เปิด 8 ข้อเสนอ ป.ป.ช. ต่อ ดิจิทัลวอลเล็ต

419

เลขาฯ ป.ป.ช. เผยข้อเสนอ 8 ข้อต่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ชี้เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะ
ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและภาระทางการเงินการคลังในอนาคต พิจารณาความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่างรอบคอบ

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ตามนโยบายรัฐบาล โดยมีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลรวม 8 ข้อ เพื่อให้นำไปประกอบการตัดสินใจในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตหรือเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน

โดยได้เตรียมส่งเอกสารข้อเสนอแนะหนา 61 หน้า พร้อมภาคผนวกจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปให้ทุกหน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งเป็นเพียงข้อเสนอแนะทางวิชาการ ส่วนการตัดสินใจที่จะเดินหน้าโครงการต่อไปเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องมีเหตุผลชี้แจงต่อสังคมให้เข้าใจ

“เป็นเพียงข้อเสนอแนะทางวิชาการ ไม่มีสภาพบังคับ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละหน่วยงาน ป.ป.ช.คงไม่ไปก้าวล่วง ข้อแนะนำก็คือข้อแนะนำ”

โดยข้อเสนอของ ป.ป.ช.มีสาระสำคัญดังนี้

1. รัฐบาลควรศึกษา วิเคราะห์ การดำเนินโครงการตามนโยบายฯ รวมทั้งขี้แจงความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ได้รับประโยชน์จะไม่ตกแก่พรรคการเมือง นักการเมือง หรือเอื้อประโยชน์แก่บุคคลรายใดรายหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพมากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย เพราะอาจเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย รวมทั้งประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เช่น ผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับต้องมีขั้นตอนและวิธีการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเพื่อให้กระจายการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

2. การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยและการที่พรรคเพื่อไทยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเกี่ยวกับโครงการนี้มีความแตกต่างกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรตรวจสอบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ มาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นบรรทัดฐานว่าพรรคการเมืองหาเสียงไว้แต่ไม่จำเป็นต้องทำตาม

3. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็น ตลอดจนผลกระทบ และภาระทางการเงินการคลังในอนาคต ภายใต้หลักธรรมาภิบาล 4 ด้าน คือ ความโปร่งใส (Transparency) การถ่วงดุล (Checks and Balances) การรักษาความมั่นคงของระบบการคลัง (Fiscal Integrity) และความคล่องตัว (Flexibility) ซึ่งรัฐบาลต้องใช้ความระมัดระวังพิจารณาผลดี-ผลเสียในการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ขณะที่ตัวทวีคูณทางการคลังมีเพียง 0.4 เพราะเป็นการสร้างภาระหนี้แก่รัฐบาลและประชาชนในระยะยาว ต้องตั้งงบประมาณชำระหนี้ถึง 4-5 ปี กระทบการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ

4. การดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet คณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่างรอบคอบ ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ 2560 (มาตรา 172) พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (มาตรา 53) พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 ตลอดจนกฎหมาย คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย

5. ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรประเมินความเสี่ยงในการดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน โดยกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการทุจริต ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบทั้งก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินโครงการ ซึ่งอาจพิจารณานำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง การบูรณาการป้องกันการทุจริตของโครงการภาครัฐมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้โครงการโปร่งใสตรวจสอบได้ และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

6. ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้กับโครงการนี้ ควรพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสม ตลอดจนระยะเวลาและงบประมาณที่ต้องใช้พัฒนาระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการดำเนินโครงการที่เป็นการแจกเงินเพียงครั้งเดียวให้ใช้จ่ายภายใน 6 เดือน

7. จากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษา และตัวทวีคูณทางการคลัง รวมถึงตัวบ่งชี้ภาวะวิกฤตที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมและประมวลข้อมูลจากงานศึกษาของธนาคารโลกและ IMF มีความเห็นตรงกันว่า ในช่วงเวลาที่ศึกษาเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เพียงแค่ชะลอตัว

ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ควรพิจารณาและให้ความสำคัญต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น กระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน กระตุ้นการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ เพิ่มทักษะแรงงาน เป็นต้น ในกรณีที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายช่วยเหลือประชาชนภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่เข้าขั้นวิกฤต ควรพิจารณากลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางที่สุด ซึ่งต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง อาทิ กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน

8. หากรัฐบาลจำเป็นต้องการช่วยเหลือประชาชน ควรช่วยกลุ่มฐานะยากจนที่เปราะบางช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น โดยแจกเงินงบประมาณปกติ ไม่ใช่เงินกู้ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ และจ่ายเป็นเงินบาทในอัตราที่เหมาะสม เพื่อพยุงการดำรงชีวิตของกลุ่มคนยากจน กระจายจ่ายเงินเป็นงวด ๆ หลายงวดผ่านแอปเป๋าตัง เพราะหากใช้งบประมาณปกติจะลดความเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และขัด พ.ร.บ.เงินตรา ประการสำคัญไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

นายนิวัติไชย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการทำงานในเชิงรุกของ ป.ป.ช.เพื่อป้องกันการทุจริต ไม่ใช่การตั้งรับให้เกิดการทุจริตขึ้นมาก่อนจึงเข้าไปตรวจสอบ ป.ป.ช.พิจารณาแค่การประกาศที่จะดำเนินโครงการของรัฐบาล เมื่อยังไม่มีการขับเคลื่อนโครงการจึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะเกิดการทุจริตหรือไม่ เพราะเรื่องยังไม่เกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปก็ต้องรับผิดชอบและมีข้อมูลยืนยันชัดเจน ซึ่ง ป.ป.ช.จะมีการติดตามเป็นระยะๆ

“รัฐบาลกับ ป.ป.ช.อาจมีมุมมองที่ต่างกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุผล เหมือนการกำหนด TOR จึงต้องรอดูว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร ส่วนข้อเสนอแนะเชิงวิชาการของ ป.ป.ช.ก็มีข้อมูลจากหน่วยที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่คิดเองเออเอง”

นอกจากนี้ความจริงรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.เพราะยังรออยู่ ถือว่ามาช่วยกันทำงาน และยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐมาให้ข้อมูล ป.ป.ช.เองก็ไม่ได้มีอคติ แต่คงไปตอบแทนรัฐบาลไม่ได้ว่าจะดำเนินโครงการต่อไปหรือไม่ ไม่ได้คัดค้านหรือไประงับยับยั้งการดำเนินงานของรัฐบาล แต่พยายามที่จะอุดช่องโหว่ โดยยอมรับว่าหากดำเนินโครงการนี้ไปกังวลว่าจะเป็นหนี้ร่วม

“ประชาชนอาจจะได้หนึ่งหมื่น แต่อาจถูกเก็บค่าภาษีและค่าอื่นๆ เพื่อเอาไปชำระหนี้ ซึ่งอาจมากกว่าหนึ่งหมื่นก็ได้”