Binance Research เปิด 6 เทรนด์คริปโทฯ 2024

847

Binance Research เผยเทรนด์คริปโทฯน่าจับตาในปี 2024 ทั้ง Bitcoin Halving, การอนุมัติ Spot Bitcoin ETF และ Ordinals protocol ด้าน NFT มีสัญญาณฟื้น และการมาถึงของ SocialFi

เจี่ยซวน ชัว ผู้เชี่ยวชาญจากทีม Binance Research กล่าวว่า ในปี 2024 เป็นปีที่อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี่มีความน่าสนใจอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการเกิด Bitcoin Halving ซึ่งเปลี่ยนแปลงของอุปทานเหรียญ stablecoin หรือการฟื้นตัวของ On-chain metrics สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของปัจจัยที่จะมากำหนดความเป็นไปของอุตสาหกรรมในปีนี้ ซึ่งการที่สถาบันทางการเงิน นักลงทุน และผู้ใช้สามารถตามทันแนวโน้มและทิศทางต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถคว้าโอกาสในการเติบโตไว้ได้

โดย Binance Research มองว่าในปี 2024 จะมีสิ่งที่น่าสนใจ 6 เรื่องดังนี้

  1. การฟื้นตัวของ Bitcoin

ในปี 2023 การฟื้นตัวของ Bitcoin เริ่มต้นขึ้นด้วยการมาถึงของ Ordinals protocol ของเคซีย์ โรดาร์มอร์ (Casey Rodarmor) นักพัฒนาซอฟท์แวร์ผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ ที่สามารถดึงดูดความสนใจทั้งจากกลุ่มคนที่ชื่นชอบคริปโทฯ และนักลงทุนการเงินแบบดั้งเดิม ตามมาด้วย Bitcoin NFT และความคาดหวังของการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ที่จะมาช่วยผลักดันมูลค่าตลาดของ Bitcoin และสถานะของ Bitcoin ในระบบนิเวศทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น

การตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (ก.ล.ต. สหรัฐ) เกี่ยวกับคำขอ Spot BTC ETF จำนวน 13 รายการ มีกำหนดจะเกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ

ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา ศาลสหรัฐมีคำตัดสินอย่างเด็ดขาดให้กับ Grayscale ในกรณีข้อพิพาทกับ ก.ล.ต. สหรัฐ เกี่ยวกับการแปลง Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ให้เป็นSpot Bitcoin ETF ซึ่งการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้กลายเป็นตัวเร่งให้ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น BlackRock Fidelity และ Invesco ยื่นใบสมัคร BTC ETF ในเดือนต่อมา

ทั้งนี้ การมาถึงของ Bitcoin Halving หรือการลดจำนวนลงครึ่งหนึ่งของ Bitcoin ในทุก ๆ 4 ปี ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2024 นี้ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่จะทำให้สถานะของ Bitcoin ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” และสินทรัพย์ที่ปลอดภัยแข็งแกร่งขึ้น

โดยเมื่อพิจารณาถึงอุปทานสูงสุดคงที่ของ BTC ที่ 21,000,000 เหรียญ การลดลงครึ่งหนึ่งทำให้เกิดอุปทานที่จำกัดซึ่งจะทำให้เหรียญมีราคาเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยมีการคาดการณ์ว่าหลังจากการเกิด Bitcoin halving ในครั้งนี้ รางวัลจะลดลงจาก 6.25 BTC ต่อบล็อกเป็น 3.125 BTC ต่อบล็อก

นอกจากนี้ Ordinals protocol ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2023 โดยใช้ “ทฤษฎีลำดับ” เพื่อระบุหมายเลข satoshi แต่ละตัวทั้ง 100,000,000 sats ในแต่ละ BTC โดยไม่ซ้ำกัน ซึ่งนวัตกรรมนี้ทำให้เกิดการสร้าง “Bitcoin NFT” ที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของ Bitcoin

โดย Ordinals protocol ยังได้จุดประกายให้เกิดโทเคนมาตรฐานใหม่ BRC-20 ในเดือนมีนาคม 2023 ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักพัฒนาให้สามารถสร้างและโอนโทเคนดิจิทัลชนิดที่ทุกเหรียญสามารถแลกเปลี่ยนและใช้งานทดแทนกันได้ (Fungible token) ได้บน Bitcoin เป็นครั้งแรก

โดยการปรากฏตัว Ordinals protocol นั้น นับเป็นการมาช่วยเพิ่มสีสันและเติมเต็มนวัตกรรมให้กับระบบนิเวศของ Bitcoin เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2024 ได้เป็นอย่างดี

  1. อุปทานของ Stablecoin

อุปทานของ Stablecoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความมั่นคงสูง ทำหน้าที่เป็นมาตรวัดเงินทุนที่มีอยู่สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์คริปโทฯ ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มอุปสงค์ของคริปโทฯ (Potential buying pressure) ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดก็ตาม

โดยในไตรมาสที่ 4/2023 การเปลี่ยนแปลงสุทธิรายไตรมาสในอุปทานของ Stablecoin 5 อันดับแรกตามมูลค่าตลาดมีทิศทางไปในเชิงบวก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2022 ซึ่งการติดตามตัวชี้วัดนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต เพื่อเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรือเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืน

  1. ปริมาณการซื้อขาย NFT

ปริมาณการซื้อขาย NFT ได้แตะระดับต่ำสุดในรอบปีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2023 แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีแนวโน้มการกลับตัวเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมก่อนที่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน

โดย NFT ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Bitcoin NFT ด้วยปริมาณการซื้อขายมากกว่า 375 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าแม้กระทั่ง Ethereum ซึ่งนี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ Bitcoin ที่หลายคนต่างกล่าวว่าไม่เหมาะกับ NFT และแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ นอกเหนือจากธุรกรรมแบบ peer-to-peer (P2P)

โดยตัวเลขของ NFT ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงยังถือเป็นการส่งสัญญาณการฟื้นตัวหลังจากที่ราคา NFT ลดลงเป็นเวลาหลายเดือน การติดตามแนวโน้มเหล่านี้ในปี 2024 อาจเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการประเมินความยั่งยืนของตลาดด้วยเช่นกัน

  1. ค่าธรรมเนียมการดำเนินงาน

เมื่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ เติบโตเต็มที่และโปรโตคอลต่าง ๆ ก้าวไปสู่ยุคของการสร้างรายได้ ค่าธรรมเนียมที่สร้างโดยโครงการคริปโทฯ ชั้นนำได้ถูกรวมเข้ามาเป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัดด้วยเช่นกัน โดยในปี 2023 โครงการ 20 อันดับแรกมีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นถึง 88% นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน

นำโดย Ethereum ที่มีค่าธรรมเนียมสูงเป็น2 เท่าของโปรโตคอลอื่น ๆ ตามมาด้วย Lido และ Uniswap ที่มีค่าธรรมเนียมมากเป็นอันดับ 2 ในโลก DeFi นอกจากนี้ OpenSea ยังได้รับค่าธรรมเนียม NFT สูงกว่า Manifold เกือบ 2 เท่า รวมถึงยังมากกว่า Blur ถึง 2 เท่า

โดยการที่ค่าธรรมเนียมเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนนั้นได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นไปได้เชิงโมเดลทางธุรกิจ รวมถึงยังกระตุ้นให้เกิดการติดตามเพื่อเสาะหาอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมที่สุดในปีหน้าอีกด้วย

  1. Layer 1s

Ethereum ยังคงครองอันดับ 1 ของแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) โดยมีโซลูชั่นทางเลือกอื่น ๆ ในเลเยอร์ 1 ที่กำลังก้าวเข้ามาท้าทายตำแหน่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Solana ที่มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 56% หรือ Toncoin ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งด้วยการจับมือกับ Telegram

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาที่สำคัญอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มเลเยอร์ 1 ทั้งการที่ Ethereum ได้ถอน ETH ที่ฝากไว้ค้ำประกัน (stake) ในการเปิดตัว opBNB ของ BNB Chain (BNB Chain’s opBNB) ซึ่งการพัฒนาใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2024 จะกำหนดภูมิทัศน์ของคริปโทฯ ต่อไป

  1. การมาถึงของ SocialFi

การคาดหวังถึงศักยภาพทางสังคมของแอปพลิเคชั่น Blockchain ได้เกิดขึ้นให้เห็นมานานแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งผลให้เกิดการบรรจบกันของ DeFi และโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็น SocialFi หรือ Social Finance ที่แปลว่า “การเงินเพื่อสังคม”

โดยในเดือนพฤศจิกายน 2023 friend.tech ได้รับค่าธรรมเนียมโปรโตคอลมากถึง 25 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งยังได้รับความสนใจจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์นอกวงการคริปโทฯ อีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแอปโซเชียล Web3 ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ยังมีโครงการ SocialFi อื่นๆ อีกมากมายที่มีความน่าสนใจ อย่าง Farcaster Lens Protocol และ Binance Square ทั้งนี้ ในปี 2024 SocialFi จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น พร้อมทั้งจะยังเป็นตัวกำหนดรูปแบบการโต้ตอบทางโซเชียลบน Web3 ในอนาคตอีกด้วย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง