CRC สเต็ปอัพ 2024 Go-Beyond Retail ปักหมุด FOOD B2B

448
CRC

ผ่าแผน CRC 2024 วางงบ 22,000-24,000 ล้านบาท สเต็ปอัพ 4 เสาหลักธุรกิจ แฟชั่น-ฟู้ด-ฮาร์ดไลน์-พร็อพเพอร์ตี้ Go-Beyond Retail สปีดธุรกิจ FOOD B2B เพิ่มพอร์ตสินค้าหรูปั๊มยอดขายโตเพิ่ม 9-11%

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ภาพของธุรกิจค้าปลีกในระยะ 5 ปีที่ผ่านมานับเป็น 5 ปีที่มีความยูนีคอย่างมากโดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคก้าวทันเทรนด์และฉลาดมากขึ้น

“เวลานั้นคนมองว่าออนไลน์จะฆ่าออฟไลน์ แต่สำหรับ CRC เราเชื่อว่าออฟไลน์และออนไลน์เดินไปด้วยกัน ได้เราจึงมูฟธุรกิจเป็น Omni-Channel Retail จากนั้นโควิดเข้ามาทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งเราจึงหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยขยายพอร์ตให้ครอบคลุมทั้งค้าปลีก และค้าส่งทำให้วันนี้เรามีทั้งลูกค้าทั้ง B2B และ B2C”

CRC

ผ่าธุรกิจ CRC ไทย-เวียดนาม-อิตาลี

ญนน์ กล่าวต่อไปว่านอกจากการขยายธุรกิจครอบคลุม ไทย เวียดนาม และอิตาลีแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการคือเรื่องของการขยาย “Consumer and Community” ซึ่งปัจจุบันธุรกิจในมือของ CRC ในไทยครอบคลุม 60 จังหวัด 1,700 กว่า Store เป็นเบอร์1 ในกลุ่มฮาร์ดไลน์และแฟชั่น ซึ่งปีที่ผ่านมาได้อัพเกรดสินค้ากลุ่มแฟชั่นให้พรีเมียมมากขึ้นและลักซัวรี่มากขึ้นโดยนำแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาเกือบ 500 แบรนด์

นอกจากนี้ยังมีไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้า จนขึ้นเป็นเบอร์ 1 ธุรกิจค้าปลีกที่มีมอลล์ครอบคลุมต่างจังหวัดมากที่สุด ขณะที่ธุรกิจอาหาร CRC มีการ Unify แบรนด์ใหม่คือ “เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์” และไฮไลท์สำคัญคือการเข้าไปสู่ธุรกิจของ FOOD B2B โดยเปิดตัวธุรกิจ โก โฮลเซล (GO WHOLESALE)

และในส่วน “เวียดนาม” ปัจจุบันมีธุรกิจครอบคลุม 42 จังหวัด โฟกัสลูกค้ากลุ่มครอบครัวเป็นหลัก ปัจจุบัน CRC เป็นเบอร์ 1 ของ Family Mall, Family Market และ Hypermarket นอกจากนี้ยังมี Supermarket ที่ลอนช์เข้าไปใหม่และล่าสุด go! (มินิ โก!) เป็น Format ใหม่สำหรับจับตลาดเมืองรอง และสุดท้ายประเทศอิตาลี ครอบคลุม 8 ซิตี้ ผ่านห้าง รินาเชนเต (Rinascente) ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างมากสะท้อนผ่านผลงานช่วงสิ้นปี 2023 ที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ทะลุ 1 billion Euros เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ธุรกิจของเราครอบคลุม 110 City 1,745 Store 72 มอลล์ ทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม Business Performance ของเราในสิ้นปี 2023 เติบโตมากกว่าโควิดไปแล้ว และเรายังมีการไดเวอร์ซีฟาย portfolio ขึ้นไปอีกทำให้วันนี้เรามี Loyalty customer base เกือบ 30 ล้านคนในมือ”

มูฟสู่ FOOD B2B ต่อจิ๊กซอว์ Consumer and Community

ขณะเดียวกัน เซ็นทรัล รีเทล ยังมีเป้าหมาย Go-Beyond Retail เข้าไปสู่ community ของลูกค้า โดยเริ่มจากการเข้าสู่ลูกค้า B2B ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศซัพพลายผ่านแบรนด์ “OfficeMate” และวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งบ้านผ่าน “ไทวัสดุ”

“การเข้าสู่ B2B เราเริ่มเข้าไปทีละอุตสาหกรรม “ไทวัสดุ” เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า CRC สามารถสร้างธุรกิจจากศูนย์จนขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ได้ และตอนนี้เราเริ่มเข้าไปจับในเรื่องของ HoReCa เพราะเป็นธุรกิจที่มี market size ขนาดใหญ่ มีทั้ง Good Ggrowth และ Good margin”

CRC

2024 สเกลอัพ 4 ธุรกิจหลักวางเป้ารายได้โต 9-11%

สำหรับปี 2567 นี้ เซ็นทรัล รีเทล ตั้งเป้าการเติบโตรายได้ 9-11% EBITDA เติบโต 15-17% ภายใต้งบลงทุน 22,000-24,000 ล้านบาท โดยฟอร์แมทใหญ่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ได้แก่

1. กลุ่มแฟชั่น พัฒนาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แฟล็กชิพสโตร์สาขาชิดลมให้เป็น World Class Luxury Destination รวมถึงการขยายสาขาเพิ่ม 2 แห่ง พร้อมรีโนเวตและอัพเกรดห้างอีก 4 แห่งควบคู่ไปกับการเพิ่มแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเข้ามา และนำแบรนด์ไทยขยายไปยังเวียดนาม

2. กลุ่มฟู้ด ขยาย GO Wholesale เพิ่ม 7 สาขา เพื่อเป็น The New Choice For all สำหรับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพาร์ทเนอร์ทุกคน นอกจากนี้ยังมีแผนขยายสาขา Tops รวม 10 สาขาในไทย สำหรับประเทศเวียดนาม มีแผนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 3 สาขาและgo! (มินิ โก!) อีก 9 สาขา ซึ่งเป็นWinning Format ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

3. กลุ่มฮาร์ดไลน์ ขยายสาขาไทวัสดุ 9 สาขา พร้อมรีโนเวตอีก 4 สาขา และทรานฟอร์มเหงียนคิมในเวียดนามให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

4. กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ปรับปรุงสาขาศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ และขยายศูนย์การค้า GO! 3 สาขาในเวียดนาม โดยตั้งเป้าปิดปี 2567 จำนวน 42 สาขาใน 42 จังหวัด

“CRC เรามีธุรกิจอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ มี Market category ที่หลากหลายในการขยายธุรกิจสิ่งสำคัญคือการมองว่าอะไรคือ High Growth Demand และพยายามปรับการลงทุนให้เข้ากับดีมานด์ เช่นเมื่อ 3 ปีก่อนเรามองว่าธุรกิจวัสดุก่อสร้างไปได้แน่นอนและยังมีโอกาสที่จะโตได้อีกเยอะ เพราะฉะนั้นเราจึงเร่งเครื่องไทวัสดุเป็น High Growth

ดังนั้นการเลือกลงทุนในประเทศไหนก็ตามต้องดูว่า Demand ของแต่ละประเทศอยู่ในธุรกิจอะไร เช่นเวียดนามอะไรก็ตามที่ไม่ใช่อาหารอยู่ในช่วง slow down เพราะฉะนั้นเราก็เข้าไป step up ในเรื่องของอาหาร ส่วนอิตาลีเราเข้าไป step up ในเรื่องของ luxury ทำให้ยอดขายของเราเติบโตมหาศาลจากกำลังซื้อของคนอิตาเลียนและ ยุโรปหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยว”