เปิดวิสัยทัศน์ Future Banking พิชิต 3 ภารกิจเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

2658

วิสัยทัศน์ด้านไอทีของธนาคารกรุงศรี คือการมุ่งสู่ การเป็น Future Banking เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ๆ ซึ่งเราประเมินว่าการจะไปจุดนั้นได้จะต้องดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1. การพัฒนา Use Case ด้าน CBDC 2. การปรับบทบาทไปสู่ Banking as a Service และ 3. การเปลี่ยนระบบ Core Banking เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารทั่วโลกพยายามปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อตอบรับความคาดหวังของลูกค้าที่ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล ด้วยประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมตลอด 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอุตสาหกรรมธนาคารต้องพิชิตโจทย์สำคัญ อย่าง “Customer Centric” หรือการให้บริการโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางให้ได้อย่างแท้จริง และความท้าทายที่ตามมาก็คือ เมื่อ “Customer Centric” เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ภาพของบริการธนาคารในอนาคต หรือ “Future Banking” จะเป็นอย่างไร

ธนาคารกรุงศรี เริ่มต้นภารกิจในการพิชิตความท้าทายนี้ ด้วยการ ปรับการทำงานภายใน ตั้งเป้าหมายหลักคือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยย้อนไปเมื่อปี 2564 ธนาคารกรุงศรีดำเนินการ ผสานการทำงานภายใน

โดยเฉพาะส่วนงานด้านไอที กับส่วนงานดิจิทัล ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ และเปลี่ยนบทบาทจากการ เป็น Back Office มาสวมบทบาทหลักในการสร้าง Value สู่ธนาคาร ซึ่งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากจะพูดถึง “Future Banking” ในมุม ของธนาคารกรุงศรี

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล และ พชร วันรัตน์เศรษฐ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2 แม่ทัพ ใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลังการเดิน ทางครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารไปสู่ Future Banking พร้อมตีโจทย์ออกเป็น 3 ภารกิจหลัก

เริ่มจากการพัฒนา Use Case ด้าน CBDC รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทใหม่ของธนาคารที่จะก้าวไปสู่ผู้ให้บริการแบบ Bank as a Service การเปลี่ยนระบบ Core Banking เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต อีกทั้งภายใต้การดำเนินงานนี้ธนาคารกรุงศรียังผสานเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในทุกมิติอีกด้วย

ผลลัพธ์การผสานไอที-ดิจิทัล
สู่เอ็นจิ้นขับเคลื่อนธุรกิจ

สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “การเงินธนาคาร” ว่า การผสานส่วนงานไอทีกับส่วนงานดิจิทัลนั้น ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แม้จะยังไม่ได้รวม 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน แต่สิ่งที่สะท้อนความสำเร็จนี้เห็นได้จากการพัฒนาในโครงการสำคัญ เช่น PromptBiz, PromptPay, แอปพลิเคชัน KMA krungsri app

รวมถึงการทดสอบ Use Case ด้าน Central Bank Digital Currency (CBDC) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โครงการเหล่านี้สามารถดำเนินการได้ อย่างรวดเร็ว จากการนำเทคโนโลยีมาแชร์ระหว่างกัน ซึ่งลดการทำงานที่ทับซ้อนลงได้อย่างมาก

“บทบาทของไอทีในวันนี้คือการเป็นเสมือน Product Development ทุกสิ่งที่ทำจะต้องสามารถสร้าง Value กลับไปสู่ธุรกิจได้ ไม่ต่างจากบริการทางการเงินอื่นๆ เราต้องการให้ฝั่งไอทีสามารถเห็นลูกค้าในมิติเดียวกับ Business และพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับฝั่ง Front Line เพื่อให้ธนาคารสามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว”

การผสานทั้งไอทีและดิจิทัลจนได้ส่วนผสมที่ลงตัวนี้ นำมาซึ่งคำถามว่า ธนาคารกรุงศรี มีแนวทางที่จะแยกไอที (Spin-Off) ออกไป เป็นบริษัทลูกของธนาคารหรือไม่ ?

สยาม ตอบคำถามนี้ โดยให้เหตุผลว่ายิ่งไอทีใกล้ลูกค้าเท่าไหร่ ยิ่งตอบโจทย์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่ฝั่ง Front Line มากเท่านั้น”

เขายอมรับว่า แม้การ Spin-Off ส่วนงานไอทีออกไปนอกธนาคาร จะมีข้อดีที่กระบวนการพัฒนาทำได้อย่างรวดเร็ว อิสระ แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจเกิดผลกระทบเมื่อต้องทำงานร่วมกับฝั่ง Front Line ที่อยู่ใกล้กับ ลูกค้า แต่ในความจริงแล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ธนาคารต้องรู้จัก ลูกค้าอย่างแท้จริง หากสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ไม่ว่าส่วนงานไอที จะ Spin-Off หรือไม่ ธนาคารก็สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ได้ตรงความต้องการลูกค้า

ลุยวิสัยทัศน์ Future Banking
เดินเครื่อง 3 ภารกิจ มุ่งสู่อนาคต

สยาม ฉายภาพวิสัยทัศน์ด้านไอทีว่า เป้าหมายต่อไปของธนาคาร กรุงศรี คือการเดินหน้าไปสู่ “Future Banking” หรือการให้บริการ ทางการเงินแห่งอนาคต โดยตัวขับเคลื่อนสำคัญมากจากการที่ธนาคาร ต้องสามารถมีรายได้จากช่องทางใหม่ๆ นำมาซึ่งการทบทวนเพื่อให้เห็น ภาพว่า Future Banking จะเป็นบริการทางการลักษณะใด

“วิสัยทัศน์ด้านไอทีของธนาคารกรุงศรี คือการมุ่งสู่การเป็น Future Banking เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างรายได้จาก ช่องทางใหม่ๆ ซึ่งเราประเมินว่าการจะไปจุดนั้นได้จะต้องดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1. การพัฒนา Use Case ด้าน CBDC 2. การปรับบทบาท ไปสู่ Banking as a Service และ 3. การเปลี่ยนระบบ Core Banking เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต”

“การเปลี่ยนระบบ Core Banking ช่วยให้ธนาคารสามารถให้บริการแบบ Customer Centric ได้อย่างแท้จริง โดยขณะนี้ธนาคารกรุงศรีเริ่มทยอย ดำเนินการใน Track A และ B ไปแล้ว ภายใต้กรอบระยะเวลาการพัฒนาที่ 7 ปี แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถดำเนินการได้เร็วกว่านั้น”

โดยทั้ง 3 เรื่องที่ต้องดำเนินการ มีรายละเอียดดังนี้

1. Central Bank Digital Currency (CBDC) : เป็นส่วนที่ธนาคารกรุงศรีมองว่าใกล้กับเรื่อง Future Banking ที่สุด เพราะ CBDC สามารถใช้ทำธุรกรรมได้ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งทาง ธปท. ได้มีการทดสอบการใช้งานทั้ง 2 ประเภทแล้วและยังคงทดสอบอย่างต่อเนื่อง ข้อดีของ CBDC ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ คือเอื้อต่อการใช้ Local Currency ลดความเสี่ยงเรื่องการชำระดุล (Settlement Risk) นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดต้นทุนและเวลาในการทำธุรกรรมอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้ธนาคารกรุงศรีมองว่า CBDC จะเป็นหนึ่งใน Future Banking คือ ฟังก์ชันด้าน Programmable Payment ที่สามารถระบุเงื่อนไขการชำระเงินแบบมี Condition ที่ผู้รับและผู้โอนจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุร่วมกัน ธุรกรรมถึงจะถูกดำเนินการเสร็จสิ้น คุณสมบัตินี้จะสามารถแก้ Pain Point ของผู้ใช้งานในปัจจุบัน และทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ด้านการเงินในอนาคต

“เชื่อว่า CBDC จะเกิดขึ้นแน่นอน แค่เฉพาะเรื่องของการทดแทนเงินสดก็สร้างประโยชน์ ลดต้นทุนให้กับธนาคารหรือองค์กรธุรกิจ รวมถึงประเทศชาติได้อย่างมหาศาล หลายประเทศในโลกก็มีการตื่นตัวในการพัฒนา CBDC อย่างมาก กรุงศรีจะยังคงให้ความสำคัญกับ Use Case ต่างๆ เพื่อรองรับโลกการเงินในอนาคตต่อไป”

2. Banking as a Service : ในอนาคตผู้คนจะสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ทุกที่ที่ต้องการ โดยธนาคารซึ่งมีจุดแข็งในบริการ พื้นฐาน เช่น การทำ e-KYC หรือการวิเคราะห์สินเชื่อ จะนำบริการที่เป็น จุดแข็งไปให้บริการผ่านแพลตฟอร์มที่ใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ผู้คน เช่น แพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ หรือฟูดเดลิเวอรี่ ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยยกระดับให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยใน อนาคตภาพของการเป็น Banking as a Service จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ Buy Now Pay Later เป็นสินเชื่อประเภทหนึ่งที่สามารถวางไว้บนแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ได้ โดยที่ผู้ใช้ แพลตฟอร์มอาจไม่รู้เลยว่านี่คือบริการจากธนาคาร หรือการร่วมกับแพลตฟอร์มที่มี Wallet ของตัวเอง เพื่อให้บริการในลักษณะบัญชีออมทรัพย์ที่มีดอกเบี้ยก็สามารถทำได้ ในมุมของแพลตฟอร์มก็ได้ประโยชน์ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีด้วยตัวเอง ซึ่งในอนาคตทุกบริการของธนาคารจะสามารถนำมาให้บริการในแบบ Bank as a Service ได้ทั้งหมด”

สยามยอมรับว่า ในทางปฏิบัติการปรับบทบาทธนาคารสู่ผู้ให้ บริการ Banking as a Service ถือว่ามีความซับซ้อนไม่น้อย เพราะสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่การนำบริการใส่เข้าไปในแพลตฟอร์ม แต่ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย โดยเฉพาะความปลอดภัย การเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน และต้องมีการเตรียมตัวในหลายขั้นตอน

โดยโมเดลการให้บริการแบบ Banking as a Service นั้น มีทั้งการตั้งบริษัทร่วมกัน (Joint Venture) หรือการเข้าไปเป็นพันธมิตร ซึ่งแต่ละโมเดลแตกต่างกันตรงที่มิติของความร่วมมือ ซึ่งขณะนี้ธนาคารกรุงศรีมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้แล้ว

3. New Core Banking : ธนาคารกรุงศรีกำลังเริ่มต้นโครงการพัฒนาระบบหลักธนาคาร (Core Banking) ใหม่ จากเดิมที่รันอยู่บนเมนเฟรมที่ใช้งานมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาการใช้ระบบ Core Banking ยุคเก่าเป็นข้อจำกัดสำคัญของการพัฒนาในทุกบริการของธนาคาร ตัวอย่างเช่น ในอดีตการเขียนโปรแกรม หรือ Business Logic ต่างๆ จะถูกใส่เข้าไปในระบบ Core Banking ทั้งหมด หากต้องการมีการเปลี่ยนแปลง Business Feature ก็จะต้องหยุดการพัฒนาทั้งหมดเพื่อปรับแก้และทดสอบให้ถูกต้อง

ด้านระบบ Core Banking ใหม่ของธนาคารกรุงศรี จะเลือกใช้ สถาปัตยกรรมแบบ Microservice Architecture ที่เอื้อให้เกิดความยืดหยุ่น คล่องตัว แต่ละส่วนถูกแยกจากกันด้วยเทคโนโลยี Containers สามารถปรับแก้เฉพาะแอปพลิเคชันที่ต้องการได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อ ระบบในภาพรวม ทำให้ในอนาคตเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทั้งการปฏิบัติตามนโยบาย ธปท. หรือการให้บริการลูกค้า จะสามารถ ดำเนินการได้ทันที โดยไม่มีผลกระทบกับระบบอื่นๆ

สยามอธิบายการทำงานในโครงการเปลี่ยน Core Banking ใหม่ว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการวางแผนงาน เนื่องจากการเปลี่ยน Core Banking นั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อน จึงมีการวางแผนงานแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ Track A-B-C รายละเอียดดังนี้

Track A : เป็นการลดความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นของ Interface ที่ใช้งานมานานหลายสิบปี เพื่อทำให้ Interface ที่จะวิ่งเข้าหาระบบ Core Banking เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่สามารถทำได้ง่าย สามารถตรวจสอบได้ว่ามีความ บกพร่องที่จุดใด

Track B : เป็นการทำสิ่งที่เรียกว่า “Lean Core Banking” เพื่อทำให้ระบบมีขนาดเล็กที่สุด ด้วยการถอด Business Logic ที่เคยเขียนไปทั้งหมดออกจากตัว Core Banking และนำมาอยู่ใน Hub ที่ทำงานในลักษณะของ Microservice เพื่อไม่ให้มีความซับซ้อน ขณะที่ตัวระบบ Core Banking จะทำหน้าที่แค่การลงบัญชี

Track C : ในระยะนี้จะเน้นการพัฒนาสิ่งใหม่เพื่อให้บริการลูกค้า ต่อไป โดยใช้ประโยชน์จากการที่ระบบ Core Banking ถูกขจัดความซับซ้อนออกแล้ว ทำให้การเชื่อมต่อทำได้ง่าย ความเสี่ยงและต้นทุนต่ำ สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ เพราะสามารถ ทำการปรับปรุงตาม Hub ที่แยกไว้ได้ทันที

“การเปลี่ยนระบบ Core Banking ช่วยให้ธนาคารสามารถให้บริการแบบ Customer Centric ได้อย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลของการพัฒนาใน Track B ที่มีการสร้าง Hub เพื่อให้ส่วนงานไอทีกับส่วนงานธุรกิจทำงานร่วมกัน และมีบทบาทที่ชัดเจนในการสร้าง Value ให้กับ ธนาคาร โดยขณะนี้ธนาคารกรุงศรีเริ่มทยอยดำเนินการใน Track A และ B ไปแล้ว ภายใต้กรอบระยะเวลาการพัฒนาที่ 7 ปี แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถดำเนินการได้เร็วกว่านั้น”

สยามให้รายละเอียดต่อว่า ด้านสภาพแวดล้อมด้านไอที (IT Environment) ที่จะรองรับระบบ Core Banking ใหม่นี้อยู่ระหว่างการ พิจารณาระหว่างการรันระบบบน Private Cloud ที่เป็น On-Premise กับ Public Cloud จากผู้ให้บริการ

ซึ่งในตัวเลือกของ Public Cloud นั้น ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย และอำนาจในการควบคุม ขณะที่ Private Cloud จะตอบโจทย์ได้มากกว่า เพราะอยู่ภายใต้การ ควบคุมของธนาคารทั้งหมด

“Public Cloud มีข้อดีในเรื่องซอฟต์แวร์ที่รองรับและมีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะกว่า ขณะที่ Private Cloud ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ธนาคารได้ดี แต่ต้องมีการพิจารณาเพิ่มในหลายเรื่อง เพราะทุกตัวเลือก มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุด โดยทุกทางเลือกล้วนเป็นโอกาส และหากมีความเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็สามารถปรับ เปลี่ยนได้”

Bank Transformation ปรับการทำงานใหม่
ลดต้นทุน ความซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว

พชร วันรัตน์เศรษฐ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า โครงการเปลี่ยนระบบ Core Banking ของธนาคารกรุงศรีมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีผลกระทบ ต่อหลายส่วน ครอบคลุมตั้งแต่ บุคลากร, วิธีการทำงาน จนถึงการเขียน แอปพลิเคชัน ถือเป็น Business Transformation หลักของธนาคาร ที่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานของธุรกิจทั้งหมด

เนื่องจากการพัฒนา ระบบ Core Banking ครั้งนี้ จะไม่นำสิ่งเดิมที่สะสมมาตลอด 20-30 ปี กลับเข้าไปในระบบใหม่ แต่จะปรับลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน (Re-Process/Consolidate Process) เพื่อให้ระบบมีความคล่องตัวสูง สามารถ Reuse และตอบโจทย์ได้เร็วยิ่งขึ้น จากนั้นจึงนำ สิ่งที่ปรับปรุงใหม่นี้ใส่เข้าไปยังระบบ Core Banking

