เอกชนเล็งปรับ เงินเดือนปี 2567 ให้สูงกว่า เงินเฟ้อ

2886
เงินเดือนปี 2567

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดผลสำรวจ เงินเดือนปี 2567 พบผู้ว่าจ้างคาดปรับเงินเดือนเพิ่มให้สูงกว่าภาวะเงินเฟ้อ “การขายและการตลาด” ขึ้นแท่นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มเงินเดือนสูงสุด ด้านงานซัพพลายเชน การจัดซื้อและโลจิสติกส์ติดอันดับอุตสาหกรรมที่พนักงานเตรียมเปลี่ยนงานใหม่มากที่สุด

นางปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจําประเทศไทยของ บริษัท โรเบิร์ต วอลเตอร์ส เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทในประเทศไทยหลายแห่งสรรหาพนักงานโดยใช้จุดขายด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและแบรนด์นายจ้างที่โดดเด่น รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่เน้นเรื่องความยั่งยืนและการยกระดับโปรแกรมการฝึกอบรม

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียม (equity) ความหลากหลาย (diversity) และการยอมรับความแตกต่าง (inclusion) รวมไปถึงความมุ่งมั่นต่อความรับผิดชอบต่อสังคมโดยพยายามดึงดูดพนักงานที่มีค่านิยมที่สอดคล้องกับองค์กร รวมถึงการอุทิศตนเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ด้าน นางนัฐติยา ซอล ผู้อํานวยการฝ่ายขายและการตลาด ทรัพยากรบุคคล ซัพพลายเชนและวิศวกรรม และอีสเทิร์น ซีบอร์ด ของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวเสริมว่า “พนักงานยุคใหม่ต้องการทํางานในองค์กรที่มีค่านิยมที่ตรงกับตนเอง และสิ่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าพวกเขาจะลาออก อยู่ต่อ หรือย้ายองค์กร”

จากการสำรวจพบว่าในระยะ 12 เดือนข้างหน้าพนักงานตั้งใจจะเปลี่ยนงานใหม่กว่า 75% โดย 73% ในจำนวนนี้ค่อนข้างเชื่อมั่นในโอกาสทางอาชีพของสายงานตนเอง

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาโยกย้ายงาน ได้แก่ ค่านิยมของบริษัท (44%), ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ การจ่ายโบนัส (89%), ประกันสุขภาพเอกชน (74%), การทํางานที่ยืดหยุ่น/ การทำงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (59%), สิทธิวันหยุด/วันลา (41%) และ ประกันความคุ้มครองชีวิต / โรคร้ายแรง (30%)

สิ่งที่น่าสนใจคือในปี 2567 นี้บริษัทต่างๆ จะเพิ่มความพยายามในการรักษาคนเก่งของตนด้วยการยื่นข้อเสนอสู้ เมื่อมีโอกาส ดังนั้นเพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ นายจ้างควรให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อพนักงาน เช่น นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต การลงทุนในการเรียนรู้และการพัฒนา และความมุ่งมั่นต่อการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย

เนื่องจากผลผลสำรวจชี้ให้เห็นชัดว่าพนักงาน 54% เปิดกว้างที่จะพิจารณาข้อเสนอซื้อตัวกลับของนายจ้างเก่าแม้ว่าจะได้งานใหม่แล้ว โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยที่จะทำให้เขาอยู่ต่อ ได้แก่

เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น (93%), การเลื่อนตำแหน่ง (57%), ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น (40%), ส่วนแบ่งโบนัส (33%) และ การทำงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (21%) ในบรรดาผู้ตอบแบบสำรวจ 34% กล่าวว่าพวกเขาจะพิจารณา ข้อเสนอซื้อตัวกลับ 28% จะอยู่ต่อน้อยกว่า 6 เดือน 17% อยู่ต่อเป็นเวลาหนึ่งปี ในขณะที่ 14% จะอยู่ต่อเป็นเวลา 3-5 ปี

ผลการสำรวจเพิ่มเติมพบว่า 78% ของพนักงานที่ตอบแบบสำรวจชอบงานที่มีความยืดหยุ่นที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ (hybrid working) ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (86%)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี (36%), การส่งเสริมความหลากหลายและการเลือกปฏิบัติ (26%), ความพยายามในการลดโลกร้อน (12%) และ แนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ (7%)

ในขณะที่นายจ้าง 59% ที่ตอบแบบสำรวจมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษาพนักงานไว้ แต่พวกเขาเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนัก อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้สร้างนโยบายมากมายที่จะช่วยรักษาพนักงานไว้ เช่น

การเรียนรู้และการพัฒนาที่ดีขึ้น (71%), การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (58%), ผลประโยชน์ของพนักงานที่ดีขึ้น (57%), นโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่น (51%) และ การเลื่อนตำแหน่งนอกเหนือรอบปกติ (44%)

ขณะที่การจัดการกับความท้าทายและการเพิ่มขีดความสามารถพนักงานจากการสำรวจพบว่า ความท้าทายหลักที่นายจ้างต้องเผชิญในการสรรหาพนักงาน ได้แก่

ความคาดหวังเงินเดือนที่สูง (73%), การขาดทักษะทางเทคนิคที่ต้องการ (52%), ประสบการณ์ในสายงานที่ไม่เพียงพอ (45%), การแข่งขันแย่งชิงคนเก่งที่รุนแรง เช่น การยื่นข้อเสนอสู้และการซื้อตัวกลับ (38%) และ การขาดแคลนทักษะด้านการจัดการ (soft skill) ที่จำเป็น (36%)

ด้าน นางปุณยกนุช ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (อีเอสจี – ESG) ผู้เชี่ยวชาญารขายและการตลาด และตำแหน่งที่เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก

“ภาคการดูแลสุขภาพ การค้าปลีก และยานยนต์ เป็นภาคส่วนที่ต้องการคนเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และนักวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าซึ่งแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต”

ความคาดหวังของพนักงานและแนวโน้มเงินเดือนในปี 2567ในปี 2567 พนักงาน 75% คาดว่าจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น โดย 41% คาดว่าเงินเดือนจะขึ้น 6-10% และ 46% คาดว่าจะได้รับโบนัส 6-10% ซึ่งสวนทางกับฝั่งนายจ้างที่มีแนวโน้มขึ้นเงินเดือนเพียง 1-4% ในทุกตำแหน่งงาน ซึ่งมั่นใจว่าจะเกินกว่าค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อ แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโบนัสจะคาดการณ์การจ่ายเฉลี่ยสูงถึง 13% ​​ในทุกระดับงาน

อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในปี 2567 ได้แก่ การขายและการตลาด (81%), กฎหมาย (80%), เทคโนโลยีการดูแลสุขภาพ (79%), การบัญชีและการเงิน (79%), วิศวกรรมและการผลิต (79%) และ ทรัพยากรบุคคล(79%)

ส่วนอุตสาหกรรมที่พนักงานกำลังมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในปี 2567 ได้แก่ ซัพพลายเชน การจัดซื้อและโลจิสติกส์ (81%), วิศวกรรมและการผลิต (81%), การขายและการตลาด (78%), กฎหมาย (74%), การบัญชีและการเงิน ( 72%), ทรัพยากรบุคคล (64%)