อุ้มบุญ VS บุตรบุญธรรม ทางเลือกการมีทายาทเพื่อสืบทอดตระกูล

1140

สิ่งสำคัญนอกจากการสร้างธุรกิจครอบครัวให้มีความมั่นคงและมั่งคั่งก็คือ การสร้างครอบครัว เพื่อที่จะได้มีผู้สืบทอดตระกูล หรือทายาท มารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เพื่อส่งต่อความมั่นคงและมั่งคั่งของตระกูลต่อไป สำหรับบางครอบครัวที่ประสบปัญหาการมีบุตรยาก การอุ้มบุญ หรือการรับบุตรบุญธรรม ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ในอดีต การอุ้มบุญหรือการตั้งครรภ์แทนนั้น ไม่ได้มีกฎหมายมารองรับ ดังนั้น เด็กที่เกิดมาก็ยังเป็นบุตรของแม่ที่ได้ให้กำเนิด แต่ไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตร คู่สมรสจะทำได้แต่เพียงรับเด็กที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาในปี พ.ศ.2558 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 เริ่มมีผลบังคับใช้ ก็มีผลให้บุตรที่เกิดจากการอุ้มบุญภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตร

ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อต้นปี 2566 ปรากฏว่า ได้มีการพิจารณาอนุญาตให้มีการอุ้มบุญภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวมากกว่า 600 ราย เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะของการมีบุตรยาก โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใต้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เช่น

1.สามีและภรรยาจะต้องมีสัญชาติไทยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หากสามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่งเป็นคนต่างชาติ สามีและภรรยานั้นจะต้องจดทะเบียนสมรสกันไม่น้อยกว่า 3 ปี

2.ภรรยาจะต้องมีอายุไม่เกิน 55 ปี และต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้

3.หญิงที่จะมารับอุ้มบุญ จะมีข้อกำหนดที่กฎหมายให้ปฏิบัติตาม เช่น

  • ต้องไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส
  • ต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตในครอบครัวของสามีหรือภรรยา หากไม่มีญาติอาจให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนได้ โดยต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
  • มีสัญชาติเดียวกันกับสามีหรือภรรยา
  • อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และไม่เกิน 40 ปี
  • ต้องเคยมีบุตรมาก่อนโดยการคลอดตามธรรมชาติไม่เกิน 3 ครั้ง หรือในกรณีผ่าคลอดจะต้องไม่เกิน 1 ครั้ง และหากหญิงนั้นมีสามีหรือชายที่อยู่กินร่วมกัน จะต้องได้รับความยินยอมจากสามีหรือชายนั้นด้วย

4.ต้องมีข้อตกลงทำเป็นหนังสือก่อนการตั้งครรภ์ โดยจะต้องทำระหว่างหญิงที่รับอุ้มบุญและคู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตร ว่าจะให้เด็กที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุตรของคู่สมรส

5.การทำให้ตั้งครรภ์จะทำได้ 2 วิธี ดังนี้

1) ใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิของสามีและไข่ของภรรยาเพื่อให้หญิงที่รับอุ้มบุญตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับคู่สมรสที่อสุจิและไข่แข็งแรง แต่ภรรยาไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อาจเนื่องจากมดลูกมีปัญหา เป็นต้น

2) ใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิของสามีหรือไข่ของภรรยาแทนกับอสุจิหรือไข่ของคนอื่น แต่ห้ามใช้กับไข่ของหญิงที่รับอุ้มบุญ กรณีนี้จะเหมาะกับคู่สมรสที่อสุจิของสามีหรือไข่ของภรรยามีปัญหา สำหรับการใช้อสุจิหรือไข่ที่ผู้อื่นได้บริจาคเพื่อใช้ในการตั้งครรภ์ตามวิธีนี้ กฎหมายฉบับนี้ก็ได้ระบุไว้ว่า ผู้บริจาคไข่หรืออสุจินั้น จะไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัวหรือมรดกใดๆ ต่อเด็กที่จะเกิดมา

6.หน้าที่ในการแจ้งเกิดของเด็กจะเป็นของคู่สมรส

7.เด็กที่เกิดมาถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรส แม้ว่าสามีหรือภรรยาจะเสียชีวิตก่อนที่เด็กจะเกิด ก็ยังถือว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภรรยา

ในกรณีที่การอุ้มบุญไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมกับครอบครัว ก็มีอีกทางเลือกคือการรับบุตรบุญธรรม ตามรายงานสถิติการรับบุตรบุญธรรมของกรมการปกครองที่แสดงในฐานข้อมูลล่าสุดคือปี พ.ศ.2564 ปรากฏว่าในปีดังกล่าวมีการรับบุตรบุญธรรมเกือบ 7,000 ราย ซึ่งหากย้อนหลังไป 10 ปี เช่นปี พ.ศ.2555 สถิติสูงที่สุดจะมากกว่า 10,000 รายต่อปี จะเห็นได้ว่า การรับบุตรบุญธรรมเป็นที่นิยมกว่าการอุ้มบุญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะหลักเกณฑ์ที่ต่างกัน โดยหลักเกณฑ์การรับบุตรบุญธรรมหลักๆ จะมีดังนี้

1.ผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี

2.ผู้รับบุตรบุญธรรม/ผู้เป็นบุตรบุญธรรม หากมีคู่สมรสจะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน

3.หากผู้เป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปี) จะต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง รวมทั้งผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องยื่นเรื่องเพื่อขอหนังสืออนุมัติจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก่อน

4.พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดจะหมดอำนาจปกครองนับแต่วันที่มีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

5.หากเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดแล้ว ห้ามไปเป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นอีก ยกเว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสผู้รับบุตรบุญธรรม

6.ผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องยื่นจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมที่สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนเขตแห่งใดก็ได้

ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรมก็ยังมีข้อแตกต่างกันบางประการที่ท่านอาจจะพิจารณาเพิ่มเติมว่าทางเลือกใดระหว่างการอุ้มบุญและการรับบุตรบุญธรรมจะเหมาะสมกับครอบครัวของท่าน ดังนี้

  • ในกรณีที่บุตรบุญธรรมไม่ได้ทำพินัยกรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรม ผู้ที่จะมีสิทธิรับมรดกจะยังคงเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
  • บุตรบุญธรรมมีฐานะเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมายสามารถ เช่น ใช้นามสกุลของพ่อแม่บุญธรรมได้ รับมรดกของพ่อแม่บุญธรรมได้

ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องการส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นต่อไปของครอบครัว สามารถติดต่อขอข้อมูลได้ที่ familyofficeteam@scb.co.th