ธนาคารกรุงเทพ วาง 4 เป้าหมาย ต่อยอดความเป็น “ธนาคารแห่งอาเซียน”

2592

“การเงินธนาคาร” เปิดยุทธศาสตร์ 5  แบงก์ใหญ่ปี 67 : พร้อมรับระเบียบธุรกิจใหม่-เดินหน้า ESG โดย “ธนาคารกรุงเทพ” มองปี 2567 สถานการณ์โลกยังผันผวนมีเรื่องนอกเหนือความคาดหมายให้ต้องเตรียมการณ์ พร้อมหนุนลูกค้าปรับตัวรับกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมและหาโอกาสใหม่

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า หากพิจารณาจากสถานการณ์โลกในปี 2566 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ายังมีปัจจัยสำคัญหลาย ๆ อย่างที่กระทบกับระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ที่ดำเนินสืบเนื่องมาจากปีก่อนหน้า บางเรื่องเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยไม่มีใครคาดคิด

อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การทุจริตในระบบออนไลน์ การสะดุดของซัพพลายเชน เนื่องจากระดับน้ำในคลองปานามาลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อกลางปี 2566 ตลอดจนสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อทุกคนในประเทศไทย รวมไปถึงภาคเศรษฐกิจจริง และภาคธุรกิจการเงินการธนาคาร ที่เราต้องฟันฝ่ารับมือตลอดปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 2567 สถานการณ์โลกจะยังคงมีความผันผวนรออยู่ และอาจจะมีเรื่องนอกเหนือความคาดหมายให้ต้องเตรียมการณ์รับมืออีกหลายอย่างเช่นกัน โดยแม้ปัจจัยบางอย่างจะมีแนวโน้มปรับตัวไปในทิศทางที่เอื้ออำนวยขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและเตรียมการรองรับ เช่น การทุจริตในระบบออนไลน์ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องใหม่ ๆ ที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้นด้วย เช่น Generative AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการเสริมสมรรถนะให้เรียนรู้เฉพาะเรื่องและสามารถพัฒนาต่อยอดได้คล้ายกับการคิดของมนุษย์

อย่างไรก็ดีตั้งแต่ปี 2567 นี้เป็นต้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มปฏิบัติตามมาตรฐานการดำเนินงานของสถาบันการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เริ่มจัดเก็บและรายงานข้อมูลสินเชื่อตาม Thailand Green Taxonomy และเริ่มรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของธนาคารโดยตรงและที่เกิดจากการให้สินเชื่อและการลงทุนของธนาคาร (Financed Emission)

พร้อมทั้งข้อมูลการกำกับดูแลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และกลยุทธ์ในการส่งเสริมให้ลูกค้าปรับตัวรับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามคำแนะนำขององค์กรมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวกับสภาวะอากาศ (The Task Force on Climate-related Financial Disclosures – TCFD)

ในอนาคตข้างหน้า กฎเกณฑ์และมาตรการต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (Environment, Social, and Governance – ESG) ทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ รวมถึงมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป จะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น และจะมีส่วนกระตุ้นให้ธนาคารและลูกค้าของธนาคารต้องเร่งปรับตัวให้เร็วยิ่งขึ้น

“ธนาคารพร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้าที่ต้องการปรับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการใช้พลังงานฟอสซิลและเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และมาตรการที่อาจเข้มงวดขึ้นในอนาคต พร้อมกับฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจจากมาตรการด้านการค้าและการลงทุนของต่างประเทศที่นับวันจะยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ทั้งนี้ ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดทุกรูปแบบ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ชีวมวล และพลังงานความร้อนใต้ดิน รวมถึงการลงทุนในระบบเก็บกักพลังงานไฟฟ้า โครงการขนส่งมวลชน ยานยนต์ไฟฟ้า และการปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงขึ้น

ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้นำในการสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งในประเทศไทย ภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย ตลอดจนในออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งลูกค้าทุกรายอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่การผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยธนาคารเป็นผู้สนับสนุนในฐานะพันธมิตรทางการเงิน

ยุทธศาสตร์ 5 แบงก์ใหญ่ปี 67

ชาติศิริ กล่าวอีกว่า สำหรับปี 2567 นี้ ธนาคารกรุงเทพยังคงดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม 3 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค (Regionalization) การเติบโตของสังคมเมือง (Urbanization) และการเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นกรอบที่กำหนดเป้าหมายสำคัญทางธุรกิจของธนาคาร 4 ด้าน คือ

  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ธนาคารมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มและขยายบริการธนาคารในด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้การทำธุรกรรมทางการเงินส่วนใหญ่ ทั้งของลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคล สามารถดำเนินการได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ธนาคารได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการสำหรับลูกค้า คือ บริการ Cash Management และบริการ Trade Finance อีกทั้งยังปรับรูปแบบของบริการโมบายแบงก์กิ้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าบุคคลสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับปี 2567 นี้ ธนาคารจะยังคงเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ และปรับปรุงระบบการบริการให้ลูกค้าได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นในทุกช่องทาง ในขณะเดียวกัน ลูกค้าธุรกิจของธนาคารก็อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน โดยธนาคารถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านและลงทุนที่เกี่ยวกับ Digital Transformation ให้เป็นไปอย่างราบรื่นด้วย

  • การลงทุนจากต่างประเทศ

กลยุทธ์ China Plus One หรือการขยายฐานการผลิตจากฐานเดิมในประเทศจีนไปยังประเทศใกล้เคียงของบริษัทต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ค่าแรงในจีนที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการล็อกดาวน์ เช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นแนวทางที่หลายๆ บริษัทกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยมีอาเซียนและไทยเป็นประเทศเป้าหมายที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เอื้ออำนวยต่อระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2567 นี้ โดยการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียนและไทย จะนำมาซึ่งการลงทุนขนาดใหญ่ และจากการลงทุนขยายกิจการของลูกค้าที่เป็นซัพพลายเชนในภูมิภาค ธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นผู้นำในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้าที่ดำเนินการลงทุนและปรับตัวตามกลยุทธ์ดังกล่าวข้างต้น

  • การเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วภูมิภาค

ธนาคารมุ่งขยายผลต่อยอดจากรากฐานที่มั่นคงในฐานะหนึ่งในธนาคารชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกลยุทธ์การเชื่อมโยงอาเซียน (Connecting ASEAN) ที่ประเทศไทยและธนาคารกรุงเทพเป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงอาเซียนกับประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชียและทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของธนาคารในปี 2567 โดยเครือข่ายของธนาคารกรุงเทพที่กว้างขวางในต่างประเทศ รวมถึงธนาคารเพอร์มาตาที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศอินโดนีเซีย พร้อมสนับสนุนบริษัทไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการขยายไปยังตลาดนอกประเทศ ในขณะเดียวกันก็สามารถสนับสนุนบริษัทและนักลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ที่แสวงหาโอกาสใหม่ในภูมิภาคอาเซียน   

  •  การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน

เป็นแนวโน้มที่มีนัยสำคัญทั้งในเชิงสังคมและธุรกิจ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น ในขณะที่ภาคธุรกิจก็มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนให้กิจการมากขึ้นด้วย ธนาคารกรุงเทพจึงไม่จำกัดบทบาทอยู่เพียงการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า หากยังให้คำปรึกษาแนะนำและการสนับสนุนในระยะยาวอย่างเหมาะสมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม พร้อมทั้งดูแลสวัสดิภาพและพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับประชาชนหลากหลายกลุ่ม และดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล

            ทั้งนี้ ธนาคารได้กำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจไว้ 5 ด้าน ได้แก่

  • การเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ธนาคารให้ความสำคัญต่อการบริหารคุณภาพของสินทรัพย์โดยศึกษาและทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะสามารถสนับสนุนลูกค้าในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ คู่ขนานไปกับการขยายธุรกิจของธนาคารในตลาดทั่วภูมิภาคและการสนับสนุนลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง

  • การพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตร

ธนาคารมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนลูกค้า ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคารเข้ากับแพลตฟอร์มของพันธมิตร

  • การดูแลลูกค้าทั้งด้านการเงินและคุณภาพชีวิต

ธนาคารให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มุ่งตอบสนองความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกค้า พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถสนับสนุนลูกค้าให้บรรลุเป้าหมายความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงิน

  • การพัฒนาสู่องค์กรอัจฉริยะ

ธนาคารมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบงานอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาระบบข้อมูลที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างทันสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น AI และ Machine Learning

  • การปรับโครงสร้างธุรกิจ

ธนาคารมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล กระบวนการทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบงานอัตโนมัติ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลา ในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดทรัพยากรด้วย

ขึ้นแท่นผู้นำตราสารหนี้สีเขียว

ชาติศิริ กล่าวด้วยว่า การมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจของลูกค้า โดยธนาคารกรุงเทพได้สนับสนุนในการปรับปรุงระบบการผลิตและกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อให้ก้าวทันแนวโน้มด้าน ESG ซึ่งรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของกิจการ เพื่อประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ ธนาคารยังสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟฟ้าอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะมีการลงทุนอีกเป็นจำนวนมากในช่วงต่อไป โดยประสบการณ์ของธนาคารจากการสนับสนุนโครงการพลังงานขนาดใหญ่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เรามีความเชี่ยวชาญที่พร้อมสนับสนุนลูกค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพิจารณาสินเชื่อโครงการ ไปจนถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับภาวะของตลาดพลังงาน ระบบสายส่ง การบริหารความเสี่ยงและกลไกราคา ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งสำหรับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและนักลงทุนที่สนใจลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน

จากมุมมองของภาคการธนาคาร อุตสาหกรรมพลังงานยังมีโอกาสอีกมากสำหรับการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บกักพลังงาน อาคารสีเขียว และการอนุรักษ์ป่าไม้ เป็นต้น ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารได้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ ทั้งโดยการให้สินเชื่อและการระดมทุนจากตลาดทุน

ซึ่งทำให้ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้นำในการช่วยลูกค้าระดมทุนในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายตราสารหนี้สีเขียว หรือตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม (Social Bond) ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) และตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) ในตลาดทุนไทย  โดยในปี 2566 ตลาดทุุนไทยมีมูลค่าการออกตราสารหนี้้ด้าน ESG รวม 44,866 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นมูลค่าธุุรกรรมที่ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายถึง 28,366 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของมููลค่าตราสารหนี้ด้าน ESG ทั้งหมดในตลาดทุนไทย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง