ย้อนฟังแนวคิดการออมเงิน-ลงทุนของ โอม Cocktail ตั้งกองทุนเกษียณอายุ ก่อนยุบวงปี 68

2717
โอม cocktail

ส่องแนวคิดวางแผนการเงิน ฉบับ โอม Cocktail ก่อนยุบวงปี 68 ชี้ตั้งกองทุนเกษียณของวง เน้นกระจายเสี่ยงลงทุน เงินต้นต้องอยู่ แนะกำหนดเป้าหมายการเงิน ช่วยเตรียมการได้ถูกทิศ

วันที่ 29 มกราคม 2567 หลังจากวันนี้ วงดนตรีชื่อดัง Cocktail ประกาศเตรียมยุบวงในปี 2568 “การเงินธนาคาร” พาส่องแนวคิดการวางแผนด้านการเงินของ นายปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม นักร้องนำวง Cocktail ที่เคยแชร์ไว้ในงาน Settrade Streaming Day 2019 เมื่อปี 2562

โอม cocktail

โอม ระบุว่า หลังเรียนจบมา ตนได้เริ่มงานเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แต่ก่อนยังไม่คิดเรื่องออมเงิน ด้วยเงินเดือนน้อยเพียง 12,025 บาท มีเงินออมต่อเดือนเพียง 25 บาท เพราะเศษที่เหลือกดออกจากตู้เอทีเอ็มไม่ได้

หลังจากนั้นได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กลับไทยมาก็ได้เป็นนักดนตรีโดยเซ็นสัญญากับแกรมมี่ และเริ่มเป็นที่รู้จัก โดยราคาเริ่มต้นตอนทัวร์อยู่ที่ 40,000 บาท/ชั่วโมง

เมื่อหักลบส่วนแบ่งให้ค่าย 20% ค่าโบรกเกอร์หางาน และทีมงานต่าง ๆ ทำให้เหลือเงิน 2,700 กว่าบาท/งาน ซึ่งมีเล่นเดือนละ 25 งาน ทำให้มีเงินต่อเดือนราว ๆ 80,000 บาท ก่อนค่าวงดนตรีจะขยับขึ้นมาเป็น 220,000 บาท/ชั่วโมง (ในปี 2562) จึงทำให้เริ่มคิด ”การเก็บออมเงิน“

“แต่ก่อนเมื่อแบ่งเงินกัน ทุกสิ้นเดือนจะเก็บเงินคนในวงคนละ 10,000 บาท แต่เงินเมื่อเข้ากระเป๋าแล้วออกยาก ถ้าไม่ใช่ของที่อยากได้จริง ๆ ทุกคนจึงไม่อยากจ่าย จึงตั้งกองทุนเกษียณอายุของวงขึ้นมา โดยเงินจากลูกค้าจะถูกดีดมาที่กองทุนก่อน แล้วจึงแบ่งเงินรายคน เมื่อไม่เคยเห็นเงินก้อนนั้น ทุกคนจึงไม่ค่อยเสียดายเท่าไร”

โอม มองว่า ความเสี่ยงของอาชีพนักดนตรี คือ อายุของอาชีพนักดนตรีสั้น ด้วยอายุสุขภาพนักดนตรี จะเอาร่างกายไปแข่งกับวงใหม่ ๆ ไม่ได้ โดยเฉลี่ยนักดนตรีจะเล่นดนตรีอาชีพกันได้ 10-15 ปี (ไม่นับวงดาวค้างฟ้า) ยกตัวอย่าง ตนเองเริ่มอาชีพช่วงอายุ 24 ปี จะหมดเวลาทำงานช่วงอายุ 39-40 ปี

ทำให้แม้นักดนตรีจะมีเงินเดือน 300,000-400,000 บาท/เดือน แต่เมื่อถั่วเฉลี่ยปีที่ทำอาชีพได้ เงินอาจน้อยกว่าข้าราชการที่ทำงานได้นานกว่า และมีเงินบำนาญช่วงเกษียณเสียอีก

“ผมบอกคนในวงอย่าโดนตัวเงินลวงตา ถ้าเฉลี่ยไปยันแก่ เงินเดือนข้าราชการเยอะกว่าเราอีก ฉะนั้นต้องมีกองทุนวง เพื่อให้ทุกคนอยู่รอดยันตาย นี่คือเรื่องขาขึ้น-ขาลงของชีวิต”

โอม cocktail

ไลฟ์โค้ชหลายคนพูดถึงแต่เรื่องขาขึ้น ต้องไขว่คว้าเงิน ความฝัน แต่ไม่มีใครบอกจุดจบ เลยมาคิดว่าถ้าไม่รู้จุดจบ จะกำหนดเส้นทางได้อย่างไร เช่น เราไปกทม.-หัวหิน ห่างกัน 200 กม. สมมติรถเราวิ่งเติมน้ำมันเต็มถัง 1,000 บาท วิ่งได้ 100 กม./ชั่วโมง จะไปต้องใช้เงิน 2,000 บาท กับเวลา 2 ชม.

การเงินก็เช่นกันต้องมีการกำหนดเป้าหมายว่าเราจะไปที่ไหน จึงเตรียมทรัพยากรได้ถูก ผมเองรู้ว่าจะไปที่ไหน จึงรู้จำนวนเงินที่จะต้องใช้ เมื่อกำหนดต้นกำหนดปลายเหลือทางเดินไม่กี่ทาง

“การคิดแต่จะไปท่าเดียวโดยไม่กำหนดจุดที่ไปนั้น ผมว่ามันเป็นการเดินทางที่น่ากลัวและสับสนประมาณหนึ่ง แต่เมื่อคนเรากำหนดเป้าหมายไว้แล้ว หันหน้าให้ถูกทาง ต่อให้ก้มหน้าก็ถึง”

โอม กล่าวต่อไปว่า อย่าไปคิดถึงขาขึ้นอย่างเดียว ต้องคิดถึงขาลง มองกรณีแย่ที่สุด (Worst case) ด้วย เพราะฉะนั้นการลงทุนก็คือความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนตั้งไว้ในใจว่าอยากมีใช้เท่าไร ซึ่งขณะนี้กองทุนเกษียณอายุของวงหาเงินได้ 2.6-3 ล้านบาท/ปี ผมจะเล่นดนตรีได้อีก 6 ปี ได้ประมาณ 18 ล้านบาท หาร 5 คน ตกคนละไม่ถึง 4 ล้านบาท ในอายุ 40 ปี คิดว่าคงไม่พอ

ถ้าพอต้องคนละ 20 ล้านบาท แสดงว่ากองทุนนี้ตั้งเป้า 100 ล้านบาท ทำได้ตามเป้าหรือไม่ได้ยังไม่มีใครรู้ แต่เราต้องกำหนดจุดหมายไว้ก่อน

ในกองทุนนี้เราจึงแบ่งเงินสำรองไว้ 2-3 ทาง ทางแรกนำไปเปิดร้านอาหารคาเฟ่ สองนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และอีกส่วนหนึ่งตั้งใจจะซื้อโลหะมีค่าและลงทุนอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์

“เราต้องการกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่า ต่อให้เราไม่ได้ตามเป้าที่เราต้องการ แต่เงินต้นเราต้องไม่หาย”

ที่มา : youtube.com, เฟซบุ๊ก วง Cocktail