ปีใหม่กับชีวิตที่ไม่แน่นอน

1165

เมื่อเอ่ยถึงวันขึ้นปีใหม่ ท่านผู้อ่านนึกถึงอะไรกันบ้างครับ บางคนนึกถึงวันหยุด ได้นอนตื่นสาย นั่งเล่น อยู่บ้าน ออกท่องเที่ยว กลับไปหาครอบครัวที่ต่างจังหวัด พบปะสังสรรค์กับญาติมิตร เพื่อนฝูง โดยมากเป็นเรื่องราวที่สนุก มีความสุข แน่นอนว่า ยังมีอีกหลายคนที่ต้องทำงานในช่วงปีใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในธุรกิจร้านอาหารหรือการท่องเที่ยว เพราะเป็นช่วงเวลาทำเงินของปี

เช่นเดียวกับโรงพยาบาล อาจจะปิดบริการเป็นบางแผนก ส่วนใหญ่เปิดทำการตามปกติ เพราะความเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ทุกวัน หมอเองก็ยังต้องมาโรงพยาบาล แม้จะไม่ได้ออกตรวจผู้ป่วยนอก แต่ก็ต้องแวะมาดูผู้ป่วยในวอร์ด

สมัยตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด พอถึงช่วงปีใหม่ทีไร มักรู้สึกว่ามีผู้ป่วยมานอนโรงพยาบาลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ญาติมักขอให้รับไว้นอนดูอาการ ทั้งที่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอะไรมาก จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่เป็นแผนฝากผู้สูงวัยไว้กับโรงพยาบาลเพื่อตัวเองจะได้ไปเที่ยวกันหรือเปล่านะ

ยี่สิบกว่าปีในการเป็นแพทย์ ได้เห็นผู้ป่วยหลายรายต้อง “ฉลองปีใหม่ที่โรงพยาบาล” (เรียกว่าฉลอง แต่ ไม่มีใครต้องการแบบนั้นจริงๆ หรอก) มีหลายครอบครัวที่ปีใหม่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความสุข เพราะมีคนที่เขารักนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ความเจ็บป่วยและความตายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกวันโดยเฉพาะในโรงพยาบาล แต่พอ เกิดขึ้นในวันที่สมมติกันเป็นวันพิเศษอย่างเช่นปีใหม่ ก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ยิ่งถ้าเป็นผู้ป่วยที่หมอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเสียชีวิต แต่กลับมาจากไปในวันดังกล่าว ก็ยิ่งสะเทือนความรู้สึก และทำให้จำผู้ป่วยรายนั้นได้เป็นพิเศษ

ปีใหม่บางคนถือเป็นฤกษ์เริ่มต้นชีวิตใหม่ ขณะที่บางคนกลับจากไป หลายคนวางแผนว่าจะใช้ชีวิตปีหน้า ต่อไปอย่างไร จะทำอะไรบ้าง หวังอะไรไว้ น้อยคนที่จะนึกถึงการสูญเสีย หรือวางแผนว่า หากตนเองต้องจากไป จะทำอย่างไร

พวกเราต่างไม่ชอบสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เรื่องราวบางอย่างต่อให้เป็นไปในทางลบ แต่หากรู้แน่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ยังทำใจยอมรับได้ง่าย ดีกว่ามาเกิดขึ้นแบบไม่ให้ตั้งตัว

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่หมอเคยอ่านเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ชื่อว่า Tuesdays with Morrie’ คุณ Mitch Albom เป็นนักข่าวได้เขียนถึงอาจารย์นักสังคมวิทยาชื่อ มอร์รี ผู้ได้รับการวินิจฉัย ว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย กล้ามเนื้อจะค่อยๆ อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ จนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สุดท้ายแม้หายใจเองก็ไม่ไหว และเสียชีวิตภายในไม่เกินสองปีหลังจากได้รับการวินิจฉัย

นักข่าวท่านนี้ได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์อาจารย์มอร์รีทุกวันอังคาร ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ ทัศนคติต่อชีวิตในแง่มุมต่างๆ จากผู้ที่รู้แน่ว่าตนเองจะต้องจากไปในอีกไม่ช้า นำมาเขียนเป็นหนังสือแนวชีวประวัติปรัชญา เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงคุณค่าของชีวิต

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS ในประเทศไทยถือว่าพบได้ไม่บ่อย แต่ก็ไม่ถึงกับนับเป็นโรคหายาก อุบัติการณ์อยู่ที่ปีละ 2 รายต่อประชากรแสนคน ส่วนมากเริ่มปรากฏอาการเมื่ออายุประมาณ 60 ปี อันเป็นวัยกำลังเกษียณพอดี

ตอนนี้มีฉบับแปลเป็นภาษาไทย ในชื่อว่า “วันอังคารแห่งความทรงจำ กับครูมอร์รี” และมีหนังสืออีกเล่มชื่อ “The Wisdom of Morrie: Living and Aging Creatively and Joyfully” ที่เขียนขึ้นโดยอาจารย์มอร์รีเอง

นอกจากนี้ ยังมีหนังสืออีกเล่มที่หมอเคยเห็นคนนำมารีวิวบ่อยๆ เมื่อสี่ห้าปีก่อน ชื่อว่าThe Top Five Regrets of the Dying’ หมอแปลเองว่า “ห้าเรื่องที่คนกำลังจะตายเสียใจที่สุด” ยังไม่เห็นฉบับแปลภาษาไทยนะครับ เขียนโดยคุณ Bronnie Ware พยาบาลชาวออสเตรเลีย ผู้มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) อย่างเช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต คุณ Bronnie ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยของเธอในเรื่องต่างๆ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ยามเมื่อกำลังเผชิญหน้ากับความตาย

เมื่อพวกเขาได้รับคำถามว่า รู้สึกเสียใจกับเรื่องอะไรมากที่สุด ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้จะขอแก้ไขเรื่องอะไรใหม่ โดยคำตอบที่ได้ยินบ่อยสุด 5 เรื่องแรกคือ

1.ในตอนนั้น ฉันน่าจะมีความกล้ามากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองปรารถนาจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่คนอื่นคาดหวัง

2.ในตอนนั้น ฉันไม่น่าทำงานหนักเกินไป

3.ในตอนนั้น ฉันน่าจะมีความกล้ามากพอในการแสดงออกถึงความรู้สึกของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเก็บกดเอาไว้

4.ในตอนนั้น ฉันน่าจะรักษาความสนิทสนมกับเพื่อนเก่าเอาไว้ ไม่น่าปล่อยให้ห่างเหินกันไปแบบนี้

5.ในตอนนั้น ฉันน่าจะทำตัวเองให้มีความสุขมากกว่านี้ ไม่ใช้ชีวิตอยู่กับความกดดัน เคร่งเครียด แล้วไปคาดหวังถึงความสุขเอาวันข้างหน้า

ซึ่งคำตอบในแต่ละข้อจะมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน อย่างผู้ป่วยที่รู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ ทำงานหนัก หรือใช้เวลาไปกับการทำงานมากเกินไป จึงทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ไม่ได้แบ่งเวลาให้กับการส่งเสริมสุขภาพ ดูแลตนเอง พลาดโอกาสในการได้ทำอย่างอื่นบ้าง เช่น ออกไปท่องเที่ยว เป็นต้น

