ภาษีการรับมรดก แก้ไข-ยกเลิก-ปรับปรุง แบบไหนถึงจะดี

ตามที่มีข่าวปรากฏว่า ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีการพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการที่จะแก้ไข ปรับปรุง พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีเม็ดเงินรายได้เข้ารัฐมากขึ้น

ทั้งนี้ พบว่า การเก็บภาษีการรับมรดกดังกล่าวตั้งแต่กฎหมายมีผลใช้บังคับ เมื่อปี พ.ศ.2559 เก็บภาษีไม่ได้เลย เริ่มเก็บภาษีได้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 จนถึงปี พ.ศ.2565 เก็บได้ รวมกัน 1,480 ล้านบาท โดยในปี พ.ศ.2565 เก็บภาษีได้ประมาณ 685 ล้านบาท

โดย กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าเก็บภาษีไว้ 4,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น กระทรวงการคลัง กำลังจะเสนอให้มีการเพิ่มอัตราการจัดเก็บขึ้นและปรับปรุงช่องว่างของกฎหมาย ทั้งนี้ โดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ว่า อัตราภาษีของประเทศไทยอยู่ในอัตราต่ำ โดยเทียบกับประเทศในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราการเก็บภาษีตั้งแต่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 50 ข่าวดังกล่าวนี้ย่อมคงสร้างความกังวลใจให้กับบรรดาผู้มีทรัพย์สินมรดกค่อนข้างมาก

ในฐานะที่ผมเคยเป็นผู้ศึกษาเรื่องภาษีการรับมรดกและเคยเขียนคำอธิบาย กฎหมายภาษีการรับมรดกและการให้ และเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายภาษีอากรในด้านนี้มานานพอสมควร อีกทั้งเป็นผู้หนึ่งที่แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีมรดก ในตอนเสนอครั้งแรก เพราะเชื่อว่าจะไม่คุ้มค่า และไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง

อีกทั้งจะทำให้เงินและหุ้นต่างๆ ไหลออกไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันการเงินในสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้เกิดขึ้นมาแล้วตอนจะนำพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกมาใช้ในปี พ.ศ.2559 ดังนั้น หากมีข่าวจะมีการปรับปรุงกฎหมายนี้อีก ก็ยังจะมีเงินและทรัพย์สินไหลออกไปอยู่สถาบันการเงินต่างประเทศอีกครั้ง

ผมได้เคยเขียนบทความในนิตยสาร Forbes Thailand หลังจากกฎหมายใช้มา 2 ปี หัวข้อเรื่อง “กฎหมายภาษีการรับมรดกตอบโจทย์ประเทศจริงหรือ?” (สิงหาคม 2562) โดยให้ความเห็นว่า กฎหมายนี้จะไม่ตอบโจทย์และบรรลุผลที่รัฐบาลวางไว้ กฎหมายควรต้องยกเลิก ซึ่งก็ปรากฏชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ ยอดอัตราการเก็บภาษีรวม ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นจำนวนมาก

ข้อเสนอของผมยังสอดคล้องกับงานวิชาการของเอกัตศึกษาชั้นปริญญาโทของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย นางสาวอัจฉริยา ทัดเทียม หัวข้อ “การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562” ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย

โดยเอกสารวิชาการดังกล่าวเสนอให้มีการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นลดข้อยกเว้น, มูลค่าการรับมรดกให้น้อยกว่า 100 ล้านบาท, การใช้อัตราภาษีก้าวหน้า, การเก็บภาษีจากคู่สมรส และการเสนอตั้งทรัสต์ในประเทศ

โดยหากจะมีการแก้ไขดังกล่าวรัฐบาลต้องมีการตราเป็นพระราชกำหนดหรือพระราช บัญญัติที่ต้องเสนอผ่านสภานิติบัญญัติ

ผมมีความเห็นว่า ถึงจะมีการเสนอแก้กฎหมายดังกล่าว รัฐบาลก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการเก็บภาษีมรดกอยู่ดี เพราะมีวิธีการวางแผนภาษีมรดกที่มีอยู่หลายหลากวิธีโดยเฉพาะการโอนทรัพย์สินไปอยู่ในต่างประเทศ และวิธีอื่นๆ อีก ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับฮ่องกง, สิงคโปร์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเงิน, การค้า, การลงทุน ในภูมิภาคนี้ได้

ผมจึงมีความเห็นว่า รัฐบาลควรยกเลิกภาษีการรับมรดกและการให้ แต่ควรไปปรับปรุงแก้ไขประมวลรัษฎากรในส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยการยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้ ที่ได้รับจากมรดก ในมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมกับการปรับปรุงกฎหมายอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงค่าจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่กรมที่ดิน ที่ปัจจุบันมีอัตราการเก็บภาษีที่ต่ำมาก โดยการเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และสร้างรายได้เกิดขึ้นให้กับรัฐบาลคุ้มค่าอย่างแน่นอนดังที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

ความเป็นมา : ภาษีมรดกไม่ใช่เรื่องใหม่

ความจริงแล้ว เรื่องกฎหมายภาษีมรดก ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีมรดก ในอัตราร้อยละ 20 โดยเก็บจากกองมรดก ตาม พ.ร.บ.ภาษีมรดก มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2476 ซึ่งในขณะนั้นให้เก็บภาษีจากกองมรดก ในอัตราร้อยละ 1-20 ของมูลค่ามรดกที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาท ซึ่ง หากเทียบมูลค่าในปัจจุบัน ก็คงมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท

แต่กฎหมายฉบับดังกล่าว ได้ใช้เพียง 11 ปี ก็ถูกยกเลิกในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยในขณะที่มีการใช้กฎหมายภาษีมรดก รัฐบาลจึงได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้ ตามประมวลรัษฎากรให้ไว้ ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องแล้ว เพราะเงินได้ก้อนเดียวกัน ไม่ควรมีการเก็บภาษีซ้ำซ้อน

แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อมีการยกเลิกภาษีการรับมรดกในปี พ.ศ.2487 รัฐบาลก็มิได้มีการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีเงินได้จากการรับมรดกดังกล่าวแต่อย่างใด ทางกฎหมายภาษีจึงถือได้ว่าเป็นช่องว่างของกฎหมาย ที่ทำให้ผู้รับมรดกและกองมรดก ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จนมาถึงปัจจุบัน

ดังนั้น ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการเพิ่มอัตราภาษีการรับมรดกให้เทียบเท่ากับต่างประเทศหรือปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ผมก็คิดว่าก็จะไม่ได้แก้ปัญหาในการตั้งเป้ารายได้ 4 พันล้านบาท แต่จะเกิดผลเสียทำให้มีทรัพย์สินโอนออกไปอยู่สถาบันการเงินต่างประเทศอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ที่ไม่ได้มีการเก็บภาษีมรดก ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการเก็บภาษีค่าอากรแสตมป์ที่เกิดจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ ในอัตราสูง ตามมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์

ผมเข้าใจถึงประเด็นปัญหาในการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ แต่ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทุกคนก็คงพอจะเห็นได้ว่าเป้าหมายที่รัฐบาล นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา วางไว้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และไม่คุ้มค่าเลย

ข้อเสนอ : ยกเลิก แล้วเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น รัฐบาลหากจะหารายได้เพิ่ม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้ผมจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาดังนี้

ข้อ 1 ยกเลิก พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 และภาษีการให้ตามประมวลรัษฎากร โดยมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายให้ครบถ้วน

ข้อ 2 เมื่อยกเลิกพระราชบัญญัติการรับมรดกและการให้ ก็ให้ยกเลิกข้อยกเว้น ภาษีเงินได้ ของอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์เสีย แล้วไปกำหนดให้จัดเก็บภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาผู้รับมรดกตามประมวลรัษฎากร โดยกำหนดมูลค่าของภาษีเงินได้ ในการโอนอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่มีมูลค่าราคาประเมินเกิน 50 หรือ 100 ล้านบาท แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้เสียภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 5-10%

ข้อ 3 เพิ่มอัตราภาษีค่าอากรแสตมป์ ในการโอนอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้รับจากทรัพย์มรดก ที่มีมูลค่าเกิน 50 หรือ 100 ล้านบาท ในอัตราตั้งแต่ 1-5%

ข้อ 4 หากไม่เพิ่มค่าอากรแสตมป์ก็อาจจะเพิ่มค่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ในอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์มรดก สำหรับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในการโอนที่มีมูลค่าเกิน 50 หรือ 100 ล้านบาท ในอัตราไม่เกิน 5%

วิธีการแก้ไขกฎหมาย ประมวลรัษฎากรตามข้อเสนอข้างต้น จะทำให้รัฐบาลมีเงินได้เพิ่มขึ้นมากกว่าภาษีการรับมรดกอย่างแน่นอน โดยทั้งนี้ รัฐบาลอาจนำตัวเลขการโอนอสังหาริมทรัพย์และอากรแสตมป์ และค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงย้อนหลัง 5 ปีมาวิเคราะห์ประมาณการเงินได้ที่จะได้รับว่าจะดีกว่าภาษีมรดกจริงหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อเสนอนี้จะไม่กระทบ การแข่งขัน กับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิงคโปร์หรือฮ่องกง ที่ไม่มีการเก็บภาษีมรดกและการให้

อีกทั้งไม่ทำให้ประชาชนที่มีมูลค่าทรัพย์มรดกไม่เกิน 50 หรือ 100 ล้านบาท จะต้องได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้ โดยเงินภาษีที่เก็บได้ รัฐบาลควรกำหนดจัดเข้าเป็นกองทุนพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศต่อไป เพื่อจะให้ผู้เสียภาษีรู้สึกได้ว่า ภาษีเงินได้ถูกนำไปใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง

ความจริงแล้วรัฐบาลควรจะเร่งปฏิรูปกฎหมายภาษีทั้งระบบไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในการเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยให้เกิดผลสำเร็จอย่างจริงจัง โดยผมจะนำมาเขียนเสนอในลำดับต่อไป