ทางเลือกจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อต้องลาออกหรือย้ายงาน

473

ช่วงต้นปีแบบนี้ ถือเป็นฤดูกาลเปลี่ยนงานของใครหลายคน เนื่องจากบริษัทต่างๆ ก็มักจะจ่ายโบนัสให้กับพนักงานในช่วงประมาณไตรมาสหนึ่ง หลังจากสรุปผลงานกันไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา โดยหนึ่งในเงื่อนไขของการได้รับโบนัส ที่นายจ้างมักจะระบุไว้ก็คือ การที่ยังคงสภาพการเป็นพนักงาน ณ วันที่บริษัทจ่ายโบนัส ดังนั้น ใครที่วางแผนจะเปลี่ยนงานหรือลาออก มักจะต้องรอรับโบนัสก่อนนั่นเอง

ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวหลายเรื่องกับการเปลี่ยนงานนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนมักจะมองข้ามกันไป ทั้งที่เป็นผลประโยชน์จากการทำงานที่ผ่านมา และที่สำคัญคือ เป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน นั่นก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD)

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ (ผู้ประกอบการแต่ละรายจะจัดให้มีหรือไม่ก็ได้) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บออมเงินให้ลูกจ้างใช้จ่ายตอนเกษียณอายุแล้ว และถือว่าเป็นสวัสดิการส่วนหนึ่งที่นายจ้างมีให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งสาเหตุที่ถือว่าเป็นสวัสดิการ เพราะว่าจะมีส่วนที่เป็นเงินสมทบของนายจ้างที่จะต้องจ่ายเข้ากองทุน ในอัตราไม่ต่ำกว่า 2% แต่ไม่เกิน 15% ของเงินค่าจ้างของพนักงานแต่ละราย

โดยเงินที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ จะถูกบริหารโดยบริษัทจัดการ เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ตามแต่นโยบายของกองทุน โดยตั้งใจทำให้เงินงอกเงยเพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกกองทุน ดังนั้น ถ้าดูส่วนประกอบของเงินที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะประกอบไปด้วย 1. เงินสะสมของลูกจ้าง 2. เงินผลประโยชน์ส่วนของเงินสะสม 3. เงินสมทบของนายจ้าง 4. เงินผลประโยชน์ส่วนของเงินสมทบ

ซึ่งการที่พนักงานลาออกจากนายจ้างปัจจุบันนั้น ย่อมส่งผลถึงสถานะในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท เนื่องจากจะไม่ได้รับส่วนของเงินสมทบจากบริษัทอีกต่อไป ดังนั้น ส่วนใหญ่พนักงานก็จะย้ายไปอยู่กับกองทุนของบริษัทใหม่ เพราะหลายคนก็คิดว่าเป็นแนวทางที่ต้องทำ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ทำได้ แต่ลูกจ้างหลายคนยังไม่รู้

ข้อมูลจาก บลน.เทรเชอริสต์ www.treasurist.com ผู้ให้บริการ PVD to RMF

สำหรับการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อต้องลาออกหรือย้ายงาน สามารถทำได้ 4 แนวทาง ดังนี้

1.ย้ายเงินจาก PVD ปัจจุบัน ไปยัง PVD ของบริษัทใหม่ วิธีนี้มักเป็นท่ามาตรฐานของคนเปลี่ยนงาน เพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ และยังมี HR ช่วยประสานงานกับบริษัทจัดการกองทุนให้ด้วย

ข้อดี    – ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี เพราะเงินยังอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จึงไม่ต้องนำมาคิดเป็นรายได้

– นับอายุสมาชิกกองทุนต่อเนื่อง โดยอายุสมาชิกจะมีผลเมื่อถึงเวลาที่จะต้องวางแผนจะเอาเงินออกมา

ข้อควรพิจารณา – เนื่องจากเป็นภาคสมัครใจ จึงมีผู้ประกอบการเพียง 22,549 ราย หรือคิดเป็น 4.4% ของ ผู้ประกอบการทั้งหมดที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนั้น วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้เสมอไป

– ส่วนใหญ่ เราไม่ค่อยรู้ล่วงหน้าหรือไม่กล้าถามว่า นโยบายในการลงทุนของกองทุนที่บริษัทใหม่เลือกใช้จะเป็นอย่างไร หรือมีทางเลือกให้เลือกได้เองหรือไม่ แต่โดยส่วนใหญ่ PVD มักจะมีนโยบายลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการอธิบายกับลูกจ้างหากมีปีที่ผลตอบแทนผันผวนหรือติดลบหนัก โดยข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. พบว่า 65.8% ของ NAV กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งก็คือ จะจำกัดโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นด้วย

*รายงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย ครึ่งปีแรก 2566 โดยสำนักงาน ก.ล.ต.

2.คงเงินไว้ในกองทุนปัจจุบัน เมื่อเราลาออกแล้ว เราก็จะไม่ได้รับเงินสมทบส่วนของนายจ้างเดิมอีกต่อไป แต่ลูกจ้างยังสามารถขอคงเงินกองทุนไว้ในกองปัจจุบันได้ โดยยังคงใช้นโยบายของกองทุนเดิม ซึ่งทางบริษัทจัดการกองทุนจะเข้ามาดูแลเราโดยตรง ไม่ผ่านนายจ้าง

ข้อดี    – เหมือนกับวิธีที่ 1 ทั้งเรื่องไม่ต้องนำเงินมาคำนวณเป็นรายได้ และนับอายุสมาชิกกองทุนต่อเนื่อง

ข้อควรพิจารณา – มีค่าธรรมเนียมในการคงเงินที่จะโดนเรียกเก็บจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอีกไม่เกิน

ปีละ 500 บาท

3.เอาเงินออกมาจากกองทุน การลาออกจากกองทุนและเอาเงินออกมาเป็นวิธีที่ไม่ควรทำที่สุด ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้เดี๋ยวนี้ ถึงแม้จะทำให้เราได้เงินก้อนออกมาก็ตาม

ข้อดี     – ได้เงินก้อนออกมาใช้จ่าย

ข้อควรพิจารณา – ข้อเสียที่สำคัญคือ ลูกจ้างจะต้องนำเงินส่วนสมทบของนายจ้างและเงินส่วนผลประโยชน์ทั้งหมด มารวมเป็นเงินได้ในปีนั้น เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นั่นเอง ยิ่งใครมีเงินก้อนนี้เยอะหรือฐานเงินเดือนเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาสต้องเสียภาษีเยอะ ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์คับขันจริงๆ ไม่ควรเอาเงินออกมาเลย

– ยกเลิกการนับอายุสมาชิกต่อเนื่อง โดยเงื่อนไขหนึ่งของการเอาเงินออกมาโดยไม่เสียภาษีคือ จะต้องคงอายุสมาชิกในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจะได้รับการยกเว้นภาษียามที่คุณเกษียณหรือลาออกจากกองทุนเมื่ออายุครบ 55 ปี

4.โอนย้าย PVD ไปกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (PVD to RMF) เป็นวิธีล่าสุดที่อนุญาตให้ทำได้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มาก ๆ คือ การย้ายเงินทั้งหมดไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่เรียกว่า PVD to RMF

ข้อดี     – ไม่ต้องนำเงินมาคำนวณภาษี โดยเงินที่ย้ายออกมาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นส่วนเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง รวมถึงส่วนผลประโยชน์ทั้งหมด จะไม่ต้องนำมารวมเป็นเงินได้ – มีกองทุนที่รองรับ (RMF for PVD) จาก 10 บลจ.ถึง 206 กอง (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 2566) ให้เลือกได้ตามนโยบายและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ รวมถึงให้เลือกลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น โดยเฉพาะคนที่ยังอายุไม่มาก ที่สามารถรับความเสี่ยงได้และเรายังสามารถคอยปรับเปลี่ยนกองทุนได้ตามสถานการณ์อีกด้วย

– มั่นใจได้ว่า เงินก้อนนี้จะยังอยู่ไปถึงวัยเกษียณโดยไม่ถูกใช้หมดไปเสียก่อน

ข้อควรรู้ – เงินส่วนที่ย้ายมาจาก PVD มาเข้า RMF ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีในปีนั้นได้ ไม่นับเป็นการซื้อ RMF ตามปกติ เพราะถือว่าเป็นเงินส่วนที่ได้รับการยกเว้นภาษีไปแล้ว จึงไม่สามารถใช้สิทธิ์ซ้ำได้

ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มีคนให้ความสนใจในการย้าย PVD to RMF เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ดังจะเห็นได้จากสถิติที่เผยแพร่ของสำนักงาน ก.ล.ต.โดยในครึ่งปีแรกของปี 2566 มีคนย้ายมา 1,401 คน โดยมียอดเงินรวมกัน 19,552 ล้านบาท

*รายงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไทย ครึ่งปีแรก 2566 โดยสำนักงาน ก.ล.ต.

วิธีการจะย้าย PVD to RMF สามารถปรึกษาตัวแทนของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ การที่ได้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ก็จะช่วยให้กระบวนการย้ายมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยแนะนำคัดเลือกกองทุนที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคนได้

อย่าลืมว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือ เงินก้อนใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน ให้ความใส่ใจเพิ่มขึ้น จะทำให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินในวัยเกษียณได้มากขึ้นแบบแทบไม่ต้องออกแรงเพิ่ม