กลยุทธ์ส่งต่ออสังหาริมทรัพย์ ให้แก่บุตรแบบใด ประหยัดภาษีสูงสุด

2460

ตามที่เราทราบกันดีว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีมูลค่าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจหรือย่านการค้าต่างๆ ที่มักจะเป็นที่ดินที่ได้รับตกทอดรุ่นสู่รุ่นจากต้นตระกูลซึ่งมักจะมีมูลค่าที่สูง การส่งต่ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่รุ่นถัดไป ซึ่งก็คือบรรดาลูกๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนในการส่งต่อเพื่อที่จะได้ช่วยในการประหยัดภาษี

ปัจจุบัน อาจพิจารณาส่งต่อได้ 2 วิธี คือการส่งต่อโดย “การให้” และ การส่งต่อโดยเป็น “ทรัพย์มรดก” ซึ่งในบทความนี้เราจะเน้นเฉพาะบุตรชอบด้วยกฎหมาย โดยจะไม่รวมบุตรนอกสมรสและบุตรบุญธรรม บุตรชอบด้วยกฎหมายจะเป็นบุตรที่เสียภาษี รวมทั้งค่าธรรมเนียมการโอนที่ต่ำกว่าบุตรประเภทอื่นๆ (บุตรจะถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคุณแม่

ส่วนบุตรนั้นจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคุณพ่อก็ต่อเมื่อเป็นบุตรที่เกิดจากคุณพ่อและคุณแม่จดทะเบียนสมรสกัน หรือบุตรที่เกิดจากการรับรองบุตรโดยคุณพ่อ ซึ่งจะมีผลให้บุตรนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคุณพ่อ)

1.การส่งต่ออสังหาริมทรัพย์โดย “การให้” แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย

การส่งต่ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะมีประเด็นเรื่องของภาษีการรับให้ที่จะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก โดยผู้ให้จะต้องเป็นผู้เสียภาษีในอัตรา 5% หากอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนต่อปีภาษี แต่หากเป็นการให้บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุตรชอบด้วยกฎหมาย เช่น บุตรบุญธรรม หรือ หลาน ก็จะไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายใดๆ ดังนั้น ผู้ให้ก็จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราปกติคือ 5-35%

นอกเหนือจากภาษีการรับให้แล้วก็ยังมีค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมการโอน 0.5% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเสียเพิ่มเติม เช่น คุณพ่อต้องการจะส่งต่อที่ดินในเมืองให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย นาย A มูลค่า 101 ล้านบาทและ นาย B มูลค่า 21 ล้านบาท จะมีภาษีและค่าธรรมเนียม (ใช้ราคาประเมินทางราชการเป็นฐานในการคำนวณ แม้ราคาตลาดจะมีราคาสูงกว่า) ตามรายละเอียด ดังนี้

2.การส่งต่ออสังหาริมทรัพย์โดยเป็น “ทรัพย์มรดก” แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย

การส่งต่ออสังหาริมทรัพย์โดยเป็นทรัพย์มรดกจะเกิดต่อเมื่อผู้ให้ได้เสียชีวิตไปแล้ว และทรัพย์มรดกนี้จะส่งต่อไปให้แก่ผู้รับพินัยกรรมหากผู้เสียชีวิตได้ทำพินัยกรรมไว้ กรณีผู้เสียชีวิตไม่ได้ทำพินัยกรรมทรัพย์มรดกก็จะตกแก่ทายาทโดยธรรม

ในเรื่องของการส่งต่ออสังหาริมทรัพย์โดยเป็นทรัพย์มรดกให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรซึ่งเป็นผู้ได้รับมรดก จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% สำหรับมูลค่าทรัพย์มรดกที่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับกรณีส่งต่ออสังหาริมทรัพย์โดยเป็นทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน คู่สมรสหรือบุพการี ผู้ได้รับมรดกจะต้องเสียภาษีในอัตรา 10% สำหรับมูลค่าทรัพย์มรดกที่เกิน 100 ล้านบาท และสำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก

ปัจจุบัน จะมีทรัพย์สินอยู่ 4 ประเภทที่จะถูกจัดเก็บภาษีการรับมรดก ได้แก่

2.1 อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร คอนโดฯ

2.2 หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นกู้ หุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นสามัญนอกตลาดหลักทรัพย์

2.3 ยานพาหนะที่มีทะเบียน

2.4 เงินฝากธนาคาร

นอกเหนือจากภาษีการรับมรดกแล้วก็ยังมีค่าธรรมเนียมการโอน 0.5% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเสียเพิ่มเติม หากเทียบเคียงกับตัวอย่างในข้อ 1 คุณพ่อต้องการจะส่งต่อทรัพย์มรดกคือที่ดินในเมืองให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนาย A มูลค่า 101 ล้านบาท และ นาย B มูลค่า 21 ล้านบาท จะมีภาษีและค่าธรรมเนียม (ใช้ราคาประเมินทางราชการเป็นฐานในการคำนวณ แม้ราคาตลาดจะมีราคาสูงกว่า) ตามรายละเอียด ดังนี้

จากตัวอย่างที่ได้ยกมาข้างต้นตามข้อ 1 และ ข้อ 2 จะเห็นได้ว่าการส่งต่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เช่นกรณีของนาย A การใช้วิธีส่งต่อเป็นทรัพย์มรดกจะประหยัดภาษีได้เป็นจำนวนหลายล้านหากเทียบกับการส่งต่อด้วยการให้ แต่ถ้าหากเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 20 ล้าน หรือมากกว่านั้นไม่มาก การเลือกส่งต่อด้วยวิธีใดนั้นภาษีอาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะภาระภาษีของทั้ง 2 วิธีไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไรตามตัวอย่างของนาย B

ดังนั้น การส่งต่อด้วยการให้ก็อาจจะเหมาะกับครอบครัวที่มีอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งและมีมูลค่าที่ไม่ได้สูงนัก ซึ่งในกรณีนี้การทยอยให้อสังหาริมทรัพย์แก่บุตรในแต่ละปีภาษีก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกในเรื่องของการบริหารส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นต่อไป สำหรับวิธีการส่งต่ออสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์มรดกก็อาจจะเหมาะกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูง

แต่อย่างไรก็ดี การส่งต่อเป็นทรัพย์มรดกก็จะต้องพิจารณาถึงทรัพย์สินประเภทอื่นตามข้อ 2.2-2.4 อันได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ ยานพาหนะที่มีทะเบียน เงินฝากธนาคาร ที่ได้กล่าวมาข้างต้นซึ่งจะต้องนำมารวมคิดเพื่อเสียภาษีการรับมรดก

ทั้งนี้ ผู้เสียภาษีก็ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงแก้ไขของกฎหมายต่างๆ ที่อาจมีในอนาคต เช่น เรื่องของภาษีการรับมรดกที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมสรรพากรกลับมาทบทวนการเก็บภาษีการรับมรดกเพื่อให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันรวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม