หนี้ SMEs โจทย์เก่าที่แก้ไม่ตก ชงขยายสินเชื่อ 100 ลบ.อุ้มรายย่อย

461

ดอกเบี้ยสูงใช้หนี้ไม่ไหว หวั่น “หนี้เสีย” เติมระบบ กระทรวงอุตสาหกรรม จี้ SME D Bank ขยายกรอบวงเงินกู้จาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท อัดฉีดธุรกิจ “ESG” – แก้หนี้ SME เตรียมแผนสำรองปล่อยกู้ธุรกิจขนาดกลางทำกำไรอุ้มกลุ่มเปราะบาง

ปฎิเสธไม่ได้ว่ากลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจ ในขณะเดียวกัน “โควิด” ที่ เข้ามาซ้ำเติมให้หลายธุรกิจตกอยู่ภาวะ “หายใจไม่คล่องคอ” และ “ล้มหายตายจาก” ไม่น้อย ส่วนที่ยังอยู่ได้จำนวนไม่น้อยมีภาระหนี้ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติและอาจตกชั้นกลายเป็นหนี้ NPL

ดอกเบี้ยสูง SMEs จ่ายไม่ไหว-ธุรกิจความงามส่อหนี้เพิ่ม

ข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า แหล่งกู้ยืมของธุรกิจ SME กลุ่มที่มีภาระหนี้สินกว่า 71.9% ที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน อีก28.1% มาจากแหล่งเงินทุนนอกระบบสถาบันการเงิน โดย SMEs ส่วนใหญ่กว่า 93.2% กู้ยืมเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ รองลงมา คือ กู้ยืมเพื่อนำมาลงทุน และการชำระหนี้เดิม

ธุรกิจที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มธุรกิจผลิตเครื่องหอม เครื่องสำอาง บริการเสริมความงาม/สปา/นวดเพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสก่อน แต่ผู้ประกอบการ SME ในภาคบริการและภาคการค้ายังพบปัญหาการยื่นกู้ไม่ผ่านเนื่องจากคุณสมบัติไม่ผ่าน/ความไม่มั่นคงของลักษณะธุรกิจ/ขาดหลักทรัพย์ ค้ำประกัน

นอกจากนี้ จากสภาวะสภาพคล่องที่ลดลงและมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ทำให้ผู้ประกอบการ SME กว่า37% มีแนวโน้มประสบปัญหาการชำระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายย่อยและขนาดย่อม เพราะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญาหรือชำระได้แต่ผิดเงื่อนไขเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงซึ่งกระทบต่อการเข้าถึงหรือขอเพิ่มสินเชื่อของธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและช่วยเหลือเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือการออกสินเชื่อที่เอื้อต่อการเข้าถึงของธุรกิจ

ขยายวงเงินสินเชื่อ 100 ล้านบาทอัดฉีดธุรกิจ ESG

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมี SMEs กลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เบื้องต้นแบ่งอุตสาหกรรมเป็น 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมที่รอด อุตสาหกรรมที่กำลังจะมีปัญหา และอุตสาหกรรมที่มีปัญหาแล้ว เพื่อปล่อยสินเชื่อได้อย่างถูกที่ ถูกจุด เหมือนกับการรักษาคนไข้ให้ถูกโรค

โดยกลุ่มที่ไม่สามารถไปต่อได้ จะแนะนำให้ปรับไปอยู่ในเทรนด์ธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมและให้ SME D Bank ช่วยเปลี่ยนธุรกิจให้ทันยุคสมัย แต่ยอมรับว่าในการคัดระดับอุตสาหกรรมใช้เวลานานมากเพราะต้องใช้ข้อมูลดิบทั้งหมดจากทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและ SME D Bank มาแปลงข้อมูลนั้นและนำมาจัด grouping ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี “ดังนั้นเบื้องต้นกลุ่มที่มีปัญหาหรือกำลังจะแย่เราจะต้องกระตุ้นทันที”

ในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อดูแลผู้ประกอบการ SMEs ผ่านทางธนาคาร SME D Bank ผ่านโครงการสินเชื่อต่างๆ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของกติกาใหม่ของโลก

“เรามีการพูดถึงการเพิ่มวงเงินสินเชื่อประมาณ 100 ล้านบาทจากเดิม 50 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดูแลผู้ประกอบการ SMEs ให้มี “ความรู้คู่กับเงินทุน” โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับติกาใหม่ของโลกทั้งเรื่อง “คาร์บอน”และ“พลังงาน” โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเครื่องจักรหรือการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานในธุรกิจ เช่นการทำ Solar rooftop เพื่อให้ SMEsสามารถอยู่ได้และปรับตัวได้เพื่อสู้กับกติกาใหม่ของโลกได้เช่นกัน

วันนี้สิ่งที่เราต้องการเน้นย้ำคือ เรามีเงินอยู่แล้วสำคัญที่สุดคื ต้องให้คนเข้าถึงเงินให้ได้มากที่สุด เพราะมีเงินไม่สำคัญเท่ากับมีคนเข้าไปใช้เงินและต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น SME D Bank ไม่ใช่แค่เป็นแหล่งเงินอย่างเดียวแต่ต้องเป็นแหล่งความรู้ให้ผู้ประกอบการด้วยนี่คือหัวใจสำคัญ”

เพิ่มกองทุนดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภาคธุรกิจ

ในแง่ของการผลักดันกฎหมายเพื่อช่วยเหลือ SMEs ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินนโยบายช่วยเหลือด้านการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานสะอาดในธุรกิจ โดยขณะนี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของการทำ Solar rooftop จากนั้นจะนำเข้าสู่ ครม. อีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกองทุนต่างๆ เช่นกองทุนช่วยเหลือประชาชนที่อยู่รอบๆบริเวณโรงงานที่ส่งผลกระทบเช่นการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมเองมีหน้าที่ดูแลชุมชนด้วย รวมทั้งกองทุนช่วยลดการเผาอ้อย โดยเน้นช่วยเหลือทั้งระบบทั้งชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการและรัฐ แทนที่จะใช้เงินชดเชยทั้งหมดเพื่อเป็นการไม่โยนภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ด้านนายประสิชฌ์ วีระศิลป์ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การแก้หนี้ของSMEs ปัจจุบัน SME D Bank ดูแล 3 ส่วนคือลูกค้าที่ “เปราะบาง” โดยพยายามพยุงให้อยู่รอดทั้งขยายเทอม ลดค่าใช้จ่าย ลดค่างวดให้ลูกหนี้จ่ายเท่าที่มีกำลังจ่ายได้และยืดหนี้ออกไป

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ไปไม่ไหว ซึ่งSME D Bank อาจจะต้องดำเนินคดีและขอในเรื่องของการชดเชยในส่วนของหนี้สินเชื่อภาครัฐ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา SME D Bank เลือกที่จะไม่ดำเนินการด้วยวิธีการดำเนินคดี แต่จะปรับไปเรื่อยๆ และส่วนที่ 3 คือเติมเงินให้กับผู้ที่ “ไปต่อได้อีก” แต่ยังขาดทุนที่จะใช้หมุนเวียนหรือใช้ปรับเปลี่ยนธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการจะต้องไปอัพสกิล รีสกิลก่อน SME D Bank จึงจะเติมเงินช่วยเหลือ

“หลังจากดำเนินมาตราการแก้หนี้มาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมมียอดหนี้ในระบบประมาณ “หมื่นล้านบาท” ตอนนี้ NPLเราเหลือประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 6,000 ล้านบาทเป็นหนี้เดิมตั้งแต่ก่อนปี 2558 เป็นหนี้เสียเก่าซึ่งเราพยายามแก้ปัญหาไปเรื่อยๆจาก 2-3 หมื่นล้านบาท ลดลงมาเหลือประมาณ 6,000 ล้าน และยังมีหนี้ใหม่ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาทที่ไหลเข้ามา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเราคาดว่าปีนี้จะไหลเข้ามาในระบบเพิ่มจากภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นซึ่งเราเองก็ “ต้าน” อยู่ โดยจัดระดับความเสี่ยงของลูกหนี้ทั้งหมดออกเป็นเขียว เหลือง ส้ม แดง

กลุ่มส้มกับแดงเป็นกลุ่มที่อันตรายเราเข้าไปดักก่อนที่จะหล่นลงมาเป็นหนี้ NPL และเข้าไปปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้ลูกค้าลดงวดผ่อน ขยายเวลาการผ่อน พาลูกค้าไปขายของเพื่อสร้างรายได้ เพราะไม่ใช่แค่การลดหนี้อย่างเดียวแล้วจะไปรอด เราต้องพาลูกค้าไปหารายได้เพิ่มและให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ เราเห็นกลุ่มสีแดงบ้างแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลแต่ถือว่ามีปริมาณไม่มากและอยู่ในสถานการณ์ที่เรายังพอเอาอยู่”

สินเชื่อ 100 ล้านบาทช่วย SMEs ขนาดกลางหากำไรอุ้มรายย่อย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการขยายวงเงินสินเชื่อจาก 50 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาทยอมรับว่ายังไม่ได้เข้าครม.เพราะเป็นนโยบาย ประเด็นคือการพยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างฐานรายได้ เนื่องจากผู้ประกอบการระดับกลางค่อนข้างมีความมั่นคงการขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้เป็นการสร้างฐานสินเชื่อที่ค่อนข้างมั่นคง ทำให้มีกำไรมาช่วยรายย่อย

“การที่เราเข้าไปหาลูกค้ารายกลาง-ใหญ่ เพราะเราต้องการพอร์ตรายได้ที่มั่นคงเพียงพอที่จะเอารายได้ตรงนั้นมาใช้ชดเชยสำหรับการปล่อยสินเชื่อรายย่อยหรือไมโครหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และไม่เป็นภาระทางการคลังของประเทศหรือของรัฐบาลมากจนเกินไป ซึ่งกว่าจะเสนอได้จะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน เพราะของเดิมเราขอมา 2-3 ปีกว่าจะได้ ตอนนี้เราก็พยายามที่จะเร่งแต่แบงก์ชาติที่เป็นผู้กำกับก็ต้องดูด้วยว่าการที่ขยายงบไปถึงร้อยล้านบาทเรามีความพร้อมขนาดไหน มีกระบวนการเช็คบาล๊านซ์ สอบทานอย่างไร ตรวจสอบยังไงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่เคยเกิดมาในอดีต

ถ้าการขยายวงเงิน 100 ล้านบาทไม่สำเร็จเราก็พยายามหาลูกค้าที่เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมั่นคงเพื่อเอากำไรมาช่วยผู้ประกอบการรายย่อย”

อ่านข่าวอื่น ๆ