ด้านแอปพลิเคชันที่เดิมเคยมีฟีเจอร์บางอย่างซ้ำซ้อนกัน จะถูกรวมศูนย์ (Consolidate) เพื่อลด Footprint ของตัวแอปพลิเคชัน ตัวอย่างเช่น ธนาคารมี Interface มากถึง 7,000 ตัวที่วิ่งเข้าเมนเฟรม

เมื่อทำการ Consolidate และเปลี่ยนระบบ Core Banking จะสามารถ ลด Interface ที่เชื่อมต่อลงได้กว่า 50% เหลือเพียง 3,000 ตัว ทำให้ ต้นทุนในการดูแล Interface และการใช้ทรัพยากรเพื่อประมวลผล (Compute Power) รวมถึงต้นทุนต่อยูนิตในการรันและการดูแลระบบ ลดลงตามไปด้วย

“เราจะเปลี่ยน Core Banking ภายใน Data Center เดิมที่สร้าง เสร็จเมื่อต้นปี 2566 และจะเพิ่มฮาร์ดแวร์ที่เหมาะกับระบบ Core Banking ใหม่ แยกระบบ Core Banking ออกมาจากเมนเฟรม ใช้ Server ที่เป็น Open System และปรับการเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อลดความซับซ้อน ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด”

ผสานความยั่งยืนกับไอที
เดินแผน MTBP เพิ่มตัวชี้วัด

พชรฉายภาพในมิติความยั่งยืนว่า ธนาคารกรุงศรี คำนึงถึงเรื่อง ความยั่งยืนอย่างจริงจัง โดยบรรจุเป้าหมายความยั่งยืนลงในแผนธุรกิจ ระยะกลาง (Medium-Term Business Plan : MTBP) ส่งผลให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที มีการคำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนอย่างเข้มข้น

โดย Data Center ของธนาคารกรุงศรีจะผสานเรื่องความยั่งยืนเข้าไป ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบทำความเย็น ระบบดับเพลิง การบริโภคพลังงาน เช่น การใช้ระบบทำความเย็นที่เป็นน้ำ ไม่มีส่วนผสมของสารที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม หรือระบบดับเพลิงด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศโลก

ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชัน ทีมพัฒนาจะออกแบบการเขียน Code เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะหากสามารถเขียน Code ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลด การใช้ทรัพยากรในการประมวลผล (Processor) ได้ ตัวอย่างเช่น การรันระบบ Core Banking บนเมนเฟรม หากเขียน Code ไม่มี ประสิทธิภาพ ระบบจะต้องกลับมาเช็กที่เมนเฟรมโดยไม่จำเป็น ทำให้ เวิร์กโหลดของเมนเฟรมเพิ่มขึ้น

“เรามีการมอนิเตอร์ตลอดว่า ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นในส่วนของแอปพลิเคชัน แล้วส่งผลกระทบต่อเวิร์กโหลดของ CPU หากมีความผิดปกติ ก็จะหารือกับทีมพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ สูงสุด นอกจากนี้ ยังมองถึงการลด Consumption บนเมนเฟรม เพราะ ทุกอย่างวิ่งเข้าเมนเฟรมทั้งหมด แต่ตัวเมนเฟรมมีต้นทุนด้านการบริหาร จัดการค่อนข้างสูง จึงต้องมีการหาวิธีแยกข้อมูลบางส่วนออก และให้ แอปพลิเคชันเรียกใช้ข้อมูลจากด้านนอกแทน ส่งผลให้ต้นทุนการบริหารจัดการระบบถูกลง”

พชรเน้นว่า นอกเหนือจากมิติของความยั่งยืนที่ถูกยกระดับความเข้มข้นขึ้นแล้ว สิ่งที่ถูกดำเนินการไปควบคู่กันคือ การยกระดับ ประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบไอที ดังนั้นทีม โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีจะต้องทำให้ Hardware ทุกชิ้นใน Data Center ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมถึงส่วนของทีม พัฒนาแอปพลิเคชันด้วย

โดยในในมิติของ Hardware นั้น ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนจาก อดีตอย่างมาก หากเปรียบเทียบด้วยกำลังการประมวลผลเท่าเดิม เครื่องรุ่นใหม่จะกินไฟน้อยและมีขนาดเล็กกว่าเครื่องรุ่นเก่าอย่างมาก จากเดิมที่ต้องใช้ 10 CPU ต่อการรัน 1 แอปพลิเคชัน ปัจจุบันอาจเหลือเพียง 5 CPU ก็สามารถรันแอปพลิเคชันตัวเดียวกันได้

ดังนั้น การเลือก IT Vendor ของธนาคารกรุงศรีจะนำประเด็น เหล่านี้มาพิจารณาด้วย จะไม่เน้นแค่ปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว แต่ต้อง พิจารณาว่าแต่ละแบรนด์นั้นเข้ามาตรฐานที่ธนาคารกรุงศรีต้องการหรือไม่ ทั้งในด้านของ Technology Stack ที่ต้องสอดคล้องกัน จนถึงตัว Hardware ที่จะต้องมีประสิทธิภาพ และคุณสมบัติตามที่กำหนด

“ปัจจุบัน ธนาคารกรุงศรี เลือกใช้ Hardware จาก Hewlett Packard Enterprise (HPE) เป็นมาตรฐาน โดยใช้ Server และ Storage ตอบสนองในเรื่องของ Compute Power และการจัดเก็บข้อมูลครอบคลุมถึงระบบสำรอง”

พชรฉายภาพต่อว่า ความยั่งยืนที่ถูกผสานเข้ากับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ถือเป็น 1 ในเกณฑ์สำคัญในการ เลือก IT Vendor ทั้งในมุมของ Hardware ที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ขณะที่ IT Vendor ก็ต้องมีจุดยืนเรื่องความยั่งยืนที่ชัดเจน ซึ่ง HPE มี การประกาศเป้าหมาย Net Zero Emission ในปี 2583

ขณะที่ธนาคารกรุงศรีก็มีการตั้งเป้าหมายทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการดำเนินธุรกิจของธนาคารเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2573 และเป้าหมายทำให้การปล่อยคาร์บอนจากบริการทางการ เงินทั้งหมดของธนาคารกลายเป็นศูนย์ภายในปี 2593 การที่ธนาคารเลือกผู้ให้บริการที่มีเป้าหมายสอดคล้องกัน จะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนตามแนวทางความยั่งยืนได้อย่างรวดเร็ว

“การผสานความยั่งยืนไม่ใช่ความท้าทาย นี่คือสิ่งที่ทุก อุตสาหกรรมมุ่งเน้นอย่างมาก หากดูในตลาดจะพบว่า เกือบทุก Vendor จะบรรจุเรื่องความยั่งยืนอยู่ในวิสัยทัศน์ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ การดำเนินการด้านนี้จำเป็นต้องใช้เวลา เช่น ในบาง Hardware จำเป็นจะต้องรอรอบในการเปลี่ยน เมื่อถึงเวลาก็จะเน้นลงทุนใน Hardware ที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น จะไม่ใช่การเปลี่ยนใหม่ ทั้งหมดตั้งแต่วันแรก”

พชรให้รายละเอียดว่า ธนาคารกรุงศรีอยู่ระหว่างการเดินหน้าตามแผน MTBP ใหม่ ที่ครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี 2567-2569 ซึ่งแผนใหม่ นี้จะเป็นการมุ่งเน้นเรื่องการวัดผล มีการตั้งเกณฑ์กำหนดเป้าหมาย และแอเรียที่จะดำเนินการ เพื่อให้สามารถบอกได้ว่าในแต่ละ กระบวนการสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ในปริมาณ เท่าใด คาดว่ากระบวนการวัดผลจะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2567 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกแพลตฟอร์ม และการพิจารณาว่าจะใช้ มาตรฐานใดเป็นหลัก

“ธนาคารกรุงศรีเชื่อว่าความยั่งยืน จะเป็น 1 ในส่วนผสมสำคัญ ของการก้าวไปสู่ Future Banking เพราะธนาคารถือเป็น 1 ใน อุตสาหกรรมภาคบริการที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด ดังนั้น การมีแผนการ ดำเนินงาน, มาตรฐาน และตัวชี้วัดที่ชัดเจน จะขับเคลื่อนให้ส่วนงานไอที กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำให้ความยั่งยืนอยู่ในทุกกิจกรรมและบริการของธนาคารได้”


ติดตามอ่านคอลัมน์ Special Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2567 ฉบับที่ 501 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/