หลังโควิด ไฮ จิลเวลรี่ ย้ายฐานผลิตปักหมุดไทย

370
จิลเวลรี่

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับสุดพราว ครองเบอร์ 3 ของโลก หลังโควิดแรงไม่หยุดแบรนด์ จิลเวลรี่ เก็บกระเป๋าโบกมือลาสิงคโปร์ย้ายฐานผลิตซบไทย DITP เล็งเปิดประตูการค้าใหม่ เอเชียกลาง แอฟริกา อินเดีย พร้อมตีตลาดเมืองรองประเทศหลัก

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีขนาดอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกตามหลังเพียงสหรัฐอเมริกาและฮ่องกงเท่านั้น

และในปี พ.ศ.2566 อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกลำดับที่ 3 ของการส่งออกโดยรวมของไทย โดยมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) มีมูลค่ารวม 14,787 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะที่มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) มีมูลค่ารวม 8,808.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.61% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการและการจ้างงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำนับ 800,000 ราย สร้างรายได้ให้กับประเทศ 4.8 แสนล้านบาทต่อปี

และดูเหมือนว่าความน่าสนใจของอุตสาหกรรมนี้ยังคงแพรวพราวอย่างมากหลังจากสถานการณ์โควิดสิ้นสุดลง พร้อมกับการไหลของฐานการผลิต ไฮ จิลเวลรี่ แบรนด์ดังหลายแบรนด์ที่ย้ายฐานการผลิตจากฐานเดิมอย่าง “สิงคโปร์” มาที่ “ประเทศไทย” นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับกำลังกำลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าฟื้นตัวดันส่งออกไทยไตรมาส 1 โตต่อ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สำหรับปี 2567 นี้โดยภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวแม้จะไม่หวือแต่แนวโน้มการส่งออกยังขยายตัวได้ดี สะท้อนผ่านการส่งออกของไทยตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 ที่เป็นบวกมา 4 เดือนติดต่อกัน

ส่วนต้นปี 2567 นี้หากไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาซ้ำเติมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วการส่งออกของไทยเชื่อว่าจะค่อยๆเติบโตขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจ “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยเริ่มมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น ขณะที่สถานการณ์เงินเฟ้อก็ลดลงทำให้การค้าขยายตัวได้ดี

ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลาย ๆ ประเทศก็ฟื้นตัวแล้วเช่นกันรวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศใกล้บ้านเองก็เริ่มคึกคักมากขึ้น ขณะเดียวกัน “ค่าเงินบาท” ของไทยยังอยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการส่งออก กอปรกับมีสัดส่วนประเทศที่ผู้นำเข้ารายใหญ่ของไทยไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง อเมริกา อินเดีย และ เยอรมัน โดยเฉพาะฮ่องกงที่มีสัดส่วนนำเข้ากว่า 60% เริ่มมีเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้มีแรงซื้อขายสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น

ไฮจิลเวลรี่

เปิดประตูการค้า เอเชียกลาง แอฟริกา อินเดีย คู่ตีตลาดเมืองรองประเทศหลัก

ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์เร่งรัดการส่งออกเชิงรุก มีเป้าหมายเปิดประตูทางการค้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น เอเชียกลาง แอฟริกา อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ DITP พยายามทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างหนักขณะเดียวกันตลาดหลักเองก็ยังคงต้องรักษาไว้

“เราดำเนินการส่งเสริมการค้าผ่าน FTA และการทำ MOU ในเมืองรองของประเทศหลักอย่างจีน ซึ่งตอนนี้มีการทำ MOU ในมณฑลต่าง ๆ ไปแล้ว 5 ฉบับและอยู่ระหว่างการเจรจา 6-7 ฉบับด้วยกัน รวมทั้ง อินเดีย ที่จะขยายตลาดเมืองรองเช่นกัน รวมทั้งสนับสนุนบทบาทของทูตพาณิชย์ ให้ทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น”

เตรียมจัด “Bangkok Gems” ย้ำภาพไทยศูนย์กลางการค้าอัญมณีระดับโลก

อธิบดี DITP กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในแผนงานคือการเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ในตะวันออกกลางภายในปี2567 นี้ และการจัดงาน แสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ “Bangkok Gems and Jewelry Fair” หรือ “Bangkok Gems” โดยร่วมมือกับ GIT ซึ่ง งาน Bangkok Gems เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรม

ภาพรวมของการจัดงานครั้งที่ผ่านมา มี exhibitor 1,103 ราย 2,409 คูหา มี visitor เพิ่มสูงขึ้น 44% หรือ 39,744 ราย ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนหน้า เกิดการซื้อขายทันทีหมุนเวียนภายใน 1 ปีมีมูลค่าถึง 3,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.75% ขณะเดียวกัน visitor จากต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และเป็นครั้งแรกที่มีสัดส่วน visitor จากต่างประเทศมากกว่า visitor ในประเทศกว่า 66.5%

“ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 69 เราจัดต่อเนื่องมา 40 ปี เพราะฉะนั้น branding ของ Bangkok Gems เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักดี ช่วยตอกย้ำศักยภาพและความแข็งแกร่งของไทยในการที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีระดับโลก งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยได้แสดงศักยภาพและเป็นโอกาสที่จะสร้างเครือข่ายในการทำธุรกิจด้วย”

สำหรับงานในครั้งนี้จะเสนอสินค้าอัญมณีในรูปแบบใหม่ๆตามเทรนด์แฟชั่นของโลก ครอบคลุมวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเข้าร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์หรือเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดสัมมนา, Networking Reception , Business matching รวมทั้งคูหาของบริษัทเครื่องประดับชั้นนำไม่ว่าจะเป็นไทยและต่างชาติ ที่สำคัญยังมีโซนของ SME หน้างานและโซนนักออกแบบรุ่นใหม่ด้วย

ในครั้งนี้คาดว่าน่าจะมี Exhibitor ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,100 บริษัท 2,500 คูหา คาดการณ์ผู้เข้าชมงานทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40,000 ราย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 3,300 ล้านบาท

ไฮจิลเวลรี่

พลอยไทยหายาก หันนำเข้าเจียระไนป้อนไลน์ผลิต Jewelry แบรนด์ดัง

ด้าน นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลกเป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาและฮ่องกง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะมีฐานะเป็นเทรดเดอร์

โดยเฉพาะการซื้อขายพลอยสีที่ไทยเรามีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เนื่องจากเรามีช่างฝีมือที่มีความสามารถในการเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพพลอยที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพลอยธรรมชาติในประเทศมีน้อยลง ทำให้ต้องต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อนำมาเจียระไนเพื่อให้ได้พลอยที่มีคุณภาพ จุดนี้คือศักยภาพของไทยสังเกตุได้ว่าแบรนด์ Jewelry ชื่อดังระดับโลกหลายแบรนด์ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และจ้างช่างฝีมือไทยในการเจียระไนและผลิต Jewelry

“ไทยเป็นแหล่งผลิตของโลก เรารับทำOEMให้กับแบรนด์ต่างๆที่เป็น Hi end หรือ High Jewelry หลายๆแบรนด์ เราจะเห็นว่าช่วงหลายปีหลังโควิดการผลิตพลอยได้ย้ายฐานการผลิตจากสิงคโปร์เข้ามาที่เมืองไทย รวมทั้งแบรนด์เครื่องเงินต่างๆก็ย้ายฐานการผลิตมาที่เมืองไทยเป็นจำนวนมาก เพราะช่างฝีมือที่มีอยู่บวกกับประสบการณ์ต่างๆทำให้เราเป็นที่ยอมรับ”