เวฟ บีซีจี ดึงพันธมิตรชั้นนำ ผลักดันใช้ RECs สู่เป้าหมาย Carbon Neutrality

1013

เวฟ บีซีจี ดึงองค์กรชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วมเวที “Unlocking Potential I-RECs in Thailand” แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมขับเคลื่อนการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ชี้หากต้องบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ต้องเพิ่มสัดส่วนให้เป็น 30% ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) และมากกว่า 50% ก่อนปี พ.ศ. 2583 (ค.ศ. 2040)

นายเจมส์ แอนดริว มอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมกลุ่มพลังงานหมุนเวียน สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) The International I-Track Standard การไฟฟ้าฝ่ายการผลิดแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ซุปเปอร์ คาร์บอน เอ็กซ์ จำกัด บริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และ REDEX เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยน และแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทาง และทิศทางการขับเคลื่อนการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) ในประเทศไทย ผ่านงานเสวนา “Unlocking Potential I-RECs in Thailand”

โดยความสำคัญของการจัดเสวนาครั้งนี้ เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างเสถียรภาพด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการบรรลุเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เพิ่มขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส และจากการประชุม COP26 ที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตั้งเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065)

ตลอดจนประเทศไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 – 2573 ได้มีการกำหนดเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDC) 30% หรือ ลด 166 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ 40% หรือ 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากการประมาณการของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ที่ 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยระดับการลดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นถึง 40% ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงกลไก การสนับสนุนทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเงิน และการเสริมสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอ

“ปัจจุบันการพัฒนาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ยังคงไม่เพียงพอ และมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีปริมาณการขึ้นทะเบียนใบรับรองพลังงานหมุนเวียนเพียง 19 ล้าน RECs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน รวมกับ คาร์บอนเครดิต มาตรฐาน TVER ที่ 17 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 รวมกันก็เพียงแค่ 26.5 ล้านตัน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ปล่อยมากถึง 372 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นอันดับ 20 ของโลก โดยภาคพลังงานมีสัดส่วนการปล่อยมากถึง 70% ในขณะที่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศมีเพียง 10% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด โดยถ้าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality จะต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เป็น 30% ภายใน พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) และมากกว่า 50% ก่อนปี พ.ศ. 2583 (ค.ศ. 2040)”

นายเจมส์ กล่าวว่าจากข้อมูลใน ปี พ.ศ. 2566 ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ) ระบุว่ามีความต้องการ (scope 2) จากภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมที่ประมาณ 134.7 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง ถ้านำพลังงานสะอาดทั้ง Grid สามารถขึ้นทะเบียน RECs เพียงแค่ 28 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง

โดยในปัจจุบันการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน และต่อประเทศไทยในเชิงของการดึงดูดการลงทุน (FDI) จากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำของโลกที่มีการกำหนดเป้าไปแล้ว และยังมีการพิจารณาเลือกการตั้งฐานบริษัทในต่างประเทศที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงพลังงานสะอาดได้

รวมถึงการที่หลายบริษัทประกาศเป็น RE100 หรือการใช้พลังงานสะอาด 100% ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates) หรือ RECs เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจะเป็นการสนับสนุนการเพิ่มขึ้นและการขยายจำนวนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความท้าทายมากกว่าประเทศอื่นในภาคตะวันตกที่มีสัดส่วนพลังงานสะอาดมากถึง 70% มีระบบไฟฟ้าที่เปิดเสรี และมีการซื้อขายพลังงานสะอาดระหว่างเอกชน การเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลก็เพื่อช่วยกันผลักดันให้ทั้งภาคเอกชนและประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้