ปตท. โชว์กำไรปี 66 ทะลุ 1.12 แสนล้าน โต 23% เตรียมจ่ายปันผล 1.20 บาท

475

ปตท. เปิดงบปี 66 กำไร 112,024 ล้านบาท เติบโต 23% ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ขาดทุนอนุพันธ์ลดลง กำไรค่าเงินหนุน เตรียมปันผลอีก 1.20 บาท

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2566 มีกำไรสุทธิ 112,023.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2565 ที่มีกำไร 91,174.85 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิดังกล่าวคิดเป็น 3.6% ของยอดขาย สูงกว่าปี 2565

ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของกลุ่มปตท. ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 13,000 ล้านบาท ประกอบกับในปี 2566 กลุ่มปตท. มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปี 2566

แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) ของกลุ่มปตท. ปรับลดลง โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ลดลงจากปี 2565

นอกจากนี้ในปี 2566 กลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลง รวมทั้งผลการดำเนินงานของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมปรับลดลงจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยลดลง ประกอบกับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยในปี 2566 EBITDA มีจำนวน 426,895 ล้านบาท ลดลงจากปี 2565 จำนวน 64,393 ล้านบาท หรือ 13.1%

ด้านรายได้ในปี 2566 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขาย 3,144,551 ล้านบาท ลดลง 6.6% โดยกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีรายได้จากการขายลดลงจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลดลงตามราคาปิโตรเลียม และปิโตรเคมีในตลาดโลก แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้ลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ ที่มีราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคา Pool Gas ประกอบกับราคาขายให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงตามราคาอ้างอิง

แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซฯ มีรายได้ลดลง จากการปรับอัตราค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติตามมติ กกพ. ตั้งแต่เดือน ส.ค. 65ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้ลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงทุกผลิตภัณฑ์ตามราคาปิโตรเคมีในตลาดที่ใช้อ้างอิง ประกอบกับปริมาณขายลดลง รายได้ของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ลดลงจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหินใน Q1/66 นอกจากนี้รายได้จากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมลดลงจากทั้งราคาขายและปริมาณขายเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตามสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่มปตท. ซึ่งเป็นธุรกิจที่แข่งขันเสรีทั้งในและต่างประเทศ โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจได้เป็น ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 45% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 9% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อยอื่น ๆ 17% ซึ่งมีผลการดำเนินงานจากธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น จากบริษัท Avaada Energy Private Limited (Avaada) ที่มีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอินเดีย และจากบริษัท Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาสามัญ ในประเทศไต้หวัน และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจน้ำมันและธุรกิจ Non-Oil เช่น กาแฟ และร้านสะดวกซื้อ ที่มีกำไรต่อรายได้แค่เพียง 1% ขณะที่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพียง 22%

คณะกรรมการปตท. มีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 2.00 บาท โดยได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.80 บาท เมื่อก.ย.2566 คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายอีกในอัตราหุ้นละ 1.20 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) 29 ก.พ.2567 วันที่จ่ายปันผล 30 เม.ย.2567

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และกองทุนวายุภักษ์รับปันผลรวมประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของปตท. และบริษัทในเครือ อีกประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท รวมกลุ่มปตท. นำส่งรายได้จากการดำเนินธุรกิจปี 2566 ให้กับรัฐแล้วประมาณ 7.8 หมื่นล้าน(นักบวช)