พอพูดถึงเรื่องความเสียใจที่ทำงานหนักเกินไป ก็สะกิดให้หมอนึกถึงผู้ป่วยอีกท่านหนึ่งที่เคยดูแล เมื่อราวสิบปีที่แล้ว เป็นผู้ชายวัยใกล้เกษียณมีโรคประจำตัวหลายอย่าง แต่คุมได้ไม่ค่อยดี ปกติเป็นคนขยัน ทำงานหนักมาก และตั้งใจว่าพอเกษียณจะได้หยุดพักเสียที แต่เกิดป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก บริเวณก้านสมองเสียก่อน กลายเป็นอัมพฤกษ์รุนแรง พอรับรู้ได้ แต่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ เป็นผู้ป่วยติดเตียง ครอบครัวค่อนข้างมีฐานะจึงพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้เป็นปี พยายามรักษา ทำกายภาพบำบัดทุกวันเพื่อหวังให้ดีขึ้น แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร สุดท้ายก็กลับไปดูแลกันต่อที่ต่างจังหวัด

ผู้ป่วยอัมพฤกษ์หลายคนยอมเสียเงินทองจำนวนมากเพื่อรักษาตนเองให้หาย หรือหวังเพียงแค่ขอให้กลับมาดีขึ้น พอดูแลตนเองได้ไม่ตกเป็นภาระแก่ผู้อื่น ในขณะที่บางคนร่างกายแข็งแรงดีอยู่แล้ว กลับมองไม่เห็นคุณค่า ยังใช้ชีวิตตามใจชอบที่เป็นการบั่นทอนสุขภาพตัวเอง

บางคนขับรถมาทำงานทุกวันต้องเผชิญกับปัญหารถติด รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ เวลาทำงานก็รู้สึกเหนื่อยและเบื่อ แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งพยายามทำทุกอย่างให้หายป่วย เพื่อให้ได้โอกาสกลับมา สัมผัสประสบการณ์แบบนี้อีกครั้ง

มีพุทธพจน์ว่า “อโรคยาปรมา ลาภา” – ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง

ไม่มีอะไรสำคัญเท่าสุขภาพกายใจของเราอีกแล้วครับ หากสุขภาพกายใจไม่ดี เรื่องอื่นที่ว่าสำคัญ ก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ลาภต่างๆ จะมีประโยชน์อะไร ถ้าร่างกายจิตใจเราย่ำแย่เสียแล้ว

เท่าที่หมอสังเกตผู้ป่วยสูงอายุหลายคน พบว่า ส่วนใหญ่มักมีจิตใจที่ห่อเหี่ยวไม่แช่มชื่น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความกลัวในความเจ็บป่วยและความตาย เนื่องจากสัญชาตญาณของคนเรามักกลัวสิ่งที่ไม่รู้ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับความตาย ถึงแม้เรารู้ว่าวันหนึ่งเราต้องตายแน่ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน ตายเมื่อไร ตายอย่างไร

หากเป็นช่วงวัยหนุ่มสาว หรือวัยกลางคน เวลาคิดเรื่องเกี่ยวกับความตาย เรายังพอปลอบใจตัวเองได้ว่า อายุเรายังไม่เยอะ ยังมีเวลาอีกหลายปี สามารถหันไปกลบเกลื่อนความกลัวด้วยเรื่องอื่น เช่น ดูหนัง ฟังเพลง กินของอร่อยๆ ออกไปเที่ยว แต่สำหรับผู้สูงอายุ ดูเหมือนจะปลอบใจตนเองไม่ออก จะกลบเกลื่อนก็ไม่ไหว เพราะตามัว หูตึง ลิ้นรับรสอะไรไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงไปไหน รู้สึกออกมาจากข้างในได้ว่าร่างกายนี้ไม่เหมือนเดิม ยิ่งได้เห็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันทยอยลาจากโลกนี้ไปทีละคน ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ

การศึกษาวิจัยพบว่าผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 20 มีภาวะซึมเศร้าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ที่รุนแรงถึงขั้น เป็นโรคซึมเศร้าจริงๆ อยู่ที่ร้อยละ 1-2 ในขณะที่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุแสดงไว้ว่าประเทศ ไทย มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี และมีผู้สูงอายุร้อยละ 12 ที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง นั่นหมายความว่า อาจจะมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บางคนพยายามหากิจกรรมทำเพื่อลืมเรื่องอายุ เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าร่างกายนี้ยังไหว แต่ไม่ว่าจะ ดูแลร่างกายนี้ให้ดีอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะกาลเวลาที่มาพร้อมธรรมชาติของความเสื่อมได้ ย่อมต้องเปลี่ยนไปหาที่พึ่งทางใจ มีทั้งที่พึ่งภายนอกอย่างเช่น ทรัพย์สมบัติเงินทองหรือบุตรหลาน บางคนอยากเห็น อยากให้อยู่ใกล้ๆ คอยเรียกหาตลอด บางคนมีความสุขจากการมีที่พึ่งภายใน เช่น มีศรัทธาทำบุญมาตลอดหลายปี มีความเชื่อว่าเมื่อตนจากโลกนี้ไปก็ขึ้นสวรรค์ บางคนมีใจเข้มแข็ง จากความเข้าใจในโลกและชีวิต ยอมรับความเจ็บป่วย ความตายได้ มีชีวิตอยู่อย่างสงบ

สิ่งที่ผู้สูงอายุควรมีเพื่อการมีสุขภาพจิตที่ดี ได้แก่

  • มีสุขภาพกายที่ดี
  • มีเป้าหมายในชีวิต รู้ว่าตนเองตื่นขึ้นมาจะทำอะไร ยิ่งหากสิ่งที่ทำนั้นมีคุณค่า มีความหมายยิ่งดี
  • บางคนตื่นขึ้นมาทานข้าว เสร็จแล้วก็นั่งดูโทรทัศน์เป็นแบบนี้ได้ทั้งวัน จะทำให้รู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ ไปทำไม อยู่ไปเป็นภาระกับคนอื่น
  • มีชุมชน สมาคม หรือมีเพื่อนให้ได้พูดคุย
  • ช่วงที่โควิดระบาด มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ผู้สูงอายุหลายคนต้องเก็บตัว ออกไปไหนไม่ได้ ไม่ได้พบปะเพื่อนฝูงเช่นเคย ทำให้หลายคนเฉาลงไป ไม่ร่าเริงเหมือนก่อน
  • นอกจากโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การอยู่ตัวคนเดียวในผู้ที่ เริ่มสูงอายุจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมอย่างโรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์กินสันได้

บทความตอนนี้เน้นเรื่องทางด้านจิตใจมากหน่อยนะครับ เล่าออกมาในมุมต่างๆ จากประสบการณ์ เผื่อจะ ตรงใจท่านผู้อ่านบ้าง ครั้งหน้าจะมีอีกมุมหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในยามเจ็บป่วย ที่หมอคิดว่าสำคัญและเป็นปัญหาที่พบได้ บ่อยในโรงพยาบาล ที่มีผลทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและญาติ

ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพกายใจสมบูรณ์แข็งแรงนะครับ

นายแพทย์ปีติ เนตยารักษ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลธนบุรี / Medical Advisor บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) จบการศึกษาคณะแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวุฒิบัตรอายุรศาสตร์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และหลักสูตรการอบรมเพิ่มเติม

การอบรมหลักสูตร “การใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

  • Certificate of Attendance the Asian Oceanian Congress of Clinical Neurophysiology Conference, Seoul, South Korea
  • Certificate of Attendance the Congress of the European Academy of Neurology, Lisbon, Portugal
  • Certificate of Attendance the WCN 2017 Education Program, Kyoto, Japan
  • Certificate of Attendance the Congress of the European Academy of Neurology, Amsterdam, Netherlands
  • Certificate of Attendance the WCN 2009 Education Program, Bangkok, Thailand
  • Presentation “Nonconvulsive status epilepticus during sleep in post-ischemic stroke patient” in Congress of the neurological society of Thailand, Bangkok, Thailand