ก.ล.ต. ยกระดับคุม โปรแกรมเทรด หลังวอลุ่มเพิ่มต่อเนื่องที่ 30-40 % คาดชัดเจนต้นมี.ค.นี้

779
โปรแกรมเทรด

ก.ล.ต. เดินหน้าคุม โปรแกรมเทรด เล็งออกมาตรการใหม่-ยกระดับมาตรการเดิม คาดชัดเจนต้นมี.ค.นี้ ยอมรับหุ้นไทยโปรแกรมเทรดเพิ่มขึ้นที่ 30-40% ของวอลุ่มรวม ชี้เป็นไปตามเทรนด์ทั่วโลก แต่น้อยกว่าบางตลาดที่สูงถึง 70%

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงมาตรการในการกำกับดูแลโปรแกรมเทรดหุ้นอัตโนมัติ (Program Trading) โดยคาดว่า จะมีการยกระดับมาตรการเดิม รวมถึงมีมาตรการใหม่ๆ ที่ชัดเจนเข้ามาเพิ่มเติมได้ภายในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้

ขณะนี้ ก.ล.ต. มีผลการศึกษาในเรื่องดังกล่าวแล้ว สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาทำการศึกษาในประเด็นดังกล่าวด้วย ซึ่งคาดผลการศึกษาจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลท. เมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) หรือภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะนำมาหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต.ในลำดับต่อไป

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนการใช้โปรแกรมเทรดในตลาดหุ้นไทยสูงขึ้น สอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นๆทั่วโลก

“ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการใช้โปรแกรมเทรด 30-40% ของวอลุ่มเทรดเฉลี่ยต่อวัน แม้ว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังน้อยหากเทียบกับบางตลาดที่สูงกว่าระดับ 70%”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันก.ล.ต. มีมาตรการดูแลเรื่องโปรแกรมเทรดในระดับหนึ่งโดยเฉพาะด้านความเสี่ยง แต่หากจะมีมาตรการเพิ่มเติมก็อาจเป็นการยกระดับจากมาตรเดิม หรือมีมาตรการใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น

นางพรอนงค์ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีก.ล.ต.ได้จัดทำโครงการบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์เข้มแข็ง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือ (Trust & Confidence) ในตลาดทุน เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนทั้งองคาพยพ

โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านแนวทางการดำเนินการและกิจกรรมต่าง ๆ ตาม 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก

ด้านคณะกรรมการ ก.ล.ต.ในการประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2567 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเสนอ และเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันของ ก.ล.ต. ดังนี้

1. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่กำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน โดยจะมีการปรับเกณฑ์พิจารณาฐานะการเงินและผลประกอบการ รวมทั้งความมั่นคงของบริษัทในมิติต่างๆ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568

2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทที่จะจดทะเบียนโดยอ้อม (Backdoor Listing) และการย้ายกลับมาซื้อขาย (Resume Trade) มีความเข้มข้นเทียบเท่ากับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) คาดมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. 2567

3. ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับการแจ้งเตือนผู้ลงทุน และการเพิกถอนบริษัทที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คาดมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. 2567 และ 4.ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นและผู้ถือหน่วยสำหรับบริษัทจดทะเบียน ทรัสต์ และกองทุนต่างๆ โดยคาดว่าจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2567

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างการทบทวนหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อกำหนดหน้าที่ให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนให้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้หลักเกณฑ์เพื่อกำหนดให้ต้องยื่นงบการเงินย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานการจัดทำรายงานทางการเงิน Publicly Accountable Entities (PAE) เริ่มบังคับใช้แล้ว สำหรับบริษัทที่จะขอยื่นเสนอขายหุ้น ไอพีโอในปี 2567

รวมทั้งการยกระดับการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในบริษัทจดทะเบียน (Line of defense) เช่น กรรมการ กรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ผู้บริหารและเลขานุการ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมความรู้และความคุ้มครองให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการป้องปราม ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ,สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาระบบเพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติหรือความเสี่ยงในด้านต่างๆ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการกำกับดูแลให้มีความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบได้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เช่น ทบทวนเกณฑ์การกำหนดวงเงินลูกค้า การพิจารณาคุณภาพหลักประกัน และการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อไม่ให้คนไทยซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ Non-Voting Depositary Receipt (NVDR)

รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ศึกษาแนวทางการออกเกณฑ์ Auto Halt หรือหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวสำหรับหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ โดยคาดว่าจะมีการออกหลักเกณฑ์และนำมาปฏิบัติได้ภายในปี 2567

สำหรับกรณีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนกรณี บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ซึ่ง ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปแล้ว เมื่อปรากฏข่าวหลักฐานในส่วนที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบเพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิด ดังนั้น ก.ล.ต. จึงได้ประสานความร่วมมือและติดตามกับ DSI และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อชี้ให้เห็นข้อมูลที่ ก.ล.ต. ใช้ในการพิจารณากล่าวโทษ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. ยังได้ปรับโครงสร้างองค์กรโดยเพิ่มผู้ช่วยเลขาธิการ สายงานบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มเติมอีกหนึ่งตำแหน่ง และปัจจุบันได้แต่งตั้งพันตำรวจโท สุทธิศักดิ์ จิตพิมลมาศ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม :