องขึ้นในบางกลุ่มจากปัจจัยเฉพาะ เช่น วัฏจักรการฟื้นตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อานิสงส์จากการรักษาความมั่นคงทางด้านอาหาร และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (Regionalization) เป็นต้น

ทั้งนี้ แม้โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ยังมีหลายปัจจัยท้าทายทั้งภายในและภายนอกซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัว อาทิ หนี้ครัวเรือนและต้นทุนการกู้ยืมในระดับสูง ผลกระทบจากภัยแล้ง ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ประชากรสูงวัยและการขาดแคลนแรงงาน ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ ผลจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษอาจกดดันเศรษฐกิจและภาคการเงินในประเทศแกนหลัก ความเปราะบางในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจสร้างความผันผวนต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงไว้ที่ 2.50% ตลอดทั้งปี 2567 เพื่อดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมาย และเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวกลับเข้าสู่แนวโน้มระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) เพื่อรองรับความเสี่ยงที่มีอยู่มากในอนาคต

ขณะที่ด้วยระดับหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันสูงเกินกว่าร้อยละ 80 ของขนาดเศรษฐกิจไทย จึงเป็นประเด็นที่ ธปท. ให้ความสำคัญและได้ออกมาตรการเพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญของ ธปท. คือ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อช่วยลูกหนี้อย่างตรงจุดและครอบคลุมตลอดช่วงเวลาการเป็นหนี้ทั้ง 4 ระยะ ตั้งแต่ช่วงก่อนหรือกำลังจะเป็นหนี้ ช่วงระหว่างเป็นหนี้ ช่วงลูกหนี้มีปัญหาชำระหนี้ และช่วงจะดำเนินคดีและโอนขายหนี้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567

ซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นความท้าทายของธนาคารโดยเฉพาะในช่วงแรกที่อาจต้องปรับแผนการตลาด ให้มีความรัดกุมและถูกต้องตามกฎระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระตุ้นการก่อหนี้เกินตัว ซึ่งในระยะสั้นอาจเป็นความท้าทายต่อธนาคาร  อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะส่งผลดีในระยะยาวเพราะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพในระบบการเงินและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

ความท้าทายอีกประเด็นในภาคธนาคารคือประเด็นด้านความยั่งยืน โดยธนาคารจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันภาคธุรกิจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น ผ่านการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือ Thailand Taxonomy ซึ่งจัดทำโดย ธปท. เพื่อให้แต่ละธนาคารได้ประเมินกลุ่มลูกค้าของตนให้ชัดเจนว่าธุรกิจใดมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามนิยามที่ ธปท. กำหนดไว้ใน Taxonomy

โดยกลุ่มธุรกิจนำร่องคือกลุ่มพลังงานและขนส่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉลี่ยในระดับที่สูงกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะแรกประเด็นด้านความยั่งยืนจะเป็นความท้าทายของภาคธนาคาร แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) นั้นเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นหนึ่งในแนวทางธุรกิจของกรุงศรีอีกด้วย

นอกจากนี้ ดังที่ทราบกันดีกว่าภายในปี 2567 นี้ ธปท. จะคัดเลือกและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้สมัครที่ต้องการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ในประเทศไทย จำนวนไม่เกิน 3 ราย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายในการเริ่มต้นเพิ่มการแข่งขันในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของธนาคาร โดยลูกค้าจะได้รับบริการทางการเงินที่ดีขึ้นจากศักยภาพทางด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกันก็เป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินไปยังกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารแบบดั้งเดิมไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการที่ดีเพียงพอ (Underserved) หรือยังเข้าไม่ถึงบริการ (Unserved) ซึ่งโดยรวมแล้วน่าจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น

“แม้ว่าภาคธนาคารจะต้องเผชิญความท้าทายหลายประการจากภูมิทัศน์ในภาคการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ในความท้าทายดังกล่าวก็นำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน”

เคนอิจิ กล่าวอีกว่า ในปี 2567 ซึ่งจะเป็นปีแรกของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 4 โดยในแผนธุรกิจฉบับนี้ เราตระหนักดีถึงสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมธนาคารอย่างรวดเร็วจากการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล ดังนั้น ในการจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 4 ซึ่งจะครอบคลุมการดำเนินงาน ระหว่างปี 2567-2569 เราจึงพิจารณาจากความสำเร็จและความท้าทายที่สำคัญของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 1, 2, และ 3 รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมและแนวโน้มของตลาดในระดับโลกและระดับประเทศด้วย

สำหรับแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 4 นี้ กรุงศรี กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจหลัก 6 ประการ คือ

  1. การมุ่งสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจลูกค้ารายย่อยผ่านการดำเนินงานแบบหนึ่งเดียว (Strengthen Leading Position through One Retail Execution) โดยธนาคารมุ่งเน้นการผสานความร่วมมือของทุกหน่วยงานในกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าและสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว ผ่านการใช้ One Retail Integrated Data Platform เพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อความเข้าใจลูกค้าแบบรอบด้านและลึกซึ้ง ทำให้กรุงศรีมีความพร้อมในการสร้างนวัตกรรมทางการเงินและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
  2. การพัฒนาสู่การเป็นธนาคารแห่งอนาคตเพื่อลูกค้าธุรกิจ (Reimagine towards Commercial Banking of the Future) ธนาคารมีการปรับเปลี่ยนทั้งกระบวนการทำงานที่นำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ปรับรูปแบบการให้บริการที่มุ่งเน้นการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญพิเศษและเชื่อถือได้สำหรับลูกค้า ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าธุรกิจแต่ละรายได้อย่างหลากหลายและครอบคลุม
  3. การเพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกรรมทางการเงิน (ระดับท้องถิ่นและภูมิภาค) (Expand Transactional Banking Capabilities (Local & Regional): ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นสร้างโซลูชันทางการเงินรองรับทั้งการทำธุรกรรมในประเทศและต่างประเทศ โดยทำงานร่วมกับ MUFG และธนาคารพันธมิตรในอาเซียนเพื่อเสริมความรวดเร็วและความสะดวกในการทำธุรกรรม อาทิ การต่อยอดพัฒนา KMA Krungsri app เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ารายย่อย และมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น Main Operating Account ของลูกค้า รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้บริการลูกค้าธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนธุรกรรมผ่าน PromptTrade เพื่อรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศอีกด้วย
  4. การยกระดับสู่การเป็นธนาคารที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิภาค (Position Regional-Linked Business) ในแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่แล้ว เราสามารถขยายธุรกิจเข้าไปหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ทำให้ปัจจุบันกรุงศรีมีเครือข่ายและธุรกิจที่ครอบคลุมทั่วทั้งอาเซียน เป็นการวางรากฐานของการเป็นธนาคารแห่งภูมิภาคให้แข็งแกร่ง โดยในปี 2567 นี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการขยายธุรกิจให้ก้าวไกลกว่าอาเซียน
    โดยผสานความแข็งแกร่งกับ MUFG ในการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมต่อด้านต่างๆ ให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) ความเชื่อมต่อการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ (Business Transaction) ความเชื่อมต่อการลงทุนในต่างประเทศ (Offshore Investment) และความเชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับลูกค้า (Benefits for Our Customers)
  5. การมุ่งมั่นสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เชื่อมต่อภาคธุรกิจกับความยั่งยืน (Position ESG-Linked Business & Krungsri Net Zero Commitment (2050)) กรุงศรี เรามีคำมั่นสัญญาที่จะบรรลุ Net Zero Emission ด้านพอร์ตสินเชื่อธนาคารภายในปี 2593 เราจึงทุ่มเทเป็นอย่างมากในการสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านและดำเนินงานตามแนวทาง ESG ผ่านหลากหลายโครงการของธนาคาร รวมถึงทำงานร่วมกับ MUFG เพื่อสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานตามแนวทาง ESG ที่เป็นมาตรฐานสากล
    โดยธนาคารยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว สำหรับทั้งลูกค้าธุรกิจและรายย่อย เช่น สินเชื่อพลังงานทดแทนและหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน สินเชื่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG เป็นต้น เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและสังคมไทย สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้ในที่สุด
  6. การสร้างระบบนิเวศและพันธมิตรทางธุรกิจ (Diversify Businesses through Partnership & Ecosystem): การสร้างระบบนิเวศและพันธมิตรทางธุรกิจเป็นสิ่งที่เราดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจากแผนธุรกิจฉบับที่แล้ว ทำให้ปัจจุบันเรามี Ecosystem ในหลากหลายธุรกิจ อาทิ Mobility, Living, Commerce Ecosystem เป็นต้น และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายให้ครอบคลุมธุรกิจอื่นมากขึ้นในอนาคต และ Ecosystem ที่เราสร้างขึ้นจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น เพราะ กรุงศรี เรามีเครือข่ายของ MUFG และธนาคารพันธมิตรในอาเซียนที่สามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกประเภท เพื่อเติมเต็มและทำให้ลูกค้าใช้ชีวิตง่ายได้ทุกวัน

ยุทธศาสตร์ 5 แบงก์ใหญ่ปี 67

ปี 2567 เริ่มต้นแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 4

นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ในการบริหารธุรกิจที่ได้กล่าวถึง ภายใต้แผนธุรกิจนี้ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดสรรทรัพยากรสู่กระบวนการใหม่ที่เน้นใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตลาดต้องการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและสร้างประโยชน์จากทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดผลสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อเปลี่ยนธนาคารให้กลายเป็นองค์กรที่พร้อมรับอนาคต (Future-ready Organization) ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ เพื่อปรับตัวต่อโอกาสใหม่ในธุรกิจ และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมภายในองค์กรให้ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้อย่างเห็นผล

เคนอิจิ กล่าวด้วยว่า ปี 2567 เป็นปีแรกที่กรุงศรีดำเนินงานภายใต้แผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 4 ซึ่งครอบคลุมปี 2567-2569 และหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักคือ “การมุ่งมั่นสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เชื่อมต่อภาคธุรกิจกับความยั่งยืน” สอดคล้องกับหลักการแห่งการเป็น “ธนาคารพาณิชย์ที่่มีจุุดยืนเพื่่อความยั่่งยืน” (Banking with Purpose) ซึ่งสิ่งสำคัญที่กรุงศรีต้องเร่งดำเนินการคือการปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย (Directional Paper) และแนวนโยบายเรื่องการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Policy Statement of Standard Practice) ของ ธปท.

รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดีและมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของภาครัฐในพันธสัญญาระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thailand’s Nationally Determined Contribution: NDC) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) อีกทั้งยังสอดคล้องกับการประกาศวิสัยทัศน์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Vision Declaration) ของกรุงศรีที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศให้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งจากกระบวนการปฏิบัติงานภายในของธนาคาร และการสนับสนุนลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนผ่านการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

กรุงศรีในฐานะสถาบันการเงินชั้นนำของไทยที่มีความรับผิดชอบ ตั้งเป้าเร่งเดินหน้าภายใต้ปฏิบัติการ “Krungsri Race to Net Zero” เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์โลกเดือดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยยึดมั่นในพันธกิจลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนทางธุรกิจของธนาคารให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2573 และลดการปล่อยคาร์บอนจากการให้บริการทางการเงินให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593

ปี 2567 จึงเป็นปีแห่งการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ด้าน ESG รวมทั้งส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Transition Finance) โดยตั้งเป้าเพิ่มเม็ดเงินในโครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน อีก 1 แสนล้านบาท จากปีฐาน 2564 สอดรับกับเป้าหมายการลดคาร์บอนจากบริการทางการเงินให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593

นอกจากนี้ ธนาคารจะเร่งดำเนินการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในพอร์ตโฟลิโอให้สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy รวมทั้งจัดทำแผนการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสนับสนุนภาคธุรกิจก้าวไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามแนวนโยบายของ ธปท.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง