“กรุงไทย” โฟกัส 7 ยุทธศาสตร์พร้อมรับยุคแห่ง “Never Normal”

1518

“การเงินธนาคาร” เปิดยุทธศาสตร์ 5  แบงก์ใหญ่ปี 67 : พร้อมรับระเบียบธุรกิจใหม่-เดินหน้า ESG โดย “ธนาคาร กรุงไทย ” มอง 5 ปัจจัยที่ต้องจับตามองเพราะมีผลต่อธุรกิจธนาคารในปี 2567 มุ่งขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “Reshaping Client Value Proposition นวัตกรรมสร้างคุณค่า ตอบโจทย์ลูกค้า สู่ความยั่งยืน”

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทย เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า ถึงแม้ว่าในปี 2567 สภาพัฒน์จะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นโดยเติบโตอยู่ในช่วงประมาณการ 2.7%-3.7% สอดคล้องกับประมาณการณ์จาก IMF และ สศค. ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 3.2% (คาดการณ์ ณ เดือน ต.ค.2566) แต่ในแง่ของทิศทางธุรกิจของธนาคารนั้น ยังคงมีปัจจัยหลายด้านที่ต้องจับตามองและหาแนวทางรับมือ โดยสามารถสรุปปัจจัยดังกล่าวได้เป็น 5 ประการ ดังนี้

ประการแรก คือ การชะลอตัวลงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา  ด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนก็มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัย์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่เป็นผลมากนัก ตลอดจนความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-ฮามาส ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์โลก

ประการที่สอง คือ ภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง โดยมีสัดส่วนสูงถึง 90.7% เพิ่มขึ้นจาก 76% เมื่อ 10 ปีก่อน  และเมื่อรวมกับหนี้นอกระบบ ที่มีสัดส่วน 19.8% ของหนี้ครัวเรือน (จากข้อมูลของหอการค้าไทย) อาจทำให้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจสูงถึง 110% ทำให้ผู้บริโภคมีข้อจำกัดและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลทางลบต่อการบริโภคภาคเอกชน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงคุณภาพสินเชื่อที่มาจากลูกค้ารายย่อย และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

ประการที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี  โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI จะกระทบการทำงานโดยคนราว 40%  รวมทั้ง AI จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกและส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจธนาคารในมิติต่างๆ (A game changer for banking industry) เช่น เวลาทำงาน ตำแหน่งงาน จำนวนพนักงาน ประสิทธิภาพการทำงาน เป็นต้น

ประการที่สี่ คือ การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบต่างๆ เช่น นโยบาย 3 Opens เกณฑ์ Responsible Lending ของ ธปท. และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ผ่านการเพิ่มการบังคับใช้มาตรการ ESG ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบที่มากขึ้นต่อภาคสถาบันการเงินและลูกค้าของธนาคาร เช่น การออกหลักเกณฑ์ BOT Green Directional Paper และ Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นแนวทางให้สถาบันการเงินในการขับเคลื่อนและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม

ประการที่ห้า คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีความอ่อนไหวต่อภาคการเกษตรของไทย ที่มีแรงงานภาคเกษตร 12.8 ล้านคน  คิดเป็นสัดส่วน 32%ของผู้มีงานทำทั้งหมด รวมถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดย Climate Shocks พบว่าจะทำให้การเติบโตของรายได้ต่อหัวเฉลี่ยในจังหวัดต่างๆ ลดลง ราว 2.28%

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ในปี 2567 ธุรกิจธนาคารอาจจะเผชิญความท้าทายมากขึ้นจากสถานการณ์ลูกหนี้ที่ยังเปราะบาง และทิศทางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระยะข้างหน้าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งจำเป็นต้องปรับโครงสร้างและเร่งประคองพอร์ตลูกหนี้ผ่านการบริหารพอร์ตหนี้เสียของธนาคาร โดยธนาคารยังต้องให้ความสำคัญในการประคองลูกหนี้กลุ่มเปราะบางต่อไป

ยุค “Never Normal”

ทั้งนี้ ในอนาคตปัญหาต่างๆ จะยิ่งซับซ้อนเป็นทวีคูณ เป็นยุค “Never Normal” ซึ่งมีลักษณะไม่เป็นไปแบบที่เราคาดการณ์ตามตรรกะเดิมๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าในอดีตมาก ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมโยงกันสูงและรอบทิศทาง และเป็นโลกแห่ง Agile ที่มีการปรับรูปแบบตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจธนาคารต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งต้องมีแผนธุรกิจที่สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรง และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆ ที่เข้ามากระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคต  ตลอดจนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติได้จริง

ผยง กล่าวด้วยว่า ปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจธนาคารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความคาดหวังของสังคม และมาตรการหรือกฎระเบียบใหม่ โดยปี 2567 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่มีความท้าทายสูง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ของไทยช้ากว่าคู่เทียบในภูมิภาค และมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมหลายประการ โดยเฉพาะหนี้สินของครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 90.7 ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นตัวเลขเฉพาะหนี้สินในระบบ ยังไม่รวมหนี้สินนอกระบบ

ยุทธศาสตร์ 5 แบงก์ใหญ่ปี 67

การดำเนินการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนและเป็นระบบมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง มาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีกำหนดเริ่มใช้ในปี 2567 เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินของครัวเรือนในระบบสถาบันการเงิน โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานกระบวนการให้สินเชื่อและการปฏิบัติกับลูกหนี้อย่างเป็นธรรม ครอบคลุมตลอดทั้งวงจรของการเป็นหนี้

ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า การโฆษณาและการเสนอขายผลิตภัณฑ์ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน ครบถ้วน ไม่กระตุ้นการก่อหนี้เกินควร และลูกหนี้มีเงินเหลือหลังหักภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดแล้วเพียงพอในการดำรงชีวิต

รวมถึงการแก้ไขหนี้เรื้อรัง ตลอดจนการให้ข้อมูลสำคัญเป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น และช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยมาตรการที่จะสนับสนุนให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามความเสี่ยง (risk-based pricing) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และมาตรการในการกำหนดให้พิจารณาสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยคำนึงถึงอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของลูกหนี้ (debt service ratio)

ธนาคาร กรุงไทย พร้อมให้ความสนับสนุนการดำเนินมาตรการดังกล่าวของ ธปท. เพื่อบรรลุเป้าหมายของการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ทั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธนาคารในการปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจ สร้างผลเชิงบวกต่อสังคม โดยเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ทั้งในมิติด้านความต้องการสินเชื่อ พฤติกรรมการก่อหนี้และการชำระหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับความศักยภาพของลูกค้าแต่ละราย

อย่างไรก็ดี ต้องติดตามประเมินผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการดำเนินมาตรการ การกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้อาจทำให้ลูกหนี้บางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากระบบสถาบันการเงินได้อย่างเพียงพอ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วต้องการก่อหนี้ที่จำเป็นในการทำธุรกิจและสร้างรายได้ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและก่อหนี้เกินความจำเป็น และทำให้ลูกหนี้เหล่านี้ต้องหันไปกู้เงินนอกระบบเพิ่มเติม จึงเป็นความท้าทายของในการหาสมดุลระหว่างความพยายามไม่ให้มีการก่อหนี้สินเกินกำลังจนตกอยู่ในสถานะเปราะบาง และการไม่เป็นการผลักไปพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีการคิดดอกเบี้ยและติดตามทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรมอีก

อนึ่ง การจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนและทำให้ประชาชนมีสุขภาวะทางการเงินที่ดีขึ้น (financial well-being) ไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหนี้ในระบบเท่านั้น แต่ต้องแก้หนี้นอกระบบอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กันไป พร้อมทั้งช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการสร้างรายได้ของประชาชน เพื่อทำให้ประชาชนสร้างรายได้มากพอครอบคลุมค่าใช้จ่าย ต่อยอดและหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงยกระดับความรู้ความสามารถในการการบริหารการเงิน การลงทุน และการออมของประชาชน ผ่านการให้ความรู้ทางการเงินที่เข้าถึงได้สะดวกและเข้าใจง่าย

ผยง กล่าวอีกว่า ในปี 2567 ธนาคาร กรุงไทย จะมุ่งขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด Reshaping Client Value Proposition นวัตกรรมสร้างคุณค่า ตอบโจทย์ลูกค้า สู่ความยั่งยืน” มุ่งผลักดันให้นำนวัตกรรมมาสร้างคุณค่า สามารถตอบโจทย์ลูกค้า โดยใช้นวัตกรรม ตัวอย่างเช่น การใช้ AI มาประกอบการทำงาน เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของธนาคารและโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต   ตลอดจนช่วยสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของธนาคาร ได้แก่

  1. 1. เร่งบูรณาการรากฐานและโครงสร้างธุรกิจเดิม (Transform the Core) ผ่านการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร ปลูกฝังวิธีการทำงานแบบใหม่ สามารถดึงดูดนวัตกรที่มีศักยภาพรุ่นใหม่ให้มาร่วมงานกับธนาคาร มุ่งขับเคลื่อนองค์กรด้วยความคล่องตัว ยืดหยุ่น และพร้อมปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและท้าทายต่างๆ ต่อธุรกิจธนาคาร
  2. 2. เร่งต่อยอด ปรับเปลี่ยนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเดิม (Strengthen Current Businesses) เพื่อประคองการเติบโตของธุรกิจหลักให้เติบโตต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการในการให้บริการลูกค้าทุกช่องทาง นำเสนอนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ต่อยอดจากคู่ค้าของลูกค้า (X2G2X) ผ่านเครื่องมือดิจิทัลให้ครอบคลุมทั้ง Supply Chain
  3. 3. เร่งสร้างธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในมิติใหม่ (Grow New Businesses) โดยมีพันธมิตรและธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ มาต่อยอดขยายผล เช่น Banking as a Service หรือ Platform ต่างๆ ที่ธนาคารมีอยู่ เพื่อสร้าง Economic Value ให้ตอบโจทย์คู่ค้าและพันธมิตรของธนาคารในการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้อย่างต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืน

7 Strategic focus

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินตาม 7 ยุทธศาสตร์หลัก (7 Strategic focus) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเร่งการดำเนินงาน (Execute) เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต ผ่านการดำเนินการสำคัญต่างๆ ดังนี้

1) ปลดล็อคศักยภาพในการสร้างมูลค่าจากการทำธุรกิจกับคู่ค้าของลูกค้า (X2G2X) เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าต่างๆ ทั้ง B2B, B2C, G2B และ G2C และมีแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์คู่ค้าของลูกค้า ตลอดจนเข้าถึงลูกค้าฐานรากเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

2) ขับเคลื่อนประสิทธิภาพองค์กรด้วยดิจิทัลและข้อมูล เร่งนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เข้าใจความต้องการของลูกค้า และสามารถตอบโจทย์ได้ตรงรูปแบบ

3) เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในมิติใหม่ ได้แก่ Wealth-Tech, Virtual Banking, Banking as a Service เป็นต้น และบริการทางการเงินในทุกระดับชั้น

4) สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และยั่งยืน ขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG เพิ่มการเข้าถึงในกลุ่มลูกค้าฐานรากให้มากขึ้น เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้า SMEs กับ Digital Economy และเร่งปรับตัวเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve

5) พัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถการทำงานแห่งอนาคต ได้แก่ เร่งสร้างการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในด้านความพร้อมของระบบ เพื่อรองรับการป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้าน Data Analytic เพื่อให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า (Digital Marketing) และก้าวเข้าสู่การเป็น Personalized Banking ผ่านหลากหลายช่องทาง รวมทั้งยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันของบริษัทในเครือ

6) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีหลักขององค์กร ให้มีความทันสมัย มั่นคง ปลอดภัย มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อสนับสนุนการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า สร้างความมั่นใจของลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในการใช้บริการของธนาคาร

7) ปฎิรูปวัฒนธรรมและปลูกฝังวิธีการทำงานแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรด้วยความคล่องตัว พนักงานต้องกล้าเปลี่ยน เพื่อก้าวนำ ปรับตัวให้รวดเร็ว มีวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องตัว และยกระดับพนักงานให้มีทักษะใหม่ๆ เข้าใจเรื่อง Digital Literacy มุ่งสู่การเป็นองค์กรต้นแบบให้พนักงานทุกคนภาคภูมิใจในการเป็นกรุงไทย

สำหรับการเตรียมความพร้อมของธนาคารเรื่อง ESG และการช่วยลูกค้าปรับตัวรับกระแสนี้ ธนาคารกรุงไทยตระหนักถึงความสำคัญของการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมุ่งสู่ความยั่งยืนจึงมีการดำเนินงานด้าน ESG ในหลายมิติ เช่น

สนับสนุนลูกค้าธนาคารเพื่อให้พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  โดยธนาคารเตรียมความพร้อมในการยกระดับการให้คำปรึกษากับลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ตามทิศทางของโลกในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และปรับแผนการดำเนินงานสำหรับธนาคารอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2567 ธนาคารกำหนดที่จะทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง สอดคล้องกับแนวทางของ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งเตรียมความพร้อมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม

ซึ่งมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย กระแสไฟฟ้า และไฮโดรเจน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566  และจะเริ่มมีการเก็บค่าปรับราคาคาร์บอน (CBAM Certification) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งอาจกระทบกับผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ดังนั้นลูกค้าจึงควรปรับปรุงและยกระดับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่เนิ่นๆ

เพิ่มสัดส่วนลูกค้าในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น สอดรับกับแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้จัดทำมาตรฐานกลางสำหรับใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยหรือ Thailand Taxonomy เพื่อให้ภาคสถาบันการเงินสนับสนุนให้ธุรกิจมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารจะเดินหน้าเพิ่มธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารทั้ง Green loan และ Green deposit พร้อมเป็นพันธมิตรกับลูกค้าที่มีศักยภาพและความพร้อมในการปรับตัว อีกทั้งช่วยสนับสนุนลูกค้าในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่คุณค่า            ( Value Chain) ของธุรกิจ

นำนวัตกรรม Digital Technology มาช่วยสนับสนุนให้สังคมเติบโตอย่างยั่งยืน โดยธนาคารได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดตัวบริการ “ออมเพลิน” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการบนแอปพลิเคชันเป๋าตังที่สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบสะสมเงินออมตามที่ได้ตั้งเป้าหมายของตนเองไว้ได้อย่างอัตโนมัติ (Automatic Saving) ในทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายชำระเงินซื้อสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ส่งผลให้เกิดการออมระยะยาว หรือ “โครงการจำหน่ายหุ้นกู้ดิจิทัล” ที่เป็นการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของธนาคารมาต่อยอดเพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

มุ่งการดำเนินธุรกิจที่มีความโปร่งใส สุจริตและเป็นธรรม ทั้งการดำเนินนโยบายด้านสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ โดยบูรณาการการพิจารณาประเด็นความเสี่ยงด้าน ESG เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบ และการกำหนดนโยบาย Zero Tolerance ผ่านการดำเนินโครงการ “กรุงไทยคุณธรรม” เพื่อให้เกิดการปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร นอกจากนี้ ธนาคารยังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ว่า มีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์ และเป็นสมาชิก CAC

ข่าวที่เกี่ยวข้